อึ้งเลย! คนไทยอ้วน16 ล้านคน โรครุมทั้งเบาหวาน โรคหัวใจ ปวดเข่า ปวดขา ร่างกายเหมือนคนชรา

 

screenshot_1310

 

เบาหวาน โรคหัวใจ สมรรถภาพร่างกายไม่ต่างจากคนชรา ปวดเข่า ปวดขา หากไม่ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในพิกัด และอนาคตจะเป็นคนชราขาโก่ง เผยสถิติน่าห่วงคนไทยอ้วน 16 ล้านคน เป็นหญิงมากกว่าชาย 2 เท่าตัว กทม.ครองแชมป์ ชี้ความอ้วนจะเป็นแม่เหล็กดูดโรคไม่ติดต่อเข้ามาได้หลายโรค

นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ว่า งานวิจัยทั้งในและต่างประเทศยืนยันตรงกันว่าความอ้วนเป็นเสมือนแม่เหล็กดึงดูดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเข้ามาได้หลายโรคพร้อมกัน โรคยอดฮิตในคนอ้วนที่พบ ได้แก่ ไขมันในเลือดสูง โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน อัมพาตอัมพฤกษ์ โรคหัวใจ และยังเป็นต้นเหตุของโรคมะเร็ง โดยกองทุนวิจัยมะเร็งโลก (World Cancer Research Fund) รายงานว่า สาเหตุของโรคมะเร็งร้อยละ 24 เกิดมาจากความอ้วน เช่น มะเร็งหลอดอาหาร ลำไส้ เต้านม มดลูก และไต และยังมีความเสี่ยงเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากที่รุนแรง นอกจากนี้ความอ้วนยังส่งผลระยะยาวต่อข้อเข่า ทำให้ข้อเข่าเสื่อมเร็ว สมรรถนะร่างกายจะไม่แตกต่างจากผู้สูงอายุ และจะเป็นผู้สูงอายุที่ขาโก่งเมื่ออายุมากขึ้น เดินโยกเยกคล้ายนกเพนกวิน เข่ารับน้ำหนักตัวไม่ไหว เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย

โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) คาดการณ์ว่าในปี 2558 ทั่วโลกจะมีคนที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐานถึง 2,300 ล้านคน ส่งผลให้แต่ละปีมีผู้เสียชีวิตจากโรคเรื้อรังต่าง ๆ กว่า 2.8 ล้านคน รุนแรงกว่าโรคติดต่อหลายเท่าตัว สำหรับประเทศไทยข้อมูลล่าสุดปี 2556 ของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข รายงานว่ามีคนอ้วนถึง 16 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 26 ของคนไทยทั้งประเทศ หรือพบได้ 1 คนในทุก 4 คน โดยผู้หญิงอ้วนมีจำนวน 11.3 ล้านคน มากกว่าผู้ชาย 2 เท่าตัว โดยจังหวัดที่มีคนอ้วนลงพุงมากที่สุดคือกรุงเทพมหานครร้อยละ 45 รองลงมาคือภาคกลางร้อยละ 38 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือร้อยละ 29 ภาคเหนือร้อยละ 27 และภาคใต้ร้อยละ 26

นพ.ณรงค์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขได้เร่งดำเนินการป้องกันควบคุมโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โดยสนับสนุนให้ประชาชนควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน โดยการกินอาหารที่มีไขมันต่ำ เส้นใยสูง เช่น ผัก ผลไม้ กากใยจะช่วยดูดซับไขมันและขับถ่ายออกทางอุจจาระ ไม่สะสมในร่างกาย ควบคู่กับการออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 5 วัน วันละไม่ต่ำกว่า 30 นาที เช่น เดินขึ้นบันไดแทนการใช้ลิฟต์ เดินเร็ว วิ่ง ปั่นจักรยาน เป็นต้น ทั้งนี้ ผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติล่าสุดในปี 2554 พบว่าคนไทยอายุ 11 ปีขึ้นไป เล่นกีฬาหรือออกกำลังกายเพียง 15 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 26 ของประชากรวัยนี้ที่มีประมาณ 58 ล้านคน และมีแนวโน้มลดลงเรื่อย ๆ

เภสัชกรยิปซีเผยวัคซีน ‘อีโบล่า’ งานยาก เหตุไวรัสเปลี่ยนแปลงตลอด

 

screenshot_139

 

อธิการวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออกย้ำ ทำวัคซีนป้องกันยาก ต้องใช้เวลานานเนื่องจากไวรัสมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แนะทำยาฆ่าเชื้อง่ายกว่า ชี้การคมนาคมที่สะดวกทำให้โรคแพร่กระจายไปได้ไกลมากขึ้น ด้านแพทย์ประจำศูนย์ RSU Health Care ชี้อย่าตื่นตระหนกเชื้ออีโบล่า เผยโอกาสติดเชื้อมีน้อย แนะ ‘กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ’ ป้องกันแทบทุกเชื้อไวรัส เตือนอย่าหลงซื้อยาต้านไวรัสทางเน็ต ยันยังไม่มียารักษา โอกาสที่คนไทยจะติดเชื้อมีน้อยมาก เพราะต้องอาศัยพาหะนำโรค

จากสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา (Ebola) ซึ่งพบในประเทศแถบแอฟริกา จำนวน 4 ประเทศ ได้แก่ ประเทศกินี ไลบีเรีย เซียร์ราลีโอน และไนจีเรีย และมีผู้เสียชีวิตหลายราย ศ.ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ อธิการวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่า การผลิตวัคซีนป้องกันเชื้ออีโบล่าในอเมริกามีความเห็นว่าทำได้ยาก และอาจจะต้องใช้ระยะเวลานานพอสมควร เนื่องจากไวรัสมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทำให้ลำบากต่อการผลิตวัคซีนป้องกัน แต่หากทำยาฆ่าเชื้อน่าจะง่ายกว่า

“ด้วยประสบการณ์จากความล้มเหลวในการทำวัคซีนต้านเอดส์ที่ผ่านมา จึงพบว่าวัคซีนต้านเอดส์นั้นทำได้ยากมาก จึงเปลี่ยนมาทำยาฆ่าเชื้อเอดส์แทน ถ้าเทียบวัคซีนต้านเอดส์กับวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสอีโบล่า ถือว่าวัคซีนอีโบล่านั้นยากกว่ามาก ส่วนตัวมองว่าการหายาฆ่าเชื้ออาจจะทำได้ง่ายกว่า” ศ.ดร.กฤษณา กล่าว

ศ.ดร.กฤษณา กล่าวต่อไปว่า เดิมทีในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคในแอฟริกานั้น การแพร่กระจายของโรคยังไม่แผ่เป็นวงกว้าง โดยผู้ที่ติดเชื้อก็จะอาศัยอยู่ในหมู่บ้านและเสียชีวิตภายในหมู่บ้าน แต่เนื่องจากการพัฒนาทางด้านคมนาคมทำให้โรคติดต่อต่างๆ สามารถแพร่กระจายไปได้ไกลมากขึ้น อีกทั้งระยะฟักตัวของโรคก็นานถึง 20 วัน ทำให้ยากต่อการสังเกตอาการและควบคุมโรค ผู้ป่วยอาจจะได้รับเชื้อมาจากประเทศที่มีการแพร่กระจายของเชื้อ โดยกลับมามีอาการป่วยหลังจากได้รับเชื้อผ่านไป 15-20 วัน ซึ่งผู้ป่วยรายนี้อาจจะแพร่เชื้อไปก่อนเข้ารับการรักษา ทำให้โรคมีโอกาสแพร่กระจายได้

พ.ต.ท. นพ. ธรรมโรจน์ ปุญญโชติ แพทย์ตรวจรักษาอายุรกรรมทั่วไป ประจำศูนย์ RSU Health Care มหาวิทยาลัยรังสิต ให้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาว่า เป็นโรคที่ปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2519 เดิมทีมีชื่อเรียกว่า ฮันตาน โดยมีลักษณะเหมือนกับไข้เลือดออก แต่แตกต่างที่มีต้นกำเนิดจากเชื้อไวรัสอีโบล่า ซึ่งอาการของโรครุนแรงกว่าไข้เลือดออกของไทยมาก และสามารถติดเชื้อได้จากเลือดและสารคัดหลั่ง เช่น เสมหะ เลือก และการสัมผัสสารคัดหลั่งซึ่งติดต่อกันได้ยาก ทั้งนี้อาการแรกเริ่มของโรคคือ ไข้สูงเฉียบพลัน หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ เบื่ออาหาร คลื่นไส้ เจ็บคอ มีจ้ำเลือด และเริ่มมีเลือดออกในช่องท้องในระยะรุนแรง ซึ่งหากได้รับเชื้อแล้ว โอกาสที่จะรอดมีเพียง 10% เท่านั้น และหากไม่ได้รับการรักษาในเบื้องต้นและมีพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ เช่น ไปเที่ยวในแถบประเทศแอฟริกา หรือติดต่อกับผู้ที่อาศัยในแถบนั้น ก็อาจจะมีความเสี่ยงในการติดเชื้อ ซึ่งหากได้รับการรักษาตั้งแต่มีอาการเจ็บป่วยเริ่มต้น ก็สามารถควบคุมอาการได้ทัน โดยช่วงแสดงอาการจะมีระยะเวลา 2-20 วัน และการรักษาก็ต้องอาศัยการรักษาคล้ายกับการรักษาไข้เลือดออก นั่นคือการประคับประคองอาการไปเรื่อยๆ

พ.ต.ท. นพ. ธรรมโรจน์ กล่าวต่อไปว่า สิ่งที่น่ากังวลสำหรับโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา คือ คนจะนึกว่าตนเองเป็นแค่ไข้หวัดธรรมดา และไม่ได้เข้ารับการรักษาโดยแพทย์ ซึ่งหากพบว่ามีอาการแรกเริ่ม ก็ควรเข้าพบแพทย์เพื่อติดตามดูอาการและควบคุมอาการดังกล่าว ทั้งนี้แพทย์ผู้ทำการรักษาจะซักประวัติ ว่ามีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อมากน้อยแค่ไหน เช่น เคยไปประเทศแถบแอฟริกาหรือไม่ หรือมีการพบปะกับผู้ที่อยู่อาศัยในประเทศแถบนั้นหรือไม่ ซึ่งโอกาสที่คนไทยจะติดเชื้อชนิดนี้มีน้อยมาก เพราะต้องอาศัยพาหะนำโรค และหากเฝ้าระวังสังเกตอาการของตนตั้งแต่เริ่มต้นก็จะสามารถควบคุมอาการของโรคได้ จึงไม่ควรวิตกจนเกินเหตุและติดตามข่าวสารจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ เช่น ข่าวจากกรมควบคุมโรคติดต่อ

“บางคนกังวลจนไม่กล้าพูดคุยหรือพบปะกับคนแอฟริกันในประเทศ ซึ่งถ้าเขาอาศัยอยู่ในเมืองไทย ก็ยิ่งไม่มีโอกาสได้รับเชื้อแน่นอน เพราะโรคนี้มันระบาดในแถบแอฟริกา อีกทั้งการติดเชื้อก็ค่อนข้างยาก เพียงแต่อาการเริ่มต้นมันดูเล็กน้อยเหมือนเป็นไข้หวัดธรรมดา จึงไม่ควรตื่นตระหนกเกินไป ทราบมาว่าบริษัทยาในอเมริกาจะเริ่มต้นทดลองทำวัคซีนขึ้นมาเพื่อป้องกันโรคดังกล่าวแล้ว ซึ่งต้องรอรับฟังข่าวสารจากกระทรวงสาธารณสุขต่อไป แต่ในส่วนของการประกาศขายยาต้านเชื้อไวรัสอีโบล่าที่ประกาศขายทางเฟซบุคนั้น เชื่อว่าเป็นการหลอกลวงผู้บริโภคแน่นอน จึงอยากเตือนประชาชนอย่าไปหลงเชื่อ หรือซื้อมารับประทาน เพราะขณะนี้ยังไม่มียาหรือวัคซีนเพื่อรักษาโรคนี้ หากกังวลว่าจะได้รับเชื้อก็สามารถดูแลตนเองได้ในเบื้องต้น ตามหลักขององค์การอนามัย นั่นคือการ ‘กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ’ ซึ่งวิธีนี้จะช่วยควบคุมโรคติดต่อทั่วไปได้อย่างครอบคลุมและได้ผล” พ.ต.ท. นพ. ธรรมโรจน์ กล่าว

5 เมนูสุขภาพที่ต้องมีไว้ในตู้เย็น!

 

screenshot_138

 

การจัดสรร พื้นที่ในตู้เย็นเป็นวิชาอย่างนึงที่ควรรู้ แต่อาหารที่ควรถูกจัดเก็บก็ยิ่งต้องรู้ไม่น้อยหน้ากัน เพื่อให้อาหารที่มีอยู่ได้เป็นสต็อกให้เราเตรียมทำอาหาร ที่สำคัญควรมีไว้ติดตู้เย็นเลยล่ะ เพราะรับประกันได้ว่าเมื่อวันที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น วันนั้นเราจะรอดตายแน่ๆ

1.ไข่ไก่ คนไทยชอบอยู่แล้วเพราะทำได้สารพัดเมนู จะเอามาเจียว ต้ม นึ่ง หรือเป็นอาหารเช้าแบบเร่งรัดได้แค่เอามาต้มกินกับซอส สัก 1-2 ฟองก็อิ่มไปทั้งเช้าหรือวันที่เหมือนขาดอะไรไปสักอย่างในจานพิเศษ ไข่ก็ยังนำมาผสมผสานให้น่ากินเข้าไปอีกได้ ไม่ว่าจะเป็นหม้อสุกี้ยากี้ ข้าวไข่ข้นหน้าแฮม (พอดีมีแฮมติดตู้แต่คิดเมนูไม่ออก) ไข่นี่ล่ะไม่มีไม่ได้เลย

2.นมสด เมื่อหิว หยิบนมมาดื่มสักแก้วก็อยู่ท้องแล้ว หรือวันไหนเกิดอาการปวดกระเพาะขึ้นมาก็ยังนำนมไปอุ่นดื่มได้ นอกจากนี้ ยังสามารถนำไปปรุงอาหารได้หลายอย่าง ไม่ว่าเมนูเบสิกอย่างการกินกับซีเรียล เรื่อยไปถึงต้มยำน้ำข้น เลือกชนิดที่ไร้ไขมันก็ไม่มีใครว่าเพราะยังได้ควบคุมน้ำหนักอีกด้วย เพราะนี่ล่ะแหล่งวิตามินดีและแคลเซียมเชียวนะ

3.ธัญพืช ของ ขบเคี้ยวตระกูลถั่วนี่ล่ะ ที่ช่วยให้ช่วงเวลาระหว่างมื้อถูกเติมเต็มได้ เพราะแค่หยิบมากินตอนท้องว่างก็ทำให้อยู่ท้อง (หรือจะตบนมหรือนมถั่วเหลืองร้อนตามอีกสักแก้ว) เพราะอุดมด้วยโปรตีน นอกจากนี้ ยังสามารถนำไปโรยในจานซีเรียล ข้าวโอ๊ต โยเกิร์ต ฯลฯ ก็ยิ่งทำให้อร่อยยิ่งขึ้น การเก็บในตู้เย็นยังช่วยลดกลิ่นหืนและการเกิดเชื้อต่างๆ ได้ด้วย

4.ขนมปังโฮลวีต มี เนื้อ มีโปรตีนแล้วก็ต้องมีแป้งติดไว้บ้าง ยิ่งเป็นแป้งแบบขนมปังโฮลวีตด้วยแล้ว จะยิ่งช่วยให้เราได้คุณค่าอาหารครบถ้วนขึ้น สามารถเอามาดัดแปลงเมนูง่ายๆ ได้เยอะแยะ ไม่ว่าปิ้งกินกับไข่ดาวสักแผ่นในช่วงเช้า ทำแซนด์วิชในวันที่หิวตาลาย หรือจะเอามาป่นแล้วชุบกับเนื้อสัตว์ก่อนทอด ก็ยิ่งทำให้มีสีสันน่ากินมากขึ้น ที่สำคัญไม่ต้องกลัวอ้วนด้วย

5.มะนาว นี่ ล่ะอาหารชูรสภูมิปัญญาไทย เพราะไม่ใช่แค่การปรุงรสในอาหารให้ได้รสจี๊ดจ๊าด แต่ยังให้คุณค่าสารพัดประโยชน์ ไม่ว่าบีบใส่น้ำอุ่นดื่มตอนเช้าให้ถ่ายท้องง่าย ปรุงอาหารเมนูไทยให้ได้รสกลมกล่อม และยังครอบจักรวาลไปถึงงานบ้านได้ด้วย อย่างเช่น การบีบใส่คราบเหงื่อและน้ำมันชนิดต่างๆ บนเสื้อผ้าก็ช่วยให้ขจัดคราบได้ง่ายขึ้นแล้ว

ผลไม้ต้านมะเร็ง และเพื่อสุขภาพ

 

screenshot_137

 

1. ทับทิม

ทับทิมไม่ได้มีแค่ไฟโตนิวเทรียนต์เท่านั้น แต่ยังพกกรดเอลลาจิก (Ellagic Acid) ซึ่งเป็นกรดที่ช่วยป้องกันการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ในร่างกายมนุษย์ รวมทั้งยับยั้งการขยายของเซลล์ผิดปกติที่อาจจะกลายเป็นเซลล์มะเร็ง โดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา (National Cancer Institute) ยังบอกเพิ่มเติมด้วยว่า สารเอลลาจิกในทับทิม สามารถป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูกของผู้หญิงได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว รู้อย่างนี้แล้วสาว ๆ อยากจะกินทับทิมกันแล้วใช่ไหมจ๊ะ

2. มะขามป้อม

จากข้อมูลของมูลนิธิหมอชาวบ้าน เราก็พบว่า มะขามป้อมเป็นผลไม้อีกชนิดที่มีกรดเอลลาจิก (Ellagic Acid) แฝงอยู่ด้วยเช่นกัน อีกทั้งยังมีวิตามินสูงมาก จนเกือบจะเป็นราชาผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินซีเลยทีเดียวล่ะ แถมยังพ่วงกรดฟิลเลมลิก (Phyllemblic Acid) และสารฟีนอล (Phenols) มาเป็นเพื่อนด้วย ซึ่งก็หมายความว่า มะขามป้อมเป็นผลไม้ที่มีสรรพคุณช่วยป้องกันมะเร็งกับเขาได้เหมือนกันนั่นเองค่ะ

3. มันเทศ (Sweet Potato)

ในที่นี้อาจจะรวมไปถึงมันฝรั่งพันธุ์ต่าง ๆ ด้วยนะคะ ที่ศูนย์มันฝรั่งระหว่างประเทศ (The International Potato Center : CIP) เขายืนยันเป็นมั่นเหมาะว่า มันฝรั่งเกือบทุกชนิดมีคุณสัมบัติป้องกันมะเร็งได้

โดยอธิบายว่า มันฝรั่งอุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรต, เบต้าแคโรทีน, ไฟเบอร์, วิตามินเอ, วิตามินซี, ไรโบฟลาวิน (วิตามินบีชนิดหนึ่ง), กรดโพลีฟีนอล แอนตี้ออกซิแดนท์ คาเฟอิก (Polyphenol Anti-oxidants Caffeic Acid) และกรดคาเฟโออิวควินิก (Caffeoylquinic Acid) ซึ่งช่วยป้องกันโรคมะเร็ง รวมทั้งลดความเสี่ยงโรคมะเร็งเต้านม

4. มะละกอ

ผลมะละกอดิบมีวิตามินเอ และสารเบต้าเคโรทีน ช่วยบำรุงสายตาและช่วยต้านโรคมะเร็ง อีกทั้งยังมีวิตามินซี, แคลเซียม, ฟอสฟอรัส, และเหล็กซึ่งช่วยป้องกันและรักษาโรคหวัด โรคลักปิดลักเปิด เลือดออกตามไรฟันและใต้ผิวหนัง นอกจากนี้ยังมีเอนไซม์พาเพน ซึ่งสามารถนำมาเป็นยาช่วยย่อยสำหรับผู้ที่มีปัญหาอาหารไม่ย่อย รวมทั้งช่วยกระตุ้นน้ำนมสำหรับคุณแม่ที่เพิ่งคลอดอีกด้วย

แต่ที่น่าสนใจก็คือ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฟลอริด้า ได้ทำการศึกษาและพบว่า คุณประโยชน์เหล่านี้ในผลมะละกอไม่ว่าจะดิบ หรือสุก สามารถช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการเข้าไปยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอก หรือเซลล์ผิดปกติที่ทำท่าว่าจะเป็นเซลล์ก่อมะเร็ง ที่สำคัญยังเจ๋งขนาดป้องกันได้ทั้งมะเร็งปากมดลูก, มะเร็งเต้านม, มะเร็งตับ และมะเร็งตับอ่อนเลยทีเดียวนะจ๊ะ

5. แก้วมังกร

ผลไม้ไทย ๆ อย่างแก้วมังกร มีสารต้านมะเร็งกับเขาด้วย แต่ทั้งนี้ผลการศึกษาจากศูนย์วิจัยสารต้านอนุมูลอิสระก็แนะนำว่า สารสกัดจากเปลือกแก้วมังกรสีสด ๆ มีศักยภาพในการป้องกันมะเร็งดีกว่าการรับประทานผลสดซะอย่างนั้น แต่อย่างไรก็แล้วแต่ การรับประทานแก้วมังกรเป็นประจำก็สามารถป้องกันไขมันอุดตันในเส้นเลือด และช่วยในเรื่องระบบขับถ่ายเราได้เป็นอย่างดีอยู่แล้วเนอะ

6. มังคุด

มังคุดเป็นผลไม้สัญชาติไทยแท้ที่หากินได้ง่ายในบ้านเรา ซึ่งผลการวิจัยโดย Current Molecular Medicine ก็บอกข่าวดีกับเราว่า ในมังคุดมีสารต้านเซลล์มะเร็งที่น่าสนใจนั่นก็คือ สารที่เรียกว่า แซนโทน (XANTHONE) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชนิดหนึ่งที่มีประสิทธิภาพสูงมาก สามารถซ่อมแซมเซลล์ส่วนมี่ถูกทำลายโดยปัจจัยต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี จึงถูกยอมรับว่าเป็นสารที่ช่วยต้านเซลล์มะเร็งตัวจี๊ดที่ไม่ควรมองข้ามเลยทีเดียว ทั้งนี้นอกจากกินผลสด ๆ แล้ว เรายังสามารถนำเปลือกมังคุดไปทำเป็นไวน์ไว้ดื่มได้อีกอย่างหนึ่งด้วยนะคะ

7. องุ่น

มหาวิทยาลัยเวย์นสเตต (Wayne State University) ทำการศึกษาคุณสมบัติขององุ่นกับการต้านมะเร็งและพบว่า จากหลักฐานที่ทดลองกับมนุษย์มาอย่างยาวนาน สามารถพิสูจน์ได้ว่า วิตามินและสารอาหารที่พบในองุ่นทุกชนิด มีผลโดยตรงในการป้องกันโรคมะเร็ง อีกทั้งองุ่นยังมีสารอาหารที่สำคัญที่ดีคือน้ำตาล และสารอาหารจำพวกกรดอินทรีย์ เช่น น้ำตาลกลูโคส น้ำตาลซูโครส วิตามินซี เหล็กและแคลเซียม มีส่วนช่วยในการบำรุงสมอง บำรุงหัวใจ แก้กระหาย ขับปัสสาวะ และช่วยฟื้นกำลังคนที่ร่างกายผอมแห้ง แก่ก่อนวัยและไม่มีเรี่ยวแรงด้วยนะคะ

8. ส้ม และผลไม้ตระกูลส้มทุกชนิด

นอกจากจะอัดแน่นไปด้วยกรดวิตามินซีแล้ว ในผลไม้จำพวกส้มยังมีคุณสมบัติต้านมะเร็ง โดยเฉพาะป้องกันมะเร็งเต้านม โดยข้อมูลทั้งหมดผ่านการรับรองและยืนยันความน่าเชื่อถือจากผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยเทกซัสเอแอนด์เอ็ม (Texas A&M University) แล้วด้วยนะจ๊ะ

9. แอปเปิล

สถาบัน Advances in Nutrition ได้ทำการวิจัยและพบว่า แอปเปิลเป็นผลไม้ที่มีคุณประโยชน์ในเรื่องของการลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง อีกทั้งยังป้องกันโรคมะเร็งได้ตั้งแต่สาเหตุของโรคเลยทีเดียว เนื่องจากสารฟลาโวนอยด์ในปริมาณที่สูงมากของเปลือกแอปเปิล สามารถล้างพิษออกจากร่างกาย และช่วยป้องกันอนุมูลอิสระที่เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งลำไส้ได้นั่นเอง

10. สตรอว์เบอร์รี

ไฟโตนิวเทรียนท์ (Phytonutrients) หรือสารพฤษเคมี บวกกับวิตามินซี และแร่ธาตุดี ๆ อีกหลายชนิดในสตรอว์เบอร์รี ก็เป็นส่วนสำคัญในการต้านเซลล์มะเร็ง และมีสรรพคุณบำบัดโรค โดยเฉพาะป้องกันโรคมะเร็งเต้านมของคุณผู้หญิง การันตีโดยผลวิจัยที่เว็บไซต์ Exan Health ได้นำมาเผยแพร่จ้า

11. ผลไม้ตระกูลเบอร์รี

จริง ๆ แล้วผลไม้ตระกูลเบอร์รีทุกชนิดมีสารที่ช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้เกือบทั้งหมด แต่ดอกเตอร์แกรี่ ดี สโตเนอร์ คณบดีคณะแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยแห่งรัฐโอไฮโอ (The Ohio State University College of Medicine) ชี้แจงว่า ในผลแบล็กเบอร์รีจะมีคุณสมบัติต้านมะเร็งที่โดดเด่นกว่าใครเพื่อน เนื่องจากมีสารพฤษเคมีจำพวกแอนโทไซยานิน (Anthocyanins) สูง ซึ่งช่วยชะลอการเกิดเซลล์มะเร็ง แถมยังสามารถป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้ได้อีกต่างหาก

12. เลมอน

นักวิจัยจากประเทศออสเตรเลียเผยว่า วิตามินซี และกรดหลากชนิดในผลเลมอน สามารถป้องกันมะเร็งช่องปาก, มะเร็งลำคอ และมะเร็งในช่องท้องได้ หากดื่มน้ำเลมอนคั้นสดวันละ 1 แก้วกาแฟเป็นประจำทุกวัน และแม้ว่าเลมอนจะไม่ใช่ผลไม้สัญชาติไทยแท้ แต่เลมอนก็ไม่ใช่ผลไม้ที่หายากในบ้านเราซะทีเดียวนะคะ

13. กีวี

วารสาร Ethnopharmacology เผยว่า ผลไม้ที่อัดแน่นไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ, วิตามินซี, วิตามินอี, ลูเตียน (Lutein) และสังกะสีชนิดนี้ มีประสิทธิภาพมากพอจะต้านเซลล์มะเร็งได้อยู่หมัด เพียงแค่กินกีวีสดวันละครึ่งลูกก็เท่ากับกินยาต้านมะเร็งเกรดพรีเมียมเข้าไปแล้วล่ะจ้า

14. อะโวคาโด

จากการศึกษาของวารสาร Experimental Therapeutics & Oncology พบว่า สารพฤษเคมีในผลอะโวคาโดมีส่วนช่วยป้องกันความผิดปกติที่เกิดจากเซลล์ ปกป้องเซลล์ในร่างกายไม่ได้เกิดเนื้อร้าย กำจัดเซลล์ที่ตายแล้ว รวมทั้งยับยั้งการเจิญเติบโตของเซลล์ที่ผิดปกติ และกำลังจะเติบโตเป็นเนื้อร้ายได้อีกด้วย

15. มะเขือเทศ

มะเขือเทศอาจจะก้ำกึ่งระหว่างผักและผลไม้ แต่ประเด็นนั้นไม่น่าสนใจเท่ากับผลวิจัยที่สถาบันวิจัยโรคมะเร็งอเมริกา (American Institute for Cancer Research-AICR) เขาพบว่า มะเขือเทศมีคุณสัมบัติป้องกันโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก รวมไปถึงมะเร็งปอด, มะเร็งเต้านม และมะเร็งมดลูกได้ชะงัด

เนื่องจากในมะเขือเทศลูกสีแดงแจ๊ดอุดมไปด้วยไลโคปีน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่เรียกกันว่า ตระกูลสารสีแดง และสารพฤกษเคมี รวมไปถึงวิตามิน และเกลือแร่อีกหลายชนิด ที่ช่วยบำรุงเซลล์ในร่างกายให้ทำงานอย่างปกติ ซึ่งเมื่อไรที่มีเซลล์ใดเซลล์หนึ่งเกิดความผิดปกติขึ้น เจ้าสารบำรุงต่าง ๆ ก็จะเข้าไปจัดการไม่ให้เซลล์ร้ายเจริญเติบโตลุกลามไปยังส่วนอื่น ๆ ในร่างกายเรานั่นเองจ้า

รู้ไว้ห่างไกลไข้หวัดใหญ่

โรคไข้หวัด 2009 ปัจจุบันกลายมาเป็น “ไข้หวัดใหญ่ประจำฤดูกาล” แล้ว และกลับมาระบาดอีกครั้งหนึ่ง วันนี้เรามีข้อมูลดี ๆ จากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข มาแนะนำ เพื่อให้พวกเราเฝ้าสังเกตอาการ และป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ได้ทันท่วงทีค่ะ

โรคไข้หวัดใหญ่ เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ อยู่ในฝอยละอองเสมหะ น้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย ช่วงป่วย 3 วันแรก มีโอกาสแพร่เชื้อได้มากสุด

เราติดเชื้อได้อย่างไร

  • ถูกผู้ป่วยไอจามรด ในระยะ 1 ช่วงแขน
  • จับต้องสิ่งของเครื่องใช้ที่ปนเปื้อนเชื้อจากผู้ป่วย เช่น โทรศัพท์ แป้นคอมพิวเตอร์ผ้าเช็ดมือ ลูกบิดประตู แล้วใช้มือมาแคะจมูกขยี้ตา จับปาก

อาการป่วย

หลังได้รับเชื้อ 2-3 วัน (มักไม่เกิน 7 วัน) ผู้ป่วยจะมีไข้ ปวดศีรษะ หนาวสั่น ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ไอ เจ็บคอ คัดจมูก น้ำมูกไหลบางคนอาจมีอาเจียน ท้องเสียด้วย

     คุณสามารถเล่นได้ที่บ้าน ผ่านเว็บ คาสิโนออนไลน์ แทงบอลออนไลน์ หนึ่งในบริการดีๆ พร้อมให้ทุกๆ ท่านได้พนันขันต่อกันอย่างเต็มที่ ผ่านตัวเกมส์ที่ท่านเลือกเล่นได้ง่ายๆ กับเราที่นี่ที่เดียว

หากป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่…ใครบ้างต้องรีบไปโรงพยาบาล…?

  • ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง
  • ไข้สูง ไม่ลดลงภายใน 2 วัน
  • ไอมาก เจ็บหน้าอก หายใจถี่ หอบเหนื่อย
  • ซึม อ่อนเพลียมาก เด็กร้องไห้งอแงมาก
  • กินอาหารไม่ได้ หรือกินน้อยมาก
  • อาเจียน ท้องร่วงมาก มีภาวะขาดน้ำ เช่น ผิวแห้ง ริมฝีปากแห้ง ตาโหล
  • ปัสสาวะน้อย ปลายมือปลายเท้ามีสีม่วงคล้ำ
  • ผู้ป่วยที่เสี่ยงป่วยรุนแรง
  • หญิงมีครรภ์ เสี่ยงป่วยรุนแรงกว่าคนทั่วไป 4 เท่า
  • ผู้มีโรคเรื้อรัง เช่น โรคปอด หอบหืด หัวใจ ไต เบาหวาน โรคเลือด มะเร็ง เอดส์ ฯลฯ
  • ผู้พิการทางสมอง
  • คนอ้วนมาก (น้ำหนัก 100 กิโลกรัมขึ้นไป)
  • เด็กเล็ก อายุน้อยกว่า 2 ปี
  • ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป

การดูแลรักษาผู้ป่วยที่บ้าน

อาการป่วยไม่รุนแรง คือ ไข้ไม่สูง ไม่อ่อนเพลียมาก และพอรับประทานอาหารได้

รับประทานยาลดไข้ เช่น พาราเซทามอล (ห้ามใช้ยาแอสไพริน) และยารักษาตามอาการ เช่น ยาแก้ไอ ยาละลายเสมหะ ยาลดน้ำมูก ตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร

หากติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ต้องรับประทานยาปฏิชีวนะให้หมดตามที่แพทย์สั่ง

  • เช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำสะอาดอุ่นเล็กน้อยเป็นระยะ เช็ดแขนขาย้อนเข้าหาลำตัว เช็ดบริเวณหน้าผาก ซอกรักแร้ ขาหนีบข้อพับแขนขา และใช้ผ้าห่มปิดหน้าอกไว้ เพื่อไม่ให้หนาวเย็นจนเสี่ยงเกิดปอดบวม หากผู้ป่วยมีอาการหนาวสั่น ต้องหยุดเช็ดตัวและห่มผ้าให้อบอุ่นทันที
  • ดื่มน้ำสะอาดและน้ำผลไม้มาก ๆ งดดื่มน้ำเย็นจัด
  • รับประทานอาหารอ่อน ๆ รสไม่จัด เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม ไข่ ผัก และผลไม้ให้พอเพียง
  • ทำจิตใจให้สบาย นอนพักผ่อนให้เพียงพอในห้องที่อากาศไม่เย็นเกินไป และ อากาศถ่ายเทสะดวก

“อาการจะค่อย ๆ ทุเลา และหายป่วยภายใน 5 ถึง 7 วัน แต่…ห้ามออกกำลังกายหรือทำงานหนักเพราะอาการอาจทรุดลงได้!”

ป่วยแล้วนับแสน! เตือนระวังปอดบวม ตายแล้วกว่า 500 คน ไข้ไม่ลด ไอหอบ พบแพทย์ทันที

 

screenshot_136

 

ฝนตกชุก ทำให้อากาศมีความชื้นสูง อาจทำให้ผู้ที่มีสุขภาพไม่แข็งแรงหรือมีภูมิต้านทานน้อย ระวังป่วยเป็นโรคปอดบวม สธ.เตือนมักเกิดหลังมีอาการป่วยไข้แล้วมีภาวะแทรกซ้อน เผย 7 เดือนแรกปี 2557 พบผู้ป่วยแล้วนับแสนคน ดับแล้ว 521 คน ส่วนใหญ่สูงอายุ-เด็กเล็ก แนะหากป่วย 3 วัน ไข้ไม่ลด และมีอาการไอหายใจหอบ ขอให้รีบพบแพทย์ทันที

นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวเตือนว่า สภาพที่มีฝนตกชุกในช่วงนี้ ทำให้อากาศมีความชื้นสูง อาจทำให้ผู้ที่มีสุขภาพไม่แข็งแรงหรือมีภูมิต้านทานน้อย ป่วยเป็นโรคทางเดินหายใจได้ง่าย โรคที่พบบ่อยและมีอันตรายสูงคือ โรคปอดบวม ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของโรคติดเชื้อทั้งหมด โดยพบมากในกลุ่มผู้สูงอายุและเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีภูมิต้านทานโรคต่ำ และผู้สูงอายุมักจะมีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน หรือโรคปอดเรื้อรัง

จากการเฝ้าระวังโรคปอดบวม โดยสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-21 กรกฎาคม 2557 พบผู้ป่วยทุกจังหวัดรวม 102,194 คน เสียชีวิต 521 คน กลุ่มที่ป่วยมากที่สุดคืออายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป พบร้อยละ 35 รองลงมาคืออายุ 55-64 ปี และกลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี ตามลำดับ จังหวัดที่มีอัตราป่วยต่อประชากร 1 แสนคน สูงสุด คือ อ่างทอง รองลงมา คือ พะเยา ศรีสะเกษ เพชรบุรี และอุบลราชธานี

นพ.ณรงค์ กล่าวว่า ได้กำชับให้นายแพทย์สาธารณสุขทุกจังหวัดเร่งประชาสัมพันธ์ย้ำเตือนประชาชนในการดูแลสุขภาพ ควรสวมใส่เสื้อผ้าให้ความอบอุ่นร่างกายอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะเวลานอนกลางคืน หากเปียกฝนให้รีบชำระล้างร่างกาย สระผมและเปลี่ยนเสื้อผ้าทันที ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่าทำงานหักโหม ไม่อดนอน เนื่องจากจะทำให้ระดับภูมิต้านทานในร่างกายลดลง และขอให้กลุ่มเสี่ยงสูง คือ ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป เด็ก 6 เดือน ถึง 2 ขวบ หญิงตั้งครรภ์ 4 เดือนขึ้นไป และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ไปรับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ได้ฟรี ที่โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขทุกแห่ง

ด้าน นพ.โสภณ เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า โรคปอดบวมเป็นโรคที่มีความรุนแรงสูง มีรายงานผู้เสียชีวิตมากที่สุด สาเหตุเกิดจากการติดเชื้อหลายชนิด เช่นแบคทีเรียและเชื้อไวรัส ผู้ป่วยจะมีไข้สูง ไอ หายใจหอบเหนื่อย อาการมักจะเกิดตามหลังป่วยเป็นไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ และอาการไข้อื่นๆ ที่มีภาวะแทรกซ้อน หรือได้รับการรักษาที่ไม่เหมาะสม โดยไข้จะไม่ลด ผู้ป่วยจะไอ มีเสมหะมาก เจ็บหน้าอก เหนื่อยง่าย หากมีอาการเหล่านี้ขอให้รีบพาไปพบแพทย์ทันที จะช่วยลดการเสียชีวิตลงได้ รวมทั้งผู้ป่วยไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ ควรหยุดเรียนหรือหยุดทำงานป้องกันการติดต่อไปสู่ผู้อื่นด้วย

ทั้งนี้ ปอดทำหน้าที่ในการหายใจ แลกเปลี่ยนออกซิเจนไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ เมื่อปอดติดเชื้อ เชื้อโรคจะเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะส่งเม็ดเลือดขาวไปกำจัดเชื้อโรคที่เซลล์ปอด หลอดเลือดจะขยายตัวทำให้เกิดการคั่งของเลือดบริเวณที่อักเสบ ทำให้การระบายอากาศและการแลกเปลี่ยนก๊าซลดลง เกิดอาการไอ หายใจลำบาก หอบเหนื่อย หรือที่เรียกว่า อาการปอดบวมตามมา

วิธีทําให้หน้าใสด้วยตัวเอง 8 ประการ

 

screenshot_135

 

1.เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหารมันเพื่อป้องกันสิว เลือกทานอาหาร ผลไม้ หรือผักหลากสี เพื่อให้ร่างกายรับสารอาหารอย่างครบถ้วน

2.ออกกำลังกายเป็นประจำและพักผ่อนให้เพียงพอ หลังจากการนั่งทำงานในออฟฟิตนานๆทำให้ร่างกายอ่อนล้า การออกกำลังกายช่วยให้ร่างกายกระชุ่มกระชวย น่าตาผิวพรรณเปล่งปลั่ง ควรออกอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้งต่อเนื่องครั้งละ 30 นาที รับรองว่าไม่ใช่แค่ผิวหน้าที่จะใสขึ้นแต่ร่างกายคุณจะแข็งแรงเพิ่มขึ้นด้วย อย่าลืมนอนให้ครบ 8 ชั่วโมงนะจ๊ะ

3.ล้างหน้าให้สะอาดและถูกวิธี เพื่อผิวสวยหน้าใส โดยเลือกโฟมล้างหน้าให้เหมาะกับผิวของตนเอง อย่างเช่น ถ้าเป็นคนผิวมัน ก็ควรเลือกใช้โฟมแบบออยล์คอนโทรล เป็นต้น และไม่ควรหน้าล้างเกินวันละ 2 ครั้ง เพราะจะทำให้ผิวหน้าขาดความชุ่มชื้นได้

4.ทาครีมบำรุงผิวทุกครั้งหลังล้างหน้า ไม่จำเป็นต้องเป็นครีมราคาแพง เพื่อเป็นการทดแทนความชุ่มชื้นที่สูญเสียไปหลังล้างหน้า ในช่วงกลางวันควรเลือกครีมที่มีส่วนผสมสารกันแดด

5.อย่าขัดหน้าหรือสครับผิวหน้าบ่อยเกินไป แต่ควนหาเวลาว่าง พอกหน้าและขัดหน้าสัปดาห์ละ1ครั้ง เพื่อเป็นการทำความสะอาดผิวหน้าที่ลึกซึ้งมากกว่าการล้างหน้าตามปกติ บำรุงผิวไปในตัว และช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้นค่ะ เพื่อผิวพรรณที่สวย หน้าใสเปล่งปลั่ง ดูสุขภาพดีคะ

6.งดหรือลดดื่มเหล้าหรือสูบบุหรี่ เพราะจะทำให้ผิวพรรณและหน้าใสๆของเรานั้นขาดความสดใส และเกิดริ้วรอยหมองคล้ำได้ง่าย

7.หากคุณเป็นคนชอบแต่งหน้า ควรเช็ดทำความสะอาดเครื่องสำอางออกจากผิวหน้าทุกครั้งก่อนล้างหน้า และไม่ควรเข้านอนโดยที่ยังไม่ได้ล้างหน้า ที่สำคัญ ควรทำความสะอาดแปรงแต่งหน้าเป็นประจำ อาจจะสัปดาห์ละครั้งหรือเดือนละ 2 ครั้งก็ไม่ว่ากัน แต่อย่าใช้งานติดต่อกันนานเป็นปีโดยไม่ซักล้าง เพราะมันสะสมสิ่งสกปรกได้ดีเลยทีเดียว

8.พยายามอย่าเครียด ยิ้มเข้าไว้ ทำใจให้สดชื่น มองโลกในแง่ดี จะช่วยลดความเครียดที่เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดสิวได้ ดังนั้น หันมายิ้มกันเยอะ ๆ
***หากทำครบ 8 ข้อนี้รับรองว่าผิวหน้าของคุณ จะดูใสและอ่อนกว่าวัยแน่นอน***

องค์การอนามัยโลกแนะทั่วโลกแบนบุหรี่ไฟฟ้า

 

screenshot_134

 

องค์การอนามัยโลกหรือดับเบิ้ลยูเอชโอ แนะนำให้รัฐบาลทั่วโลกแบนอี-ซิกาแรตหรือบุหรี่ไฟฟ้า ที่กำลังได้รับความนิยมจากสิงห์อมควันเป็นอย่างมาก เพราะมันส่งผลเสียต่อสตรีมีครรภ์และเยาวชน

ที่ผ่านมา บริษัทผู้ผลิตบุหรี่ไฟฟ้ามักโฆษณาให้นักสูบทั้งหลายเชื่อมาโดยตลอดว่า บุหรี่ไฟฟ้าไม่มีสารพิษเหมือนบุหรี่ธรรมดา เป็นเพียงไอนํ้าเท่านั้น และไม่เป็นอันตรายต่อบุคคลรอบข้าง จึงทำให้คนส่วนใหญ่ดูดบุหรี่ไฟฟ้าในพื้นที่สาธารณะอย่างเสรีซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ไม่ดีนัก

แม้ดับเบิ้ลยูเอชโอจะยอมรับว่า บุหรี่ไฟฟ้ามีอันตรายน้อยกว่าบุหรี่ธรรมดา เนื่องจากมีสารพิษน้อยกว่า และสามารถช่วยให้บุคคลที่ต้องการเลิกบุหรี่ ลดการสูบบุหรี่ธรรมดาด้วยการหันมาดูดบุหรี่ไฟฟ้าก่อนเลิกขาดได้ก็ตาม แต่รายงานของกระทรวงสาธารณสุขสหรัฐฯ ระบุว่า ระหว่างปี 2554-2556 หนึ่งในสี่ของเยาวชนชาวอเมริกันหลายล้านคนที่ไม่เคยสูบบุหรี่มาก่อน ตัดสินใจสูบบุหรี่ไฟฟ้าด้วยการซื้อหาทางอินเตอร์เน็ตอย่างง่ายดาย เพราะเห็นว่าบุหรี่ไฟฟ้าไม่น่าจะมีอันตรายเหมือนบุหรี่ธรรมดา ขณะเดียวกัน วัยรุ่นในยุโรปที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไปดูดบุหรี่ไฟฟ้ามากถึงร้อยละ 7

จากกรณีข้างต้น ดับเบิ้ลยูเอชโอ เตือนว่า การสูบบุหรี่ไฟฟ้าบ่อยครั้งก่อให้เกิดอาการติดบุหรี่ ทั้งยัง มีหลักฐานจำนวนมากที่ทำให้เชื่อว่า วัยรุ่น สตรีที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ และสตรีมีครรภ์ไม่ควรสูบบุหรี่ไฟฟ้า เนื่องจาก นิโคตินจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อพัฒนาการทางสมองของเด็กและเยาวชนในระยะยาวด้วย

ยอดการบริโภคบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างมากหลังได้รับการเปิดตัวในปี 2548 โดยในแต่ละปี การบริโภคบุหรี่ไฟฟ้าสร้างรายได้ให้กับบริษัทผู้ผลิตมากถึง 2 พันล้านดอลลาร์หรือประมาณ 6 หมื่นล้านบาทเลยทีเดียว

ผลวิจัยชี้ กินบะหมี่สำเร็จรูปมากไป เสี่ยงโรคหัวใจ-หลอดเลือดในสมอง

 

screenshot_133

แม้จะทราบกันดีว่า บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่นิยมรับประทานกันอย่างแพร่หลาย มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายน้อยมาก แต่ในยุคปัจจุบันที่คนเรามีภาระเยอะและใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบ อาหารกึ่งพร้อมทานจึงเป็นที่นิยมตามสภาพการใช้ชีวิตอย่างปฏิเสธไม่ได้ แต่นับจากนี้ ผู้คนอาจต้องหันมาตระหนักถึงการบริโภคอาหารที่แสนสะดวกมากขึ้น เพราะผลการศึกษาล่าสุด

โดยนักวิทยาศาสตร์จากโรงพยาบาลด้านหัวใจและหลอดเลือดเบย์เลอร์ ในรัฐเทกซัส ของสหรัฐ บ่งชี้ว่า…ผู้ที่รับประทานอาหารกึ่งสำเร็จรูปจำพวกบะหมี่รวมถึงราเมนปรุงสำเร็จแบบญี่ปุ่น ประมาณ 2-3 มื้อต่อสัปดาห์ เสี่ยงต่อการทำให้ระบบเผาผลาญในร่างกาย และการทำงานของหัวใจผิดปกติ ซึ่งเป็นอาการที่ส่งผลให้เกิดโรคหัวใจ หลอดเลือดสมอง และเบาหวานได้…

ฮยอนจุนชิน ผู้นำศึกษางานชิ้นนี้ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารด้านโภชนาการของสหรัฐ เผยถึงสาเหตุที่เลือกศึกษาความเกี่ยวข้องระหว่างการบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกับปัญหาสุขภาพว่า เนื่องจากตัวเขาเองเป็นชาวเกาหลี ซึ่งมีอัตราการบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสูงที่สุดของโลกอีกทั้งเมื่อตรวจสอบพฤติกรรมการกินทำนองนี้ยังพบด้วยว่า ชาวเอเชียส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้บริโภครายใหญ่ของอาหารประเภทนี้เหมือนกัน

โดยการศึกษาที่เลือกวิเคราะห์กลุ่มผู้บริโภคชาวเกาหลีใต้เป็นหลักพบว่า ช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประชาชนประสบปัญหาด้านสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะโรคหัวใจและโรคอ้วนในผู้ใหญ่ ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นเพราะอาหารกึ่งสำเร็จรูปที่นิยมรับประทานกันมีส่วนประกอบของเกลือสูง และยังมีสารอาหารบางอย่างที่สูงเกินความจำเป็นของร่างกาย

ก่อนหน้านี้ มีงานวิจัยอีกชิ้นที่เตือนถึงอันตรายจากการกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โดยเป็นงานวิจัยจากผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินอาหาร ประจำโรงพยาบาลทั่วไปแมสซาชูเซตส์ในสหรัฐ ซึ่งได้ให้ผู้ทดลองรับประทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขณะที่อีกคนหนึ่งรับประทานบะหมี่แบบทำเอง พบว่าระบบย่อยอาหารของผู้ที่รับประทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทำงานหนักและใช้เวลานานกว่าเพื่อย่อยอาหาร มิหนำซ้ำ ตัวบะหมี่ยังมีสารที่ปรุงแต่งรสที่เพิ่มพิษภัยในอาหารด้วย

ทั้งนี้ กลุ่มผู้บริโภคที่เป็นหญิง มีความเสี่ยงต่อการป่วยด้วยโรคร้ายแรงมากกว่าฝ่ายชาย ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ของโรงพยาบาลเบย์เลอร์คาดว่า อาจเป็นเพราะผลกระทบบางอย่างที่ทำปฏิกิริยากับฮอร์โมนเพศ และการเผาผลาญพลังงานในร่างกายของหญิงและชาย อีกทั้งสารเคลือบบรรจุภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปที่ปะปนมากับอาหารเมื่อโดนความร้อน.

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทางกลุ่มผู้วิจัยก็หวังว่าการศึกษาจะกระตุ้นให้ทุกเพศทุกวัยใส่ใจกับพฤติกรรมการบริโภคมากกว่าเดิม และในส่วนของการวิจัยในครั้งนี้ จะทำการต่อยอดเพื่อศึกษาผลลัพธ์ในเชิงลึกต่อไป

5 วิธีรักษาจุดด่างดำบนใบหน้าที่เกิดจากสิว ขจัดรอยด่างดำด้วยสมุนไพรจากธรรมชาติ

 

screenshot004

 

1. มะนาว เป็นสมุนไพรที่หาได้ง่ายตามบ้านค่ะ และเจ้ามะนาวนี่ก็มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ (AHA, Alpha Hydroxy Acids) ซึ่งมีช่วยในการลอกเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดร่วงออกไป นอกจากนั้นยังช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผิว ทำให้เซลล์ผิวเกิดใหม่นั้นสามารถผลัดขึ้นมาแทนที่เซลล์ผิวเก่าที่ตายไปแล้วได้อย่างรวดเร็วภายใน 3 สัปดาห์ค่ะ วิธีใช้ก็แค่ผสมมะนาวกับโฟมล้างหน้า หรือจะใช้โฟมล้างหน้าประเภทที่มีมะนาวเป็นส่วนประกอบก็ได้เช่นกัน

2. ขมิ้นชัน เป็นอีกสมุนไพรหนึ่งที่มีฤทธิ์ในการกำจัดเซลล์ผิวเสียที่ตายแล้วค่ะ นอกจากนั้นยังช่วยหยุดการเจริญเติบโตของแบคทีเรียบางชนิดที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดสิวได้อีกด้วย วิธีการใช้งานก็แค่หาขมิ้นชันแบบผงที่ขายกันอยู่ทั่วไปตามตลาด หรือห้างสรรพสินค้า นำมาผสมกับโยเกิร์ตและน้ำมะนาว แล้วนำมาแตะแต้มที่สิวก่อนนอนประมาณ 2 สัปดาห์เท่านั้นจะรู้สึกได้ถึงความเกลี้ยงเกลาของใบหน้า และรูขุมขนกระชับขึ้น สุดยอดไปเลย

3. หอมแดง ในหอมแดงจะมีสารที่มีคุณสมบัติสามารถยับยั้งแบคทีเรียบนผิวหนังได้ วิธีทำก็ง่ายๆ เพียงแค่นำหอมแดงมาปอกเปลือกให้เกลี้ยงและล้างให้สะอาด จากนั้นนำมาฝานเป็นแผ่นบางๆหรือจะสับให้ละเอียดก็ได้ เสร็จแล้วนำมาโปะไว้บนจุดที่เป็นสิวหรือมีรอยด่างดำ ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที แล้วล้างออก ทำทุกวัน 3-4 วันจะเห็นว่าหัวสิวค่อยๆยุบตัวลง ส่วนรอยด่างดำก็จะดูจางลงอย่างเห็นผลได้ชัด

4. ล้างหน้าด้วยสบู่สมุนไพรต่างๆ ที่มีขายอยู่ตามท้องตลาด เช่นสบู่ขิง สบู่มังคุด สบู่ว่านหางจรเข้า สบู่แตงกวา เพราะสบู่พวกนี้มักจะมีส่วนผสมของสมุนไพรต่างๆ ซึ่งก็มีฤทธิ์แตกต่างกันออกไป บางตัวช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว บางตัวมีฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรีย และบางตัวสามารถเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับใบหน้า คงความอ่อนโยนให้กับผิวหน้าได้ เป็นต้น

5. หมั่นดูแลรักษาความสะอาดใบหน้าเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ เพราะบางครั้งฝุ่น หรือเชื้อโรคต่างๆ ที่ล่องลองอยู่ในอากาศอาจจะจับตัวเข้ากับผิวหน้าและทำให้เกิดสิวได้ ดังนั้นเราจึงควรรักษาความสะอาดผิวหน้าเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ ด้วยการล้างหน้าเป็นประจำทั้งเช้าและเย็น จะสามารถยับยั้งความสกปรกที่อาจเกิดขึ้นได้ รวมถึงเป็นการเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวหน้าได้อีกด้วย

จะเห็นได้ว่า เคล็ดลับการขจัดรอยดำจากสิวนั้น ส่วนใหญ่อยู่ที่การรักษาความสะอาดของใบหน้า โดยการนำสมุนไพรที่มีฤทธิ์กำจัดความสกปรกต่างๆ มาประยุกต์ใช้ ดังนั้นสาวๆ หรือหนุ่มๆทั้งหลายที่อยากจะมีผิวหน้าที่อ่อนเยาว์ห่างไกลจากสิวแล้วล่ะก็ จะต้องหมั่นรักษาความสะอาดเป็นประจำ