วิจัยชี้ชัด สวดมนต์ช่วยบำบัดเครียด เบาหวาน ความดัน ปวดหัว ชวนนักเรียนร่วมยันช่วยมีสมาธิ

 

screenshot_1006

 

กรมแพทย์แผนไทยเผยผลวิจัย สวดมนต์ช่วยบำบัดโรคได้ หลังพบสวดมนต์ร่วมทำสมาธิ 6 ปี ช่วยผู้ป่วยเบาหวานลดระดับน้ำตาล ความดันโลหิต เครียด นอนไม่หลับ ปวดหัวไมเกรน จับมือ พศ. วธ. รพ.สต.ทั่วประเทศ เชิญชวนโรงเรียนร่วมสวดมนต์ทุกวันตลอดเข้าพรรษา จัดใหญ่สำหรับคนทั่วไป 10 ก.ค.นี้

วันนี้ (1 ก.ค.) นพ.ธวัชชัย กมลธรรม อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก แถลงข่าว “สวดมนต์ 15 นาที ชีวีมีสุข ครอบครัวสุขสันต์ รับกุศล เข้าพรรษา” ว่า คนไทยป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังมากขึ้น โดยปี 2556 มีจำนวนถึง 2.5 ล้านคน เสียชีวิตปีละกว่า 1.2 แสนคน ไม่รวมคนไข้ที่มีปัญหาทางจิตผิดปกติปีละ 1 ล้านคนเศษ ต้องใช้ยาจากต่างประเทศปีละกว่า 100,000 ล้านบาท เป็นค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพประมาณ 4% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของชาติ ทั้งนี้ การสวดมนต์ถือเป็นศาสตร์การแพทย์ทางเลือกทางหนึ่งในการบำบัดโรคที่ไม่ใช้ยา ไม่เพียงบำบัดโรคทางใจเท่านั้น แต่ทางกายก็ได้ผลดีด้วย กรมฯจึงได้ร่วมกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กรมการศาสนา ลงนามบันทึกข้อตกลงขับเคลื่อนเชิญชวนประชาชนสวดมนต์บำบัดโรค เริ่มวันที่ 10 ก.ค. ณ บริเวณลานปฏิบัติธรรมวัดสังฆทาน จ.นนทบุรี ตั้งแต่เวลา 06.30 – 09.00 น. ตั้งเป้าประชาชนเข้าร่วม 1,199 คน ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนได้ที่หน้างาน

นพ.ธวัชชัย กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ กรมฯ ยังร่วมกับ พศ. กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรมระดับจังหวัด และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ทั่วประเทศกว่า 9,800 แห่ง ลงพื้นที่ประสานกับโรงเรียนในเขตชุมชนทุกแห่ง และวัดต่างๆ เพื่อเชิญชวนประชาชนและเด็กนักเรียน สวดมนต์ทุกวันๆ ละ 15 นาที ตลอดเข้าพรรษา 3 เดือน โดยอาจให้สวดมนต์ก่อนเลิกเรียน เพราะมองว่าการสวดมนต์ถือเป็นมนตราบำบัด หรือการสวดมนต์บำบัดโรคได้ อย่างเด็กนักเรียนจะช่วยให้มีสมาธิในการเรียน เป็นต้น

“การสวดมนต์บำบัด คือ หลักการหนึ่งของ Vibrational Therapy คือการใช้คุณสมบัติของคลื่นบางคลื่นมาบำบัดความเจ็บป่วย สำหรับการสวดมนต์ด้วยตัวเอง เป็นการเหนี่ยวนำตัวเอง ถือเป็นวิธีการที่ดีที่สุด เพราะหากใครสักคนคิดที่จะสวดมนต์ นั่นหมายความว่าเขากำลังมีความปรารถนาดีต่อตนเอง โดยวิธีการสวดมนต์ด้วยตนเองควรปฏิบัติดังนี้ 1.ไม่ควรสวดมนต์หลังกินอาหารทันที ควรทิ้งช่วงให้ร่างกายเริ่มผ่อนคลาย อาจเป็นเวลาก่อนเข้านอน หาสถานที่ที่เงียบสงบ 2.สวดบทสั้นๆ 3 – 4 พยางค์ โดยใช้เวลาประมาณ 10 – 15 นาทีขึ้นไป จะทำให้ร่างกายได้หลั่งสารซีโรโทนิน ซึ่งเป็นสารสื่อประสาท ช่วยควบคุมความหิว อารมณ์ และความโกรธ โดยหากสวดมนต์ด้วยบทยาวๆ จะได้ความผ่อนคลายและความศรัทธา” อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยฯ กล่าว

นพ.ธวัชชัย กล่าวด้วยว่า จากการติดตามกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วย 100,000 คน ใน รพ.สต.ทั่วประเทศ ที่มีอาการความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหลอดเลือดสมองตีบ โรคเครียด โรคซึมเศร้า ปวดหัวไมเกรน และนอนไม่หลับ เป็นเวลา 6 ปี พบว่า หลังสวดมนต์ทุกวันร่วมกับนั่งสมาธิประมาณ 15-45 นาที และมีการทำโยคะบำบัด ซึ่ง รศ.สมพร กันทรดุษฎี อาจารย์ประจำภาควิชาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย คณะสาธารณสุขศาสตร์ ม.มหิดล ได้พัฒนาขึ้นเป็นหลักสูตร “สมาธิบำบัดแบบ SKT” ผู้ป่วยเบาหวานที่ทานยาร่วมด้วย น้ำตาลลดลง จิตใจเข้มแข็งขึ้น ความดันโลหิตลดลง อาการเครียด นอนไม่หลับ ปวดหัวไมเกรนหายไป สอดคล้องกับงานวิจัยต่างประเทศในเรื่องการทำสมาธิ และการสวดมนต์ที่อ่านออกเสียง เนื่องจากคลื่นเสียงจะไปกระตุ้นสารความสุข และกดสารความทุกข์ลง

“สมาธิบำบัดแบบ SKT นั้น มีทั้งหมด 7 ท่า คือ ท่าที่ 1 นั่งผ่อนคลาย ประสานกายประสานจิต ท่าที่ 2 คือ ยืนผ่อนคลาย ประสานกาย ประสานจิต ท่าที่ 3 คือ นั่งยืด เหยียดผ่อนคลาย ท่าที่ 4ก้าวย่างอย่างไทย ท่าที่ 5ยืดเหยียดอย่างไทย ท่าที่ 6 เทคนิคการฝึกสมาธิการเยียวยาไทยโดยการนอน ท่าที่ 7 เทคนิคสมาธิเคลื่อนไหวไทยชีกง ทั้งหมดจะเน้นการฝึกสมาธิ กำหนดลมหายใจเป็นหลัก หากประชาชนสนใจเทคนิคดังกล่าวสามารถสอบถามมาได้ที่กรมฯ โทร 0-2149-5636″ อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยฯ กล่าว

อย่าไปเชื่อ! อย.เตือนระวังโฆษณาผลิตภัณฑ์อันตรายช่วยถนอมผิว

 

screenshot_1007

 

อย.เตือนผู้บริโภคอย่าเชื่อข้อความการโฆษณาและการแสดงฉลากผลิตภัณฑ์วัตถุอันตรายประเภทผลิตภัณฑ์ล้างจาน ผลิตภัณฑ์ทาไล่ยุง ที่อ้างสรรพคุณในทางเครื่องสำอาง ช่วยถนอมมือ บำรุงผิว อาจทำให้ผู้บริโภคได้รับอันตราย เตือนผู้ประกอบการ หากพบกระทำความผิดเจอโทษสถานหนักทั้งจำทั้งปรับ

เภสัชกรประพนธ์ อางตระกูล รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา และโฆษก อย. กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ดำเนินการเฝ้าระวังผลิตภัณฑ์วัตถุอันตรายหลังออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่องตลอดมา โดยในระยะหลังพบว่ามีปัญหาการแสดงฉลากผลิตภัณฑ์วัตถุอันตราย และการโฆษณาในสื่อหลายช่องทาง ได้แก่ ทางหนังสือพิมพ์ นิตยสาร แผ่นพับและอื่นๆ โดยเฉพาะสื่อทางเว็บไซต์ต่างๆ แสดงสรรพคุณของผลิตภัณฑ์วัตถุอันตรายไปในทางเครื่องสำอาง เช่น ผลิตภัณฑ์ล้างจาน ผลิตภัณฑ์ทาไล่ยุง แสดงข้อความที่มีความหมายหรือสื่อความหมายว่าผลิตภัณฑ์ล้างจาน ผลิตภัณฑ์ทาไล่ยุง ช่วยถนอมมือ ถนอมผิว และบำรุงผิว หรือข้อความอื่นที่มีความหมายในทำนองเดียวกัน จนอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดแก่ผู้บริโภค และขาดความระมัดระวังในการใช้ ซึ่งอาจได้รับอันตรายจากผลิตภัณฑ์วัตถุอันตรายดังกล่าวได้ หากพบผู้ประกอบการกระทำความผิดจะได้รับโทษสถานหนัก การกระทำดังกล่าวถือเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 มาตรา 82 ผู้ใดเจตนาก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในแหล่งกำเนิด สภาพคุณภาพ ปริมาณ หรือสารสำคัญประการอื่นอันเกี่ยวกับวัตถุอันตราย ไม่ว่าจะเป็นของตนหรือของผู้อื่น ทำ หรือใช้ฉลากที่มีข้อความอันเป็นเท็จ ข้อความที่รู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดดังกล่าว ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ดังนั้น ขอเตือนผู้บริโภคอย่าได้หลงเชื่อการโฆษณา หรือการแสดงข้อความสรรพคุณบนฉลากผลิตภัณฑ์วัตถุอันตรายว่าสามารถถนอมหรือบำรุงผิว และหากผู้บริโภคพบการโฆษณาผ่านทางสื่อต่าง ๆ หรือแสดงข้อความบนฉลากผลิตภัณฑ์วัตถุอันตรายไปในทางเครื่องสำอาง หรือได้รับอันตรายจากการใช้ผลิตภัณฑ์สุขภาพ ขอให้ร้องเรียนมาได้ที่ สายด่วน อย. โทร. 1556 หรือ E-mail: 1556@fda.moph.go.th.

8 วิธีดูแลสุขภาพรับมือกับหน้าร้อน

 

screenshot_1002

 

หน้าร้อนปีนี้มันช่างร้อนเหลือเกินนะครับ ผมเดินออกไปจากที่ทำงานนี่ โดนแดดลืมตาแทบไม่ขึ้นเลยนะครับ แรงมาก ซึ่งแดดร้อนๆอย่างงี้ อาจส่งผลถึงสุขภาพของเราได้ แตาเราก็สามารถเตรียมตัวรับมือได้นะครับ ด้วยวิธีอะไรนั้น ไปดูกันครับ

1. ไม่ควรกินน้ำแข็ง หรือดื่มน้ำเย็นจัด ฤดูร้อน อากาศร้อน ต้องหาทางช่วยดับความร้อน เพื่อป้องกันความร้อน กระทบร่างกายมากเกินไป เป็นหลักการที่ถูกต้อง ซึ่งช่วยให้คุณเจ็บป่วยน้อยลง

2. ควรดื่มน้ำเยอะ ๆ เพราะหน้าร้อนจะสูญเสียเหงื่อมาก และควรดื่มน้ำเปล่าที่สุกแล้ว หรือจะเสริมปรุงแต่งด้วยน้ำตาล เกลือแร่ หรือสมุนไพรอื่น ๆ ก็สามารถรับประทานได้

3.ไม่ควรนอนให้ลม หรือความเย็นโกรก ความร้อนจากแดดทำให้เสียเหงื่อ เสียพลัง เมื่อนอนหลับตาก ลมในขณะเหงื่อออก จะทำให้อุณหภูมิร่างกายลดต่ำลง ถ้าอุณหภูมิภายนอกยังสูงอยู่ แล้วเหงื่อไม่สามารถระบายออกมาได้ จะมีความร้อนสะสม อยู่ข้างใน ทำให้เวียนหัว รู้สึกหนักหัว ไม่สดชื่นแจ่มใส หรืออาจทำให้เป็นไข้หวัดได้

4. การนอนพักผ่อน ควรนอนหลับให้เพียงพอ

5. ควรเลือกทานอาหารอ่อนๆ ตอนเช้า เช่น ข้าวต้ม เพราะในช่วงเช้า ยังไม่ควรทานอาหารที่หนัก ๆ แค่ทานผักผลไม้เยอะ ๆ และหลีกเลี่ยง อาหารทอดๆ มัน ๆ แห้ง ๆ

6. ควรดูแลสุขภาพของเด็กๆ โดยเฉพาะเรื่องเสื้อผ้า อาหาร ที่อยู่อาศัย และการดำเนินชีวิต

7. สำหรับหญิงตั้งครรภ์ สิ่งที่ควรปฏิบัติในหน้าร้อน คือ ต้องสวมเสื้อผ้าที่มิดชิด เพื่อป้องกันการกระทบกับความเย็น อาหารที่กินต้องสะอาด ไม่ควรนอนบนสื่อที่เย็น และห่มผ้าคลุมกายเสมอ ระวังอย่าให้เป็นไข้หวัด ห้ามอาบน้ำร้อนจัด หรือเย็นจัด

8. บุคคล 3 ประเภทที่ต้องระวังให้มาก คือ คนสูงอายุ ผู้ที่มีระบบย่อยอาหารที่ไม่ดี คนที่มีม้ามพร่อง ผู้ที่มีลักษณะสามอย่าง ที่กล่าวมานั้น เมื่อได้รับความร้อนจากแสงแดด หรือถ้าดื่มน้ำเย็นมากเกินไป และเกิดความชื้นสะสม ในร่างกาย อาจทำให้เกิดอาการ ท้องเสีย ติดเชื้อราง่าย ขี้หนาว ปวดหัว ตัวร้อน เป็นต้น

แล้วฤดูร้อนจะเป็นฤดูกาลที่มีความสุข.. ถ้าคุณดูแลสุขภาพ

คนไทยป่วยโรคปริทันต์อักเสบอย่างรุนแรงมากขึ้น

 

screenshot_1003

 

อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยคนไทยป่วยโรคปริทันต์อักเสบอย่างรุนแรงมากขึ้น แนะแปรงฟันให้ถูกวิธี ส่วนผู้ป่วยแล้วควรแปรงฟันคู่กับการแปรงซอกฟันทุกวัน

นายแพทย์พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า จากการสำรวจสภาวะสุขภาพช่องปากประเทศไทย พบว่าประชาชนกลุ่มวัยทำงานเริ่มมีปัญหาเรื่องโรคปริทันต์ โดยร้อยละ 15.6 เป็นโรคปริทันต์อักเสบอย่างรุนแรง และมากขึ้นในกลุ่มผู้สูงอายุถึงร้อยละ 32.1 ซึ่งโรคปริทันต์ประชาชนจะเข้าใจว่าเป็นโรคเหงือกอักเสบ แต่ความจริงแล้วมีความรุนแรงกว่าเหงือกอักเสบมากเพราะอาการอักเสบจะเกิดขึ้นในอวัยวะอื่น ๆ ด้วย เช่น กระดูกเบ้าฟัน เอ็นยึดปริทันต์ และผิวรากฟัน โดยผู้ที่เป็นโรคปริทันต์มักมีอาการเลือดออกขณะแปรงฟัน เหงือกบวมแดง มีกลิ่นปาก เหงือกร่น มีหนองออกจากร่องเหงือก ฟันโยกหรือฟันเคลื่อนห่างออกจากกันนำไปสู่สาเหตุการสูญเสียฟันในที่สุด โดยโรคปริทันต์เกิดจากคราบจุลินทรีย์หรือพลัค ที่มีเชื้อโรคแฝงอยู่เป็นจำนวนมากพบมากที่บริเวณคอฟัน ขอบเหงือก และซอกฟัน เมื่อรับประทานอาหารเข้าไปคราบจุลินทรีย์นี้จะใช้น้ำตาลจากอาหารสร้างกรดและสารพิษ ทำลายเคลือบฟันทำให้ฟันผุ ประชาชนจึงควรดูแลและทำความสะอาดช่องปากและฟันให้สะอาดอยู่เสมอ โดยกรมอนามัยแนะให้ใช้สูตรแปรงฟัน 2 2 2 คือ แปรงฟันวันละ 2 ครั้ง ด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ โดยเน้นช่วงก่อนนอนแปรงฟันนานอย่างน้อย 2 นาที ให้สะอาดทั่วทั้งปากทุกซี่ ทุกด้าน และไม่กินขนมหรืออาหารหวานหลังแปรงฟัน 2 ชั่วโมง เพราะขนมและอาหารหวานจะกลายสภาพเป็นกรดทำลายสารเคลือบฟัน แต่สำหรับผู้ที่เป็นโรคปริทันต์หรือมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคปริทันต์อักเสบ การแปรงฟันโดยปกติอาจไม่พอ เพราะมีช่องว่างระหว่างซี่ฟันบริเวณเหนือเหงือกขนาดใหญ่ การใช้แปรงซอกฟันทำความสะอาด จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำความสะอาดได้มากกว่าการแปรงฟันอย่างเดียวถึงร้อยละ 20 ซึ่งการเลือกแปรงสำหรับแปรงซอกฟันควรเลือกขนาดให้เหมาะกับช่องว่างระหว่างซี่ฟัน ซึ่งจะมีตั้งแต่ขนาด 0.6 – 1.8 มม. วิธีการใช้ คือ สอดขนแปรงที่ช่องว่างระหว่างซี่ฟัน ดึงเข้าออก 3-4 ครั้ง และต้องใช้อย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกวัน วันละ 1 ครั้ง จึงจะได้ผลดีที่สุด หากมีข้อสงสัยขอรับคำแนะนำได้จากทันตบุคลากรที่สถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้าน

กรมอนามัยชี้ กินทุเรียน 4-6 เม็ด เทียบซดน้ำอัดลม 2 กระป๋อง แนะผู้ป่วยเบาหวาน ความดัน หัวใจ ควรเลี่ยง

 

screenshot_1004

 

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เผยกินทุเรียนในปริมาณ 4-6 เม็ด ทำให้ร่างกายได้รับพลังงานถึง 400 กิโลแคลอรี เทียบดื่มน้ำอัดลม 2 กระป๋อง พร้อมเตือนกลุ่มผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และหัวใจ ควรเลี่ยง เพราะมีผลต่อปริมาณน้ำตาล ย้ำห้ามกินทุเรียนกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เหตุทำให้ร่างกายเกิดความร้อนสูง เสี่ยงเสียชีวิตได้

ดร.นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า ทุเรียนจัดอยู่ในอาหารกลุ่มผลไม้ที่ให้วิตามินและ แร่ธาตุ และเป็นแหล่งของคาร์โบไฮเดรตหากต้องการกินทุเรียนเพื่อให้มีสุขภาพที่ดี จึงไม่ควรกินทุเรียนเกิน 2 เม็ดกลางหลังกินอาหารจานหลัก ถ้าใครชอบกินทุเรียน เผลอรับประทานประมาณครั้งละ 2-3 พู หรือประมาณ 4-6 เม็ด ก็เท่ากับว่าร่างกายจะรับพลังงานถึง 400 กิโลแคลอรี ซึ่งเทียบแล้วพอๆ กับการกินข้าว 5 ทัพพี หรือเทียบเป็นน้ำอัดลม 2 กระป๋อง

ดร.นพ.พรเทพ กล่าวต่อไปว่า คนที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจและโรคความดันโลหิตสูง ควรระมัดระวังในการกินทุเรียน อาจกินได้แต่มีปริมาณน้อยกว่าคนปกติ และไม่บ่อยครั้ง เนื่องจากทุเรียนเป็นอาหารที่มีไขมันและคาร์โบไฮเดรตสูงเมื่อเปรียบเทียบกับผลไม้ชนิดอื่น การกินทุเรียนในปริมาณมากๆ หรือกินทุเรียนบ่อยครั้งจะส่งผลต่อปริมาณน้ำตาล และไขมันในเลือดของผู้ป่วยได้ ซึ่งกลุ่มผู้ที่มีโรคประจำตัวดังที่กล่าวมามักจะเป็นกลุ่มที่ต้องควบคุมปริมาณน้ำตาล และไขมันในเลือด สำหรับคนธาตุไฟการกินทุเรียนทำให้เกิดโรคร้อนในและเจ็บคอได้ง่าย วิธีป้องกันคือ ดื่มน้ำผสมเกลือแกงครึ่งช้อนชาหรือดื่มน้ำตามมาก ๆ เพื่อขับสารซัลเฟอร์และช่วยลดอาการร้อนในได้

“ทั้งนี้ ไม่ควรกินทุเรียนร่วมกับดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เนื่องจากทุเรียนเป็นอาหารที่มีไขมันและคาร์โบไฮเดรตสูง ส่วนเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ให้พลังงานสูง ร่างกายสามารถดูดซึมแอลกอฮอล์ผ่านกระเพาะอาหารไปใช้ได้ในทันที เมื่อกินทุเรียนร่วมกับดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์จึงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้มีการย่อยสลายน้ำตาลที่เนื้อเยื่อต่างๆ ที่กล้ามเนื้อและไขมันเพื่อนำไปเปลี่ยนเป็นไขมันและไกลโคเจนเก็บไว้ที่ตับ ทำให้ร่างกายเกิดความร้อนสูงมากกว่าปกติ ผลที่เกิดตามมาคือการย่อยสลายทุเรียนและแอลกอฮอล์จะให้ความร้อนและเป็นกลไกที่ต้องใช้น้ำ และจะทำให้คนกลุ่มนี้มีน้ำตาลในเลือดสูง น้ำตาลจะดึงน้ำออกมาเพื่อขับออกจากร่างกายในรูปปัสสาวะ คนปกติขาดน้ำจะปัสสาวะข้นและน้อย แต่กลุ่มที่กินทุเรียนร่วมกับดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์นี้จะปัสสาวะมากแม้ว่าร่างกายจะขาดน้ำ” ดร.นพ.พรเทพ กล่าว อธิบดีกรมอนามัย กล่าวในตอนท้ายว่า การกินทุเรียนร่วมกับดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือรู้สึก ตัวร้อนไม่สบายตัว แต่ถ้ากินมากแล้วเมาหลับไปร่างกายจะขาดน้ำอย่างรุนแรง เมื่อถึงจุดหนึ่งสมองจะเสียน้ำมาก ระดับ เกลือแร่ในร่างกายผิดปกติ สมองทำงานไม่ดี การเกิดอาการไม่พึงประสงค์ เช่น อาการหน้าร้อนวูบวาบ สั่น ง่วงซึม อาเจียน คลื่นไส้ หากหมดสติและนำส่งโรงพยาบาลไม่ได้ทันอาจเสียชีวิตได้ นอกจากนี้ ไม่ควรกินทุเรียนคู่กับลำไย เพราะในลำไยมีปริมาณน้ำตาลค่อนข้างสูงและด้วยความที่มีน้ำตาลมากจึงให้พลังงานมากขึ้นด้วย เมื่อกินมากเกินไปจึงทำให้เกิดอาการร้อนในได้

เสี่ยงอัมพาต! ยังหนุ่มสาว แต่ปวดหลังเรื้อรัง ระวัง..โรคหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท

 

screenshot_1008

 

อธิบดีกรมการแพทย์เผยกลุ่มหนุ่มสาววัยทำงาน ป่วยเป็นโรคหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทเพิ่มมากขึ้น ชี้หากมีอาการปวดหลังมากกว่า 2 สัปดาห์ขึ้นไป ให้รีบพบแพทย์ทันที

นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า โรคกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท คือ ภาวะที่เกิดจากการเสื่อมสภาพของโครงสร้างกระดูกสันหลัง ซึ่งเกิดจากอายุที่มากขึ้น และการเสื่อมสภาพของร่างกาย การยกของหนัก การสูบบุหรี่ ตลอดจนอุบัติเหตุกระแทกบริเวณกระดูกสันหลังบ่อยๆ ทำให้กระดูกสันหลังเสื่อมเร็วขึ้น จากการเสื่อมของหมอนรองกระดูกสันหลัง ทำให้เกิดการทรุดตัวของโครงสร้างกระดูกตามไปด้วย ร่างกายจะตอบสนองโดยการสร้างกระดูกงอก หรือหินปูนขึ้นมาเพื่อต้านการทรุดตัว แต่โดยปกติแล้วกระดูกงอกที่ร่างกายสร้างขึ้นมาใหม่ส่วนใหญ่จะไม่มีอาการ แต่บางรายเกิดกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท และทำให้เกิดอาการปวดร้าวไปตามเส้นประสาทของร่างกายได้

ที่ผ่านมาพบผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาอาการปวดหลังเรื้อรังเพิ่มมากขึ้นในทุกช่วงอายุและในหลากหลายอาชีพ โดยเฉพาะหนุ่มสาววัยทำงานช่วงอายุตั้งแต่ 25-50 ปี สาเหตุอาจมาจากการทำงานที่เคร่งเครียด ไม่ปรับเปลี่ยนอิริยาบถ ส่งผลให้ร่างกายเกิดการอ่อนล้าและเสื่อมสภาพลงไป โดยผู้ป่วยจะมีอาการคือ ปวดหลัง เป็นๆ หายๆ เป็นเวลานานมากกว่า 2 สัปดาห์ขึ้นไป ปวดขาตั้งแต่บริเวณสะโพกร้าวไปบริเวณน่อง เท้า ซึ่งจะปวดมากเวลาเดิน ต้องหยุดเดินเป็นระยะๆ อาการปวดหลังร้าวลงขาข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้างถือเป็นอาการเด่นของโรค ผู้ป่วยจะมีอาการปวดมากหรือปวดน้อยขึ้นอยู่ว่ากดมากหรือน้อยเป็นสำคัญ ถ้าทิ้งไว้นานเส้นประสาทจะทำงานได้น้อยลง กล้ามเนื้อขาอ่อนแรง เดินและควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ อาจถึงขั้นเป็นอัมพฤกษ์อัมพาต

ดังนั้นเมื่อมีอาการปวดหลังและร้าวลงขา ควรพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อทำการรักษา ส่วนใหญ่โรคนี้สามารถรักษาหายได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แพทย์จะจ่ายยาแก้ปวดเพื่อช่วยบรรเทาอาการ ร่วมกับให้ยาลดการอักเสบของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น ซึ่งจะช่วยลดการอักเสบที่เกิดขึ้นรอบๆ เส้นประสาทหรือหมอนรองกระดูกสันหลัง จะทำให้อาการปวดลดลงได้ และอาจทำกายภาพบำบัดร่วมด้วย ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงแพทย์จะผ่าตัดเพื่อตัดเอาส่วนที่กดทับเส้นประสาทออก ร่วมกับการทำกายภาพบำบัดเพื่อช่วยลดอาการเกร็งและบิดตัวของกล้ามเนื้อหลัง ทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็วขึ้น

สำหรับแนวทางป้องกันโรคหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท คือ การใช้กล้ามเนื้อบริเวณหลังในชีวิตประจำวันอย่างถูกวิธี ในช่วงเวลาทำงาน โดยการหลีกเลี่ยงการนั่ง ยืน เดิน เป็นระยะเวลานานๆ หมั่นเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ ลดน้ำหนักให้สมดุลกับร่างกาย งดสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงการยกของหนักและควรออกกำลังกายบริหารกล้ามเนื้อหลังและหน้าท้อง เพื่อให้กล้ามเนื้อรอบกระดูกสันหลังแข็งแรง สามารถช่วยพยุงให้ทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้

เตือนภัย ขอแสลงหน้าร้อน!!

 

screenshot_1005

 

นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ กล่าว ว่า หน้าร้อนนี้ถ้าได้อาหารดีๆที่รับประทานแล้วเหมือนติดแอร์ให้กับร่างกายคงจะ ช่วยได้มาก เพราะไอร้อนและเปลวแดดทำให้รู้สึกเหนื่อยเพลียมากกว่าปรกติ ซึ่งอาหารที่พอจะบำบัดความร้อน เติมความสดชื่นให้ร่างกายได้คืออาหารที่มีคุณสมบัติฉ่ำน้ำ เช่น ผลไม้ต่างๆ แต่ถ้าให้เร็วและง่ายที่สุดคือน้ำเปล่า ถ้าได้ดื่มบ่อยๆให้ถูกช่วงถูกจังหวะจะช่วยดับร้อนให้กับร่างกายได้ โดยมีข้อแม้ว่าต้องไม่เติมร้อนให้กับตัวเราเข้า ไปอีก โดยเฉพาะจากอาหารการกิน ส่วนอาหารที่ต้องคอยจับตาว่า จะนำความร้อนมาสู่ร่างกายหรือเรียกว่าอาหารแสลงร้อน ซึ่งมีทั้งเครื่องดื่ม และอาหารดังนี้

1. แอลกอฮอล์ เพิ่มความร้อน ให้กับร่างกายได้โดยตรงจากฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ นอกจากนั้นยังไปเพิ่มร้อนให้กับตับโดยแกล้งให้ทำงานหนัก จนเครื่องร้อน นอกจากนี้ยังทำให้เส้น เลือดขยาย และยิ่งได้อากาศร้อนรอบตัวยิ่งเพิ่มความเสี่ยง ช็อกแดดคาวงเหล้าได้มาก

2. กาแฟและเครื่องดื่มกาเฟอีน เนื่องจากกาเฟอีนมีฤทธิ์ในการขับน้ำ ทำให้ปัสสาวะบ่อย ส่งผลให้ร่างกายที่เผชิญอาการร้อนจัดต้องขาดสิ่งสำคัญที่ช่วยดับร้อนนั่นก็ คือน้ำ ร่างกายจึงเพลียแดดได้ง่าย นอกจากนี้ยังมีเคมีไปกระตุ้นถึงแต่ละอณูสมองจึงทำให้เกิดอาการกระวนกระวาย ใจสั่นได้ เทคนิคคือเลี่ยงดื่มกาแฟมากในวันที่ทำงานกลางแจ้ง ถ้าดื่มกาแฟก็ควรดื่มน้ำตามเข้าไปช่วยอีกแรง

3. ขนมหวาน ของที่มีน้ำตาล ทั้งลูกอม ขนมเค้ก ข้าวเหนียวมะม่วง ฯลฯ จะขนมไทยหรือขนมฝรั่งที่อุดมไปด้วยน้ำตาลจะทำให้เกิดการเผาผลาญสร้างความ ร้อนขึ้นมา นอกจากนั้นยังปล่อยขยะที่เกิดจากการเผาผลาญออกมาทำร้ายร่างกายอีกด้วย โดยน้ำตาลที่มีมากเกินไปจะทำให้เกิดกระบวนการเป็นพิษต่อร่างกายอยู่แล้ว เมื่อร่างกายต้องเผชิญกับความร้อนจากภายนอกด้วยจึงเท่ากับรับศึก 2 ด้าน จนอ่วม

4. ของทอด ของมัน รวมถึงนมเนยในปริมาณมาก ซึ่งอาหารประเภทนี้มีความร้อนที่อาจมาจากน้ำมันที่ใช้ทอด มีส่วนทำให้ร่างกายร้อนจากกรดไขมัน โอเมก้า 6 และไขมันทรานส์แฟต ทำให้มีผลต่อหลอดเลือดและหัวใจ

5. ของเค็ม อาหารเค็ม โดยความเค็มหรือโซเดียมจะทำให้ไตทำงานหนัก ความดันสูงขึ้นในการขับเหงื่อ เมื่อมีของเค็มอย่างน้ำปลา กะปิ เกลือ ซีอิ๊ว ขนมกรุบกรอบ เข้าไปอีกจึงทำให้ไตทำงานหนักขึ้น

6. ทุเรียน ละมุด ขนุน ลำไย ผลไม้ที่ฉ่ำน้ำตาล เหล่านี้ทานได้แต่ต้องไม่มากไป เพราะมีน้ำตาลที่ทำให้ร้อนอยู่ตัวหนึ่งคือฟรักโทส โดยเฉพาะทุเรียนที่มีกำมะถันเป็นแร่ธาตุความร้อน จึงควรกินพอประมาณ 7.น้ำอัดลมและเครื่องดื่มรสหวานที่มี ฟรักโทส ซูโครส HFCS ที่ดื่มครั้งหนึ่งอาจทำให้ได้น้ำตาลเกินโควตาต่อวัน กับกรดซ่าหรือคาร์บอนิกที่สร้างความซาบซ่าชื่นใจ มีฤทธิ์กัดกร่อนเคลือบ ฟันได้ ดื่มบ่อยๆจึงไม่ดี และน้ำตาลยิ่งชวน ให้กระหายน้ำมากขึ้น

นักวิทย์ฯ ค้านกรมอนามัย ยัน “ทิชชู” ซับน้ำมันอาหารไม่เสี่ยงรับสารก่อมะเร็ง

 

screenshot_10

 

นักวิทย์ฯ ยัน “ทิชชู” ซับน้ำมันอาหารไม่เสี่ยงรับสารก่อมะเร็ง เหตุการฟอกเยื่อกระดาษในไทยส่วนใหญ่ไม่มีการใช้คลอรีน ซึ่งก่อให้เกิดสารก่อมะเร็งในการฟอกแล้ว ส่วนการใช้โซเดียมไฮดรอกไซด์ฟอกเยื่อกระดาษให้ขาวมีกระบวนการล้างหลายขั้นตอน การปนเปื้อนจึงน้อยมาก แนะใช้ทิชชูให้ถูกวัตถุประสงค์ ไม่ควรนำไปซับน้ำมัน แต่หากใช้ซับก็ไม่มีสารก่อมะเร็งหลุดออกมา

จากกรณีกรมอนามัยเตือนเรื่องการใช้กระดาษทิชชูซับน้ำมันจากอาหาร มีความเสี่ยงที่จะได้รับสารก่อมะเร็ง ล่าสุด ดร.ภูวดี ตู้จินดา กลุ่มเยื่อและกระดาษ โครงการฟิสิกส์และวิศวกรรม กรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้เขียนบทความลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวชื่อ “Ice Tuchinda” ต่อกรณีดังกล่าว มีใจความโดยสรุปว่า การใช้ทิชชูควรใช้ให้ถูกวัตถุประสงค์ คือใช้ภายนอก ไม่สมควรนำมารับประทาน สำหรับการซับน้ำมันแนะนำว่าไม่ควรนำทิชชูมาใช้ อย่างไรก็ตาม แม้จะนำมาซับก็ไม่มีสารก่อมะเร็งหรือสารไดออกซินหลุดออกมาหรือมีสารโซเดียมไฮดรอกไซด์ออกมาทำลายเนื้อเยื่อตามข่าว เนื่องจากการฟอกเยื่อกระดาษในประเทศไทย ไม่มีการใช้สารคลอรีน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งแล้ว มีเพียงโรงงานฟอกเยื่อกระดาษเพียงแห่งเดียวเท่านั้นที่ยังใช้อยู่ โรงงานที่เหลือใช้เพียงสารประกอบคลอรีน หรือคลอรีนไดออกไซด์ในการฟอกเยื่อกระดาษเท่านั้น ซึ่งกระบวนการฟอกแม้จะก่อให้เกิดพิษคือ Ordanically bound chlorine หรือ ที่รู้จักกันในอุตสาหกรรมเยื่อและกระดาษว่า AOX แต่ไม่เกิดไดออกซินในกระบวนการฟอกเยื่อ

ทั้งนี้ ตนเคยทำโครงการวิจัยและมีข้อมูล AOX ตกค้างในเยื่อและกระดาษมีตัวเลขจากการวิจัยยืนยันว่าในกระดาษทิชชูนั้น มีประมาณ AOX ตกค้างน้อยมาก ซึ่งแน่นอนว่าปริมาณไดออกซินยิ่งน้อยลงไปอีก นอกจากนี้ สารไดออกซินและ AOX ไม่ได้หลุดออกจากกระดาษทิชชูได้ง่าย ๆ การสกัดเพื่อการวิเคราะห์ยังต้องสกัดด้วยระยะเวลาที่ยาวนานและที่อุณหภูมิสูงมาก แค่เอากระดาษทิชชูมาซับๆ สารเหล่านี้จึงไม่หลุดตามออกมา

6 อาหารบำรุงสมองคนทำงาน

 

screenshot1222

 

เพราะสมองเราทำงานหนักทุกวัน เราจึงต้องบำรุงรักษาสมองของเราให้ว่องไว ฉลาดปราดเปรื่องไปนาน ๆ ใครที่เริ่มหลง ๆ ลืม ๆ ทั้ง ๆ ที่ยังหนุ่มยังสาว ต้องรีบดูแลสมองของคุณโดยด่วน ส่วนวิธีการก็ไม่ยากเย็นแต่อย่างใด เพียงเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสมอง ดังต่อไปนี้

1.สร้างเซลส์สมองด้วยโอเมก้า-3

เซลส์สมองของเราส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยไขมันจำเป็นที่เรียกว่า โอเมก้า-3 ช่วยในการสร้างเสริมและซ่อมแซมเซลส์สมอง โดยเราสามารถหาโอเมก้า-3 ได้จากอาหารต่อไปนี้

แซลมอน

ปลาทูน่า

น้ำมันแฟลกซีด

น้ำมันคาโนลา

วอลนัท

จมูกข้าวสาลี

ไข่

2.ปกป้องสมองด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ

เมื่อเราอายุมากขึ้น อนุมูลอิสระในกระแสเลือดจะทำลายเซลส์สมองของเรา ถ้าเราไม่ต่อสู้กับมัน ความจำของเราก็จะค่อย ๆ เสื่อมลงไปตามกาลเวลา เราจึงต้องกินอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระจำพวก

บลูเบอร์รี่และผลไม้ในตระกูลเบอร์รี่

บร็อคโคลี่

แครอท

กระเทียม

องุ่นแดง

ปวยเล้ง

ถั่วเหลือง

ชา

มะเขือเทศ

โฮลเกรน

3.เพิ่มพลังสมองด้วยโปรตีนและไทโรซีน

สมองของเราไม่ได้มีแค่เซลส์ประสาท แต่ยังมีสารสื่อประสาททำหน้าที่เหมือนแมสเซนเจอร์ส่งสัญญาณจากเซลล์ประสาทเซลล์หนึ่งไปยังอีกเซลล์หนึ่ง หากเรามีสารสื่อประสาทน้อยเกินไป สมองเราก็จะทำงานได้ไม่ดีเท่าที่ควร เรามาเพิ่มสารสื่อประสาทด้วยการกินอาหารต่อไปนี้กันดีกว่า

ผลิตภัณฑ์จากนม

ไข่

อาหารทะเล

ถั่วเหลือง

4.หล่อเลี้ยงสมองด้วยน้ำ

น้ำเป็นสิ่งสำคัญต่อชีวิตจริง ๆ ไม่ใช่แค่ร่างกายที่ต้องการน้ำ แต่รวมถึงสมองของเราด้วย เพราะการขาดน้ำมีผลต่อสมองทำให้ความสามารถในการจดจำลดลง ถ้าอยากสมองดีเราต้องดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อย 2 ลิตร หรือ 6 – 8 แก้วต่อวัน

5.บำรุงสมองด้วยวิตามินและเกลือแร่

ยังมีวิตามินและแร่ธาตุอีกหลายชนิดที่จำเป็นต่อการทำงานของสมอง อาทิ

วิตามินบี 6

วิตามินบี 12

วิตามินซี

ธาตุเหล็ก

แคลเซียม

วิตามินและเกลือแร่เหล่านี้สามารถหาได้จากอาหารที่เรากินเข้าไปอยู่แล้ว แต่ก็สามารถเสริมได้ด้วยการกินวิตามินรวมพร้อมอาหาร ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายดูดซึมได้ดี ทำให้ร่างกายและสมองนำวิตามินเหล่านี้ไปใช้ได้ดียิ่งขึ้น

6.ควบคุมการทำงานของสมองด้วยไฟเบอร์

ไฟเบอร์มีความสำคัญต่อสมองของเราอย่างมาก เพราะไฟเบอร์ช่วยในการทำงานของสมอง ควบคุมการดูดซึมน้ำตาลให้อยู่ในระดับที่สม่ำเสมอ และในปริมาณที่เหมาะสม อาหารที่อุดมไปด้วยไฟเบอร์ที่จะช่วยลดน้ำตาลในกระแสเลือดของเราได้ดี ได้แก่

ผลไม้แห้ง เช่น แอพริคอต ลูกพรุน ลูกเกด

ผัก เช่น บล็อคโคลี่ ถั่วเขียว ปวยเล้ง

ถั่วต่าง ๆ

อัลมอนด์ และแฟลกซ์ซีด

ผลไม้ เช่น อโวคาโด กีวี ส้ม ลูกแพร์ แอปเปิล

ธัญพืชเต็มเมล็ด เช่น ข้าวบาร์เลย์ ข้าวกล้อง

วิตามินและเกลือแร่เหล่านี้สามารถหาได้จากอาหารที่เรากินเข้าไปอยู่แล้ว แต่ก็สามารถเสริมได้ด้วยการกินวิตามินรวมพร้อมอาหาร ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายดูดซึมได้ดี ทำให้ร่างกายและสมองนำวิตามินเหล่านี้ไปใช้ได้ดียิ่งขึ้น

เป็นไปได้! แพทย์อังกฤษเผย “ดมกลิ่นตด” ลดความเสี่ยง “มะเร็ง”

 

screenshot1220

 

เอเจนซีส์ – หลังจากที่แพทย์ผิวหนังแนะนำว่าผมทรงหัวเห็ดแบบ “จัสติน บีเบอร์” ช่วยลดความเสี่ยงที่เด็กจะป่วยเป็นโรคมะเร็งผิวหนังได้ ล่าสุดนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเอ็กซ์เตอร์ ประเทศอังกฤษ ก็เผยงานวิจัยที่พบว่า การ “ดมกลิ่นตด” อาจช่วยป้องกันโรคมะเร็งและอีกหลายๆ โรค! เอากะเค้าสิ…

ดร. มาร์ก วูด เอ่ยถึงผลการศึกษาของเขาในเอกสารของมหาวิทยาลัยว่า “แม้ก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ซึ่งเกิดจากกระบวนการย่อยอาหารของแบคทีเรียจะมีกลิ่นเหม็นรุนแรงเหมือนไข่เน่าหรือแก๊สในกระเพาะอาหาร แต่มันเป็นสิ่งที่ถูกผลิตขึ้นตามธรรมชาติในร่างกายของเรา และอาจจะเป็นกุญแจไขปัญหาสุขภาพที่นำไปสู่การบำบัดรักษาโรคได้หลายชนิด”

แม้การสูดดมแก๊สที่เหม็นระเบิดระเบ้อนี้ในปริมาณมากเกินไปอาจเป็นพิษ แต่นักวิจัยดูเหมือนจะเชื่อว่า กลิ่นตดที่ลอยจางๆ เข้าจมูกอาจช่วยลดความเสี่ยงทั้งโรคมะเร็ง, โรคหลอดเลือดในสมองตีบ, โรคหัวใจ, โรคไขข้อ หรือแม้กระทั่งโรคสมองเสื่อม โดยมีผลในการปกป้องไมโตคอนเดรีย (mitochondria) พวกเขาถึงขนาดสร้างสารประกอบขึ้นมาเพื่อเลียนแบบผลในการรักษาโรคของเจ้าก๊าซชนิดนี้

“เราได้ศึกษากระบวนการทางธรรมชาติ และสามารถผลิตสารประกอบที่เรียกว่า AP39 ซึ่งจะส่งก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์อย่างอ่อนๆ ไปยังไมโตคอนเดรียโดยเฉพาะ” ศาสตราจารย์ แม็ตต์ ไวท์แมน ซึ่งมีส่วนในงานวิจัยชิ้นนี้ ระบุ

ผลการศึกษาชิ้นนี้จะถูกเผยแพร่ในวารสาร Medicinal Chemistry Communications

หากเป็นอย่างว่า เราคงต้องขอบคุณใครบางคนที่แอบปล่อยตดในลิฟท์ แม้จะทำให้บรรยากาศภายในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ มาคุสิ้นดี แต่กลิ่นของเขาอาจกำลังช่วยชีวิตคุณอยู่ก็ได้ (มั้งนะ)