ซาลาห์ยิงแต่อียิปต์พ่าย! รัสเซียเฮ2เกมติดจ่อเข้า16ทีมเป็นหนแรก

รัสเซีย ยังคงร้อนแรงสมใจแฟนบอลเจ้าภาพ หลังโชว์ฟอร์มดุไล่อัด อียิปต์ 3-1 ในศึกฟุตบอลโลก 2018 กลุ่ม เอ นัด 2 เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ทำให้พวกเขาเก็บชัยชนะ 2 แมตช์ แทบจะแบเบอร์เข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายไปเรียบร้อยแล้ว ขณะที่ อียิปต์ แม้ได้ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ กลับมาช่วยทีมและยิงได้ 1 ประตู แต่ไม่สามารถช่วยทัพมัมมี่ รอดพ้นหายนะได้

เอคตอร์ คูเปร์ กุนซือทีมชาติอียิปต์ จำเป็นต้องงัดไม้เด็ดสำหรับแมตช์ชี้เป็นชี้ตายด้วยการส่ง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ลงสนามโดยหวังที่จะเก็บชัยชนะในการดวลกับ รัสเซีย เจ้าภาพ ซึ่งส่งผู้เล่นฟูลทีมนำโดย อเล็กซานเดอร์ โกโลวิน และ เดนิส เชรีเชฟ ซึ่งทำสองประตูในเกมไล่ทุบ ซาอุดีอาระเบีย 5-0

เริ่มเกม อียิปต์เป็นฝ่ายครองบอลขณะที่ รัสเซีย คอยคุมเชิงและรอดักสวนกลับ น. 3 เจ้าภาพตัดบอลกลางสนามและเปิดเข้ามาในเขตโทษแต่ย้อนหลัง อาร์เต็ม ซิวบา ไปอย่างน่าเสียดาย จากนั้นใน น. 6 ทัพ “หมีขาว” ได้เตะมุมโดยพวกเขาเล่นสั้น ก่อนจะโยนเข้ากลางให้  เซอร์เก อิกนาเชวิช โหม่งแต่ไม่ค่อยถนัดทำให้บอลไม่เแรง และเข้ามือโมฮาเหม็ด เอล เชนาวี่ แบบสบายๆ

จากนั้น รัสเซีย มีโอกาสตัดเกมจากแดนกลางจาก อเล็กซานเดอร์ โกโลวิน และเจ้าตัวลากเข้าไปในระยะทำการก่อนซัดไกลแต่บอลออกข้างไปแบบไม่มีลุ้น ทัพ “หมีขาว” ยังคงได้กดดันตลอด จนกระทั่ง น. 16  อียิปต์มีโอกาสทำประตูได้จากการหลุดเข้าไปยิงจาก เทรเซเก้ต์  แต่ดันปั้นบอลออกเสาไกลไปอย่างน่าเสียดาย

เข้ามาสู่ น. 23 ยูริ กาซินสกี้ เปิดบอลสูงเกินไปทำให้เลยข้ามหัว ซิวบา ไปแบบไม่มีลุ้น อีกสองนาทีต่อมา ซาลาห์ โชว์สเต็ปเลี้ยงหนีกองหลังรัสเซีย ก่อนผ่านให้  เทรเซเก้ต์ บริเวณกรอบเขตโทษแต่เจ้าตัวดันยิงไม่ดีติดแนวรับเจ้าภาพ

จนกระทั่งในน. 34 เอล ซาอิด มีโอกาสเปิดบอลบริเวณเขตโทษและบอลกำลังจะถึง ซาลาห์ ที่วิ่งมาที่จุดนัดพบบริเวณเสาไกลแต่โดน  ยูริ ชีร์คอฟ พุ่งสกัดด้วยปลายเท้าออกหลังไปอย่างหวุดหวิด

น. 42 ซาลาห์ มีโอกาสได้บอลบริเวณกรอบเขตโทษและรีบหมุนตัว 360 องศาฯ ราวกับนักเต้นบัลเล่ต์เพื่อหาช่องว่าง ก่อนจะซัดบอลผ่านเสาไกล ทำเอาแฟนบอลรัสเซียเสียวท้องน้อยกันทั้งสนาม ช่วงเวลาที่ต่างฝ่ายต่างพยายามเปิดเกมใส่กันแต่ไม่มีจังหวะหวาดเสียว และกรรมการก็เป่านกหวีดยาวหมดเวลาครึ่งแรก

ครึ่งหลัง รัสเซีย พยายามเปิดเกมบุกเข้าใส่และมาประสบความสำเร็จใน น. 47 เมื่อ เอล เชนาวี่ ชกบอลออกมาที่หน้ากรอบเขตโทษ และ โรมัน ซอบนิน ได้จังหวะยิงไกลบอลกระเด็นกระดอนเข้าไปในเขตโทษก่อนที่ อาห์เหม็ด ฟาธี ซึ่งดูเหมือนจะโดน ซิวบา ผลักด้านหลัง เสียจังหวะสกัดบอลเข้าประตูตัวเอง ส่งให้เจ้าภาพขึ้นนำ 1-0

อียิปต์ พยายามเดินเกมหวังเอาประตูคืน และ น. 56 ซาลาห์ มีโอกาสเน้นๆ แต่จังหวะยิงของเขาดันไปติด มาริโอ แฟร์นานเดส จนกระทั่ง น. 59   เชรีเชฟ ซัดประตูในระยะ 8 หลาให้ทีมนำ 2-0 โดยเป็นประตูที่สามของเขาในทัวร์นาเมนต์นี้

เท่านั้นไม่พอ แค่ 3 นาทีต่อจากนั้น หมีขาวยังดุราวกับหมีตกมันเมื่อ ซิวบา โชว์ทักษะจับบอลอย่างเหนือชั้นก่อนตะบันเต็มเหนียวเข้าประตูให้เจ้าภาพนำห่าง 3-0

น. 64 ทัพมัมมี่ต้องแก้เกมด้วยการถอด โมฮาเหม็ด เอลเนนี่ ออก และส่ง อาเมอร์ วาร์ดา ลงมาแทน โดย อียิปต์ ยังคงพยายามจะความหาประตูแรกให้ได้และเกือบสำเร็จใน น. 67 เมื่อ ซาลาห์ ส่งบอลถวายพานให้  เทรเซเก้ต์ บริเวณกรอบเขตโทษแต่ดันยิงไม่ดีบอลหลุดออกเสาไปอย่างน่าเสียดาย

จนกระทั่ง น. 72 ซอบนิน ทำฟาวล์ ซาลาห์ กรรมการเป่าให้ อียิปต์ ได้ฟรีคิกหน้ากรอบเขตโทษ แต่เมื่อผู้ตัดสินเช็ควีเออาร์แล้วได้เปลี่ยนคำตัดสินให้เป็นจุดโทษ และ สตาร์ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล รับหน้าที่สังหารไม่พลาดช่วยให้ทัพมัมมี่ ตีไข่แตกเป็น 3-1

หลังจากโดยเปิดซิง รัสเซีย ตั้งสติกลับมาอีกครั้ง  และพยายามที่จะยิงประตูเพิ่มให้ได้ แต่พวกเขาเกือบต้องเสียจุดโทษอีกครั้งใน น. 78 เมื่อ  อิลย่า คูเตปอฟ ดึง มาร์วาน โมห์เซน ล้มกลิ้งเป็นลูกขนุนแต่กรรมการปล่อยให้เล่นต่อไป

ช่วง 10 นาทีสุดท้ายต่างฝ่ายต่างพยายามแลกกันอย่างเต็มที่ จนกระทั่ง น. 88 ซาลาห์ ใช้ความเร็วฉกบอลจากกองหลังรัสเซีย แต่รีบยิงเกินไปทำให้บอลหลุดกรอบไปแบบไม่มีลุ้น ต่อมา น. 90 วาร์ดา มีโอกาสยิงโล่งๆ แต่ดันกดออกเสาไปหน้าตาเฉย

เข้าสู่ช่วงทดเวลาเจ็บ 4 นาทีเกมก็ยังเข้มข้น อียิปต์ ยังพยายามที่จะยิงประตูเพิ่มให้ได้ แต่สุดท้ายไม่สามารถส่งบอลเข้าไปซุกก้นตาข่าย จบเกม รัสเซีย เก็บชัยชนะได้อย่างงดงาม

รายชื่อผู้เล่นตัวจริงที่ลงสนาม

รัสเซีย (4-2-3-1) : อิกอร์ อาคินเฟเยฟ – มาริโอ แฟร์นานเดส, อิลย่า คูเตปอฟ, เซอร์เก อิกนาเชวิช, ยูริ ชีร์คอฟ (ฟิโอดอร์ คูเดรียชอฟ น.86) – ยูริ กาซินสกี้, โรมัน ซอบนิน – อเล็กซานเดอร์ ซาเมดอฟ, อเล็กซานเดอร์ โกโลวิน, เดนิส เชรีเชฟ (ดาเลอร์ คูเซียเยฟ น.74) – อาร์เต็ม ซิวบา (ฟิโอดอร์ สโมลอฟ น.79)

เทรนเนอร์ : สตานิสลาฟ เชอร์เชซอฟ

 อียิปต์ (4-2-3-1) : โมฮาเหม็ด เอล เชนาวี่ – อาห์เหม็ด ฟาธี, อาลี กาเบอร์, อาห์เหม็ด เฮกาซี่, โมฮาเหม็ด อับเดล ชาฟี่ – โมฮาเหม็ด เอลเนนี่ (อาเมอร์ วาร์ดา น.64), ตาเร็ค ฮาเหม็ด – โมฮาเหม็ด ซาลาห์, อับดุลลาห์ ซาอิด, เทรเซเก้ต์ (รามาดาน โซบี น.68) – มาร์วาน โมห์เซน (มาห์มูด คาห์ราบา น.82)