โครเอเชียอัดร่วงบอลโลก ทะยานชิงสมัยแรกกับฝรั่งเศส

Croatia v England: Semi Final - 2018 FIFA World Cup Russia

แฟนบอลสิงโตคำรามเศร้า หลัง มาริโอ มานด์ซูคิช ตะบันชัยให้ โครเอเชีย ดับฝันอังกฤษในช่วงต่อเวลาพิเศษ 2-1 หลังเสมอในเวลาปกติ 1-1 ทะยานเข้าไปชิงชนะเลิศเป็นสมัยแรก โดยจะพบกับทีมชาติฝรั่งเศส ในวันอาทิตย์ที่ 15 ก.ค.นี้ ส่วนทัพทรีไลออนส์ผู้อกหักเข้าไปชิงอันดับ 3 กับ เบลเยียม ในวันเสาร์นี้

อังกฤษ จัดทีมชุดเก่งลงบู๊เหมือนเดิม นำทัพโดยดาวซัลโวสูงสุดประจำทัวร์นาเมนต์อย่าง แฮร์รี่ เคน ขณะที่ โครเอเชีย ก็มาพร้อมหน้าทั้ง ลูก้า โมดริช, อีวาน ราคิติช และ มาริโอ มานด์ซูคิช  แถมยังได้ ซิเม่ เวอร์ซัลจ์โก้ ที่ฟิตทันด้วย

เปิดฉากแค่ 5 นาที อังกฤษ ก็ได้เฮอย่างรวดเร็ว เมื่อได้ประตูขึ้นนำ 1-0 จากการยิงฟรีคิกสุดงามระยะ 25 ของ คีแรน ทริปเปียร์ หลังจากที่ เดเล่ อัลลี่ ถูก ลูก้า โมดริช ทำฟาวล์

หลังจากนั้น “สิงโตคำราม” ก็ยังเป็นฝ่ายเล่นได้ดีกว่า และได้เสียวเป็นระยะจากลูกเตะมุม โดยเฉพาะลูกเตะมุมนาทีที่ 14 ที่ แฮร์รี่ แม็คไกวร์ ได้โหม่ง แต่บอลผ่านหน้าประตูไป

โครเอเชีย ได้ทักทายบ้างในนาทีที่ 19 จากการยิงนอกกรอบเขตโทษของ อีวาน เปริซิช แต่บอลหลุดกรอบไปแบบได้ลุ้น

นาทีที่ 30 อังกฤษ เฉียดได้ประตูเพิ่ม เมื่อ แฮร์รี่ เคน ได้โอกาสยิงโล่งๆ แต่ ดานิเยล ซูบาซิช นายประตูโครเอเชีย ออกมาบล็อกเอาไว้ได้ จากนั้น เคน ก็ได้ซ้ำอีกครั้ง บอลไปชนเสาและโดนตัว ซูบาซิช ออกไป ทว่าจังหวะนี้ไลน์แมนยกธงล้ำหน้าก่อนแล้ว ถึงแม้ดูจากภาพช้า เคน ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งล้ำหน้าก็ตาม

นาทีที่ 32 “ตาหมากรุก” ได้ลุ้นจากจังหวะยิงของ อันเต้ ราบิช แต่บอลไปตรงตัว จอร์แดน พิคฟอร์ด นายทวารอังกฤษ จากนั้นนาทีที่ 36 “สิงโตคำราม” ได้โอกาสทองอีกครั้ง เมื่อ เจสซี่ ลินการ์ด ได้ยิงโล่งๆ ระยะ 20 หลา แต่กลับยิงหลุดกรอบไปแบบหน้าผิดหวัง

จบครึ่งแรก อังกฤษ นำ โครเอเชีย 1-0

เริ่มครึ่งหลังมา โครเอเชีย เดินเกมรุกทันทีโดยหวังทำประตูคืนให้ได้ แต่ยังไม่มีโอกาสแบบจะๆ และเป็น อังกฤษ ที่ได้เสียวก่อนจากจังหวะที่ ทริปเปียร์ เปิดบอลเข้ามาหน้าประตู แต่ เคน พุ่งโขกไม่ถึง

นาทีที่ 65 โครเอเชีย มีลุ้นจากจังหวะที่ เปริซิช ได้ยิงเต็มแรง แต่บอลไปติดบล็อกของ ไคล์ วอล์คเกอร์ ทำเอา วอล์คเกอร์ ถึงกับจุก

ในที่สุดนาทีที่ 68 ความพยายามของ โครเอเชีย ก็เป็นผล เมื่อตีเสมอเป็น 1-1 สำเร็จ จากจังหวะที่ ซิเม่ เวอร์ซัลจ์โก้ เปิดบอลเข้ามาตรงหน้าประตู และเป็น เปริซิช ที่สอดขึ้นมาดีดบอลเข้าไปตุงตาข่าย

เกมของ อังกฤษ ดูเหมือนช็อตไปเฉยๆ และนาทีที่ 72 เป็น โครเอเชีย ที่เฉียดได้ประตูพลิกนำ เมื่อ เปริซิช เจ้าเก่า ล็อกบอลหลบ วอล์คเกอร์ และได้ยิงเน้นๆ แต่บอลไปชนเสาออกมา และเป็น เรบิช ยิงซ้ำ แต่บอลไปตรงตัว พิคฟอร์ด หลังจากนั้นก็ได้ลุ้นต่อจากการยิงของ มาร์เซโล่ โบรโซวิช แต่บอลข้ามคาน

นาทีที่ 83 โครเอเชีย ได้ลุ้นอีกแล้ว จากจังหวะที่ โบรโซวิช ตักบอลให้ มานด์ซูคิช พักบอลลงก่อนยิงเต็มข้อ แต่ พิคฟอร์ด ป้องกันเอาไว้ได้

หลังจากนั้นไม่มีฝ่ายใดทำประตูกันได้ จบ 90 นาที อังกฤษ กับ โครเอเชีย เสมอกัน 1-1 ต้องต่อเวลาพิเศษออกไปอีก 30 นาที

เปิดเกมช่วงต่อเวลาพิเศษทั้งสองทีมเล่นแบบระวังเอาไว้ก่อน แต่นาทีที่ 99 อังกฤษ เกือบได้ประตูจากลูกเตะมุมที่ ทริปเปียร์ เปิดเข้ามา และเป็น จอห์น สโตนส์ ได้โขกเต็มๆ แต่ เวอร์ซัลจ์โก้ โหม่งสกัดบนเส้นไว้ได้

ช่วงทดเวลาบาดเจ็บครึ่งแรกของการต่อเวลา โครเอเชีย เกือบได้ประตูนำ จากจังหวะที่ เปริซิช เปิดบอลสุดแม่นเข้ามาให้ มานด์ซูคิช เข้าชาร์จ แต่ พิคฟอร์ด ออกมาบล็อกได้อย่างยอดเยี่ยม ก่อนที่จะจบ 15 นาทีแรกของการต่อเวลาพิเศษ

นาทีที่ 108 โครเอเชีย ได้เสียวจากลูกสูตรเตะมุมที่ โมดริช เปิดเข้ามาให้ โบรโซวิช ซัดเต็มแรง แต่บอลข้ามคาน

และแล้วนาทีที่ 109 โครเอเชีย มาได้ประตูพลิกนำ 2-1 จากจังหวะที่ เปริซิช โหม่งบอลเข้ามาในกรอบเขตโทษ และเป็น มานด์ซูคิช ที่สอดเข้ามายิงด้วยเท้าซ้ายเข้าไปตุงตาข่าย

นาทีที่ 120 โครเอเชีย มีโอกาสทองที่จะได้ประตูเพิ่ม จากจังหวะที่ อันเดรย์ ครามาริช ได้เลี้ยงบอลจี้เข้ากรอบเขตโทษ แต่กลับเลือกยิงเอง และบอลหลุดกรอบออกไป ทั้งที่มีเพื่อนร่วมทีมยืนรอว่างๆ อยู่ตรงกลาง

จบเกม 120 นาที โครเอเชีย พลิกชนะ อังกฤษ 2-1 ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศแบบสุดเซอร์ไพรส์รอดวลกับ ฝรั่งเศส วันอาทิตย์ที่ 15 กรกฎาคมนี้ ส่วน “สิงโตคำราม” ผู้อกหักต้องไปชิงอันดับ 3 กับ เบลเยียม ในวันเสาร์ที่ 14 กรกฎาคม นี้แทน

รายชื่อผู้เล่นที่ลงสนาม

โครเอเชีย (4-2-3-1) : ดานิเยล ซูบาซิช – ซิเม่ เวอร์ซัลจ์โก้, เดยัน ลอฟเรน, โดมากอย วีด้า, อีวาน สตรินิช (โยซิป ปิวาริช แทน น. 94) – อีวาน ราคิติช, มาร์เซโล่ โบรโซวิช – อันเต้ เรบิช (อันเดรย์ ครามาริช แทน น. 101), ลูก้า โมดริช (กัปตันทีม) (มิลาน บาเดลจ์ แทน น. 119), อีวาน เปริซิช – มาริโอ มานด์ซูคิช (เวดราน ชอร์ลูก้า แทน น. 115)

ใบเหลือง : มานด์ซูคิช น. 48, เรบิช น. 95

เทรนเนอร์ : ซลัตโก้ ดาลิช

อังกฤษ : (3-5-2) : จอร์แดน พิคฟอร์ด – ไคล์ วอล์คเกอร์ (เจมี่ วาร์ดี้ แทน น. 112), จอห์น สโตนส์, แฮร์รี่ แม็คไกวร์ – คีแรน ทริปเปียร์, เดเล่ อัลลี่, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน (เอริค ดายเออร์ แทน น. 97), เจสซี่ ลินการ์ด, แอชลี่ย์ ยัง (แดนนี่ โรส แทน น. 91) – ราฮีม สเตอร์ลิง (มาร์คัส แรชฟอร์ด แทน น. 74), แฮร์รี่ เคน (กัปตันทีม)

ใบเหลือง : วอล์คเกอร์ น. 54

เทรนเนอร์ : แกเร็ธ เซาธ์เกต

ผู้ตัดสิน : คูเนย์ต ชาคีร์ (ตุรกี)