ดื่มน้ำเยอะ ๆ ช่วยลดน้ำหนัก

 

 

การดื่มน้ำนั้นนอกจากจะช่วยให้ร่างกายสดชื่นกระปรี้กระเปร่าแล้ว รู้หรือไม่ค่ะว่าน้ำนั้นสามารถช่วยลดความอ้วนได้ด้วย วันนี้เรามีบทความดีๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้มาฝากค่ะ

ถาม : จริงหรือเปล่าที่การดื่มน้ำเยอะ ๆ จะช่วยลดน้ำหนักได้ และถ้าดื่มน้ำมากเกินไปจะมีผลเสียต่อร่างกายหรือเปล่า

ตอบ : จริงค่ะ จากงานวิจัยชิ้นหนึ่งซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร American Dietetic Association ระบุว่า คนที่ดื่มน้ำก่อนกินอาหาร จะบริโภคได้น้อยลง โดยเฉลี่ย 75 แคลอรีในมื้อนั้น ซึ่งอาจดูไม่มาก แต่ถ้าคุณกินน้อยลง 75 แคลอรี ทั้งมื้อกลางวันและมื้อเย็นตลอดปี คุณจะลดไปได้ถึง 14 ปอนด์ครึ่งเลยทีเดียว

นอกจากนี้ อาการขาดน้ำแม้แต่เพียงเล็กน้อยก็ทำให้ระบบการเผาผลาญทำงานลดลง และถ้าคุณไม่ดื่มน้ำให้มากพอตลอดทั้งวัน คุณอาจเข้าใจผิดว่า อาการกระหายน้ำ คือ ความหิว และทำให้คุณกินมากกว่าที่ควรกิน

การกินอาหารที่มีน้ำเยอะ ๆ เช่น ซุป ผัก อาหารนมไขมันต่ำ ยังเป็นวิธีที่ดี ในการช่วยให้คุณลดปริมาณแคลอรีโดยไม่ต้องลดปริมาณอาหาร และใช่แล้วค่ะ การดื่มน้ำมากเกินไป (หลาย ๆ แกลลอน) อาจทำให้เกิดอาการที่เป็นอันตราย เรียกว่า Hyponatremia (ระดับโซเดียมในเลือดต่ำ) แต่ก็พบได้น้อยมากในคนที่แข็งแรง และไม่ควรกังวลในเรื่องนี้จนทำให้ดื่มน้ำไม่พอนะคะ

รู้อย่างนี้แล้วก็อย่าลืมดื่มน้ำกันเยอะๆ ให้ได้วันละ 6-8 แก้วหรือประมาณวันละ 2 ลิตรนะคะ เพื่อสุขภาพที่ดีและหุ่นที่เพรียวสมส่วนค่ะ

อยากลดอ้วน เลี่ยงวิธีเหล่านี้เถอะ

 

 

วิธีการลดความอ้วน มีมาแนะนำกันมากมายหลากหลายวิธี ทั้งเรื่องการควบคุมอาหาร เรื่องการออกกำลังกาย สารพัดที่จะมาบอกต่อกัน แต่สำหรับวันนี้ เปลี่ยนจากแนะนำ มาเป็นการห้ามกันหน่อยนะคะ ห้ามในที่นี้ หรือจะพูดว่า ข้อที่ควรหลีกเลี่ยงก็ได้นะคะ มาดูกันค่ะ 5 ข้อ ที่ควรหลีกเลี่ยง นั่นก็คือ

1. ยาลดความอ้วน ความจริงของยาลดความอ้วน คือ มันมีฤทธิ์ทำให้เราไม่อยากทานอาหาร และขับปัสสาวะ เมื่อมีของเหลวหรือน้ำออกจากร่างกายเรา จะทำให้เรารู้สึกว่าน้ำหนักลดลง แต่ไขมันยังคงอยู่เหมือนเดิม ส่งผลให้เรามีอาการวิงเวียนศีรษะ เจ็บหน้าอก เส้นเลือดแตกจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ หรือถ้าใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานอาจจะเป็นโรคจิตได้

2. อดอาหาร เป็นวิธีที่สาวๆ หลายคนมักใช้กัน เพราะจิตใต้สำนึกคอยบอกตลอดว่ามันช่วยลดน้ำหนักได้จริง แต่วิธีนี้จะทำให้สาวๆ เสียมวลกล้ามเนื้อ และหากอดในระยะยาวจะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายอ่อนแอลง และยิ่งบางคนเข้มงวดในการควบคุมปริมาณแคลอรีก็จะยิ่งเลวร้ายกว่าเดิม เพราะจะเป็นการกระตุ้นให้หิวและอยากกินอาหารมากกว่าเดิม

3.แผ่นแปะลดความอ้วน ตามท้องตลาดหรือในเว็บขายสินค้าประเภทลดความอ้วน กำลังเป็นที่นิยมขายกันอยู่เลย แต่ยังไม่มีหน่วยงานใดรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์นี้ว่าปลอดภัยหรือเปล่า องค์การอาหารและยาของสหรัฐฯ ได้สั่งยึดผลิตภัณฑ์เหล่านี้จากผู้จำหน่ายแล้ว แต่ในบ้านเรายังเห็นอยู่เกลื่อน

4. ยาขับปัสสาวะ เมื่อกินเข้าไปแล้ว ก็จะคล้ายๆ กับยาลดความอ้วน คือ ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำ ทำให้ร่างกายเกิดภาวะขาดน้ำ ร่างกายอ่อนเพลีย ไม่มีแรง และเป็นตะคริวได้

5. อุปกรณ์ที่ใช้กระตุ้นกล้ามเนื้อ ซึ่งไม่มีผลต่อการลดน้ำหนักกระชับสัดส่วนอย่างที่โฆษณาอวดอ้าง และถ้าใช้ไม่ถูกวิธีอาจโดนช็อตและไหม้ร่างกาย เป็นอันตรายถึงชีวิตได้

อยากผอม อยากสวย ใสใสวัยรุ่นชอบ ต้องเลือกวิธีที่ได้ผล ปลอดภัย เห็นกันแล้วว่า 5 วิธีที่แนะนำว่าควรหลีกเลี่ยงนั้น จะเกิดผลเสียอย่างไรบ้าง ก่อนลงมือลดน้ำหนัก คิดทบทวนถึงผลที่จะตามมาอย่างถี่ถ้วนก่อนนะคะ

ดื่มนม ช่วยลดน้ำหนักได้

 

 

นมนอกจากจะมีประโยชน์ต่อร่างกายแล้ว คุณสาวๆ รู้ไหมค่ะว่าการดื่มนมนั้นสามารถลดความอ้วนได้ด้วย โดยมีผลงานวิจัยออกมาค่ะว่าการดื่มนมนั้นสามารลดน้ำหนักได้ แต่จะอย่างไรนั้นมาติดตามกันดีกว่าค่ะ

โดยนักวิจัยได้ทำการติดตามคนอ้วนกว่า 300 คนที่มีอายุระหว่าง 40-65 ปี ซึ่งทำการควบคุมน้ำหนักด้วยการรับประทานอาหารไขมันต่ำ, คาร์โบไฮเดรตต่ำ หรือการไดเอทแบบเมดิเตอร์เรเนียน เป็นระยะเวลากว่า 2 ปี ผลที่ได้จากการติดตามพบว่ากลุ่มที่มีการรับประทานแคลเซียมสูง ประมาณ 580 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเทียบเป็นนม 2 แก้ว สามารถลดน้ำหนักได้ถึง 12 ปอนด์ใน 2 ปี ส่วนกลุ่มที่รับประทานต่ำเพียง 150 มิลลิกรัม หรือเทียบเป็นนมเพียงครึ่งแก้วต่อวัน ลดน้ำหนักได้แค่ 7 ปอนด์

นักวิจัยอธิบายความแตกต่างที่เกิดขึ้นนี้ว่า นมไปช่วยเพิ่มระดับพลังงานในร่างกาย ทำให้เกิดการเผาผลาญได้ดี “นมช่วยให้เรารู้สึกอิ่ม และเกิดความพึงพอใจ ทำให้ไม่นึกอยากกินอาหารที่มีน้ำตาล เครื่องดื่มซอฟต์ดริ๊งค์ น้ำผลไม้หวาน ๆ หรือเครื่องดื่มโซดาทั้งหลาย” นอกจากนั้น ยังมีการวิจัยเพิ่มเติมว่าในน้ำนมมีวิตามิน D ที่ส่งผลดีต่อการลดน้ำหนักได้ดีกว่า โดยระดับวิตามิน D ที่มีการแนะนำไว้ต่อวันคือ 400 มิลลิกรัม หรือเทียบได้กับนมโลว์แฟต หรือพร่องมันเนยประมาณ 4 แก้ว

ลดน้ำหนักคราวนี้นมสักแก้วก็ดีนะคะ…

กิน กิน กิน ก็ให้หุ่นสวยได้

 

 

ผู้หญิงกับเรื่องรูปร่าง เรื่องหุ่นเซี๊ยะฟิตเปรี๊ยะ เป็นของคู่กัน ซึ่งเมื่อพูดถึงเรื่องการดูแลรักษารูปร่าง มักจะนึกไปถึงว่าต้องงด หรืออดอาหาร แม้จะรู้ว่าการอดอาหารไม่ใช่วิธีที่ดี แต่ผู้หญิงส่วนใหญ่ก็ยังยอมอดจนเสียสุขภาพเพื่อให้ได้รูปร่างที่ผอมลง

อีกทั้งวิถีชีวิตแบบสมัยใหม่ กับการที่ต้องทำงานยุ่งจนไม่เหลือเวลาดูแลตัวเอง หรือแม้แต่การเลิกงานช้าจนทำให้มื้อเย็นกลายเป็นมื้อดึกนั้นทำให้การลดน้ำหนักยากขึ้น แต่ด้วยความรู้ด้านโภชนาการที่มากยิ่งขึ้น จึงทำให้เกิดวิธีลดความอ้วนที่เหมาะกับชีวิตผู้หญิงสมัยใหม่มากขึ้น นั่นก็คือการลดความอ้วนด้วยการ “กิน”

แต่การกินคือต้องเลือกกินให้เป็น เลือกกินอาหารที่ให้สารอาหารที่ร่างกายเราต้องการ โดยเน้นที่มีผลต่อการช่วยดูดซึมและดักจับไขมันในกระเพาะอาหาร ช่วยในการเผาผลาญพลังงานได้ดี เช่นพริก ให้ผลดีในการกระชับผิวพรรณ อาหารชนิดไหนกินเข้าไปแล้วช่วยปรับสมดุลให้กับระบบเลือดและน้ำเหลือง อาหารใดบ้างที่ช่วยเสริมการทำงานของผิวหนังและเยื่อบุต่างๆ ในร่างกายเรา อาหารประเภทใดบ้างที่ช่วยในการขับถ่าย

กินอาหารที่มีประโยชน์ ครบมื้อ เน้นๆ ตามหลักโภชนาการ งดกินอาหารไขมันสูง อาหารขยะต่างๆ แค่นี้เราก็ไม่ต้องถึงกับงดอาหารมื้อใดให้เสียสุขภาพ เผลอๆ โรคกระเพาะอาหารอาจถามหาเอาอีกด้วย ไม่ต้องอดก็ลดความอ้วนลงได้ค่ะ

อดอาหารเย็นเพราะกลัวอ้วน ตื่นมาหิวมาก ทำไงดี

 

 

สาวๆ นักไดเอททั้งหลายฟังทางนี้เลยค่ะ วันนี้เรามีเคล็ดลับดีๆ มาฝากกัน ซึ่งเหมาะกับคุณสาวๆ ที่กลัวอ้วนหนักมากจึงเลือกวิธีการอดอาหารเย็น โดยคุณๆ จะไม่รับประทานอาหารหลัง 5 โมงเย็นเพราะกลัวว่าจะทำให้อ้วน แต่คุณๆ เคยเป็นมั้ยคะพอตื่นเช้าเท่านั้นแหละหิวโหยอย่างหนัก จนตบะแตกโซ้ยไม่ยั้งกันเลยทีเดียว เรามีเคล็ดลับมาฝากค่ะ

“การอดอาหารจนโหยไปก็ไม่ดีค่ะ ถ้าเราไม่อยากให้หิวกลางดึก ในมื้อเย็นก็ควรมีเส้นใยอาหารเยอะ หน่อย คือ มีผัก ผลไม้ โปรตีน และสามารถกินสแน็กยามค่ำได้ เช่น นมถั่วเหลือง โอ๊ตมีล หรือโยเกิร์ตรส ธรรมชาติ และไม่ควรให้แต่ละมื้อห่างกันมากเกินไปจนรู้สึกโหย”

“ที่ต้องหลีกเลี่ยงคือสิ่งที่เรียกว่า Empty Calories คือ พวกนี้จะได้แต่แคลอรี ไม่ได้สารอาหาร เช่น พวกของทอด ฟาส์ตฟู้ด ขนมหวาน มันฝรั่งทอดกรอบ ไส้กรอก แฮม (บางคนเข้าใจว่าเป็นเนื้อสัตว์ แต่จริง ๆ แล้วเขาเอาเนื้อรวมกับไขมันและเกลือมาบดให้เรากิน) ซึ่งเขาพบว่า คนที่กินบ่อย ๆ จะอ้วน เพราะมันมี แคลอรีแฝงเป็นไขมันอยู่ในนั้น ดังนั้น เวลากินอย่ากินเนื้อที่เรามองไม่รู้ว่าเป็นเนื้ออะไร และกินอาหารที่เรา เห็นเป็นชิ้น ๆ ตั้งเป้าลดสัปดาห์ละ 0.5-1 กิโลกรัมก็พอแล้ว เพราะถ้าลดเร็วเกินไปก็จะโทรม ผมร่วงได้”

ได้รู้แบบนี้แล้ว สาว ๆ ก็อย่าอดอาหารจนโหยขนาดนั้นนะคะ เลือกทานของมีประโยชน์ และ ปริมาณไม่มากเกินไปในมื้อเย็นน่าจะดีที่สุดค่ะ

ลดน้ำหนักกับนิสัยแบบเกาหลี

 

 

อาหารแบบเกาหลีนั้นเป็นอาหารที่ส่วนมากแล้วทำมาจากผักและเครื่องปรุงก็จัดจ้าน ซึ่งในอาหารเกาหลีนั้นจะมีสารอาหารที่สมดุล เหมาะแก่การควบคุมน้ำหนักเป็นอย่างยิ่ง โดยทั่วไปนั้นการกินแบบเกาหลีจะประกอบด้วย คาร์โบไฮเดรต “ดี” จากผักและข้าว 70% โปรตีน 14-17% และมีไขมันประมาณ 13% เมื่อเปรียบเทียบกับการกินของฝั่งตะวันตกซึ่งมักจะมีไขมันถึง 30-40% และน้ำตาลอีก 15%

1. กินผักให้เรียบ อาหารเกาหลี อย่างเช่น Bibimbap (ข้าวยำเกาหลี) และ Onmyeon (ก๋วยเตี๋ยวเนื้อ) มีผักสีสันต่างๆ มากมาย ทั้งผักป่าและผักสนครัว และแม้ว่าคุณจะสั่ง Bulgogi (เนื้อวัวหมักย่าง) ก็มักจะมีผักเป็นเครื่องเคียง (โดยที่ไม่ต้องขอ) การกินผักเยอะๆ จะทำให้ท้องเราเต็มไปด้วยใยอาหาร และสารอาหารแคลอรีต่ำจนไม่เหลือที่ในกระเพาะอาหารไว้สำหรับอาหารขยะ

2. ปรุงด้วยรสจัด อาหารเกาหลีมีชื่อเสียงเรื่องรสชาติจัดจ้าน เครืองเทศหรือพริกต่างๆ มักจะถูกนำมาใช้ในอาหารเกาหลีเพื่อเพิ่มรสชาติและคุณค่าอาหาร แล้วยังช่วยในเรื่องการลดน้ำหนักเนื่องจากการเติมเครื่องเทศรสจัดจ้านลงไปจะ ช่วยเร่งอัตราเผาผลาญพลังงานอีกด้วย

3. อย่าลืมกิมจิ กิมจิอาจจะเป็นอาหารที๋โดดเด่นที่สุดของเกาหลี โดยทั่วไปมักทำมาจากกะหล่ำปลีดองหรือกะหล่ำปลีสด แล้วนำมาปรุงรสกับขิง พริกผง และกระเทียม ถึงแม้ว่าจะมีหลากหลายสูตรมาก แต่สิ่งที่เหมือนกันก็คือมันจะถูกนำมากินคู่กัลทุกๆ มื้อ นอกจากนี้ ยังเชื่อว่ากิมจิมีสารอาหารสูงมากและดีต่อระบบย่อยอาหาร ดังนั้น การกินกิมจิจะช่วยให้ขับง่ายถ่ายคล่องด้วยเช่นกัน

4. ลองโสมเกาหลีดูสิ เป็นเวลาหลานศตวรรษมาแล้วที่เกาหลีอ้างว่ารากโสมมีสรรพคุณมากมาย รวมถึงช่วยในการลดน้ำหนัก อันที่จริงแล้ว Seoul Department of Internal Medicine เปิดเผยว่าโสมเกาหลีอาจช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งนี่อาจจะช่วยควบคุมความอยากน้ำตาลได้ด้วย หากใครไม่อยากดื่มชาโสม ก็น่าจะลองซุปไก่ใส่โสมตามแบบเกาหลีดู บางทีอาจลดน้ำหนักได้เร็วกว่าที่คิดนะคะ

5. กินช้าๆ ปกติแล้วการกินอาหารเกาหลี สำรับมักจะมาเป็นวงมากกว่าเป็นสำรับของแต่ละคน และการกินอาหารกับคนหมู่มากก็ทำให้เรากินช้าลง สมองก็จะมีเวลาสั่งการว่าอิ่มแล้วนะ เราจึงกินน้อยลง

 

กินมังสวิรัติ ช่วยลดน้ำหนักได้จริงหรือ

 

 

การกินมังสวิรัติ คือการกินอาหารที่ไม่มีเนื้อสัตว์เป็นส่วนผสมเพราะเหตุนี้จึงสามารถช่วยลดความอ้วนได้ เพราะในเนื้อสัตว์นั้นย่อยยากและยังมีไขมันอีกด้วย วันนี้เรามาทราบวิธีการกินมังสวิรัติที่ถูกต้องกันดีกว่าค่ะ จะได้มีสุขภาพที่ดีแถมไม่อ้วนอีกด้วยน่ะ

ต้องกินให้เป็นคือ กินโปรตีนด้วย โปรตีนจากพืช เช่น เต้าหู้ ถั่วงอก ถั่ว ผักจำพวกผักงอก อย่างเช่น โตเมี้ยว (ถั่วลันเตาเพาะแบบถั่วงอก) หรือที่กำลังฮิตคือ ต้นอ่อนบรอคโคลี ความที่มันเป็นต้นอ่อน จึงมีโปรตีนและสารอาหารอัดแน่น เราต้องพยายามศึกษาว่าแหล่งโปรตีนจากพืชมีอะไรบ้าง

อีกแหล่งคือ คีนวา หน้าตาเหมือนลูกเดือย ต้มกินอย่างเดียวกัน เป็นพืชที่มีโปรตีนสูงและมีกรดอะมิโนครบ เอามาต้มกิน ผัดผัก หุงกินพร้อมข้าว หรือกินไข่ขาว ซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนราคาถูก

ถ้ากินมังสวิรัติแล้วกินไม่ถูกวิธี ขาดโปรตีน กินแต่แป้ง ก็จะอ้วนเหมือนกัน เช่นเดียวกับเวลากินเจ จริงๆ แล้วต้องถามแม่ค้าว่าอาหารทำจากอะไร ถ้าทำจากหมี่กลึง ควรหลีกเลี่ยง หมี่กลึงคือแป้ง เพราะฉะนั้นถ้าเราไปกินราดหน้าเจแล้วหมูที่เห็นทำมาจากหมี่กลึง แปลว่าเรากินแป้งล้วนๆ เวลากินถามเลยว่า “ทำมาจากหมี่กลึงรึเปล่า” เขาจะได้ไม่รู้ว่าเราหลอกถาม

7 วิตามิน บำรุงสมองสำหรับ…สาวลดน้ำหนัก

 

 

สาวๆที่กำลังลดน้ำหนักกันอยู่ นอกจากจะต้องออกกำลังกายและควบคุมอาหารแล้ว วันนี้เรามีตัวช่วยในการลดน้ำหนักมาแนะนำกันค่ะ นั่นก็คือวิตามินนั่นเอง นอกจากจะช่วยลดน้ำหนักแล้วยังช่วยบำรุงสมองไปในตัวด้วย แต่จะมีวิตามินอะไรบ้างนั้นไปดูพร้อมๆ กันเลยค่ะ

1. วิตามินเอ ควรกินเม็ดละ 10,000 IU หรือได้รับจากการทานอาหารธรรมชาติที่มีสารเรตินอล หรือเบต้าแคโรทีน เช่น แครอท ฟักทอง มะเขือเทศ มะม่วงสุก มะละกอสุก และผักใบเขียว เป็นต้น

2. วิตามินซี ควรกินเม็ดละ 500 มิลลิกรัม หรือจากอาหารธรรมชาติ จำพวกผักสด ผลไม้สด เช่น ส้ม สตอเบอร์รี่ กีวี ฝรั่ง พริก และมันฝรั่ง

3. วิตามินดี ปริมาณที่เหมาะสมเม็ดละ 1,000 IU หรือกินได้จากอาหารธรรมชาติ จำพวกน้ำมันตับปลา ปลาทูน่า ปลาแซลมอน และปลาซาดีน

4. วิตามินอี เม็ดละ 400 IU หรือกินได้จากอาหารธรรมชาติ จำพวกน้ำมันพืช จมูกข้าวสาลี ถั่วเปลือกแข็ง และเมล็ดพืช

5. วิตามินบี 1 ควรกินประมาณ 100 มิลลิกรัม ถ้ารู้สึกว่าสมองยังมึนงงอยู่ให้กินครั้งละ 2 เม็ด หรือสามารถกินได้จากอาหาร ธรรมชาติ จำพวกเนื้อปลา ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท ธัญพืชที่เสริมคุณค่า มันฝรั่ง ถั่วเปลือกแข็ง และถั่วเมล็ดแห้ง

6. วิตามินบี 6 ควรกินเสริม 1 เม็ด หรือสามารถกินได้จากอาหารธรรมชาติ จำพวกเนื้อปลา ขนมปังโฮลวีท ธัญพืช ถั่วเปลือกแข็ง กล้วย ถั่วเหลือง

7. บีคอมเพล็กซ์ 1 เม็ด สำหรับท่านที่ต้องการบำรุงสมองให้กินเล็กซิตินเข้าไปด้วยประมาณ 1 เม็ด

อย่างไรก็ตามวิตามินก็เป็นเพียงอีกตัวช่วยหนึ่งเท่านั้น แต่สำหรับการลดน้ำหนักอย่างได้ก็ยังต้องอาศัยการออก กำลังกาย การปรับเปลี่ยนการทานอาหาร และมีสมาธิอย่างตั้งใจนะคะ

ลดน้ำหนักอย่างไรไม่ให้กลับมาโยโย่!!

 

 

ความอ้วนเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้สาวๆ อย่างเราขาดความมั่นใจ เพราะนอกจากจะดูอืดไม่สวยแล้ว ยังหาเสื้อผ้ามาสวมใส่ยากมาก วันนี้เลยมาเอาใจคุณสาวๆ ที่กำลังควบคุมน้ำหนักกันอยู่ เรามีเคล็ดลับในการลดน้ำหนักแบบถาวรไม่ต้องกลัวว่าจะกลับมาโยโย่มาฝากกันค่ะ

ถ้าเราอยากจะลดน้ำหนักให้ได้อย่างถาวรโดยไม่มีอาการโยโย่หรือรีบาวด์ อัตราการลดน้ำหนักควรจะอยู่ที่ประมาณ 2 กิโลกรัมต่อเดือนค่ะ สาวๆ หลายคนที่อยากจะสวยเร็วๆ อาจจะอยากลดให้ได้มากกว่า 2 กิโลกรัม

แต่ว่ายิ่งลดน้ำหนักมากๆ ในเวลาสั้นๆ เท่าไหร่ ความเสี่ยงในการโยโย่ น้ำหนักกลับมาอ้วนเหมือนเดิมก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้นค่ะ และ เป็นสาเหตุที่ทำให้การลดน้ำหนักไม่ประสบความสำเร็จ

ถ้าจะลดน้ำหนักให้ได้ 1 กิโลกรัมภายใน 1 เดือนนั้น เราจำเป็นต้องลดการรับพลังงานลงจากพลังงานที่ร่างกายต้องการลงให้ได้ 7,200 kcal ค่ะ ลองหารดูค่ะ จะทำให้ได้ 1 กิโลกรัม ภายใน 30 วัน ก็จะต้องลดให้ได้ 240 kcal ต่อวัน

ดังนั้นเพื่อจะลดปริมาณแคลอรีที่ได้รับลง 240 kcal จากพลังงานที่จำเป็นต่อวันนอกจากจะต้องใส่ใจกับสิ่งต่างๆ ที่เรากินในแต่ละวันให้มากแล้วที่สำคัญต้องดูแลเรื่องความสมดุลของสารอาหาร และ ออกกำลังกายให้ได้อย่างต่อเนื่องเพราะเมื่อลดพลังงานทีได้รับพร้อมกับออกกำลังกายแล้ว ก็จะทำให้ไขมันในร่างกายถูกเผาผลาญไปได้

แต่….. ที่ลืมไม่ได้ก็คือ… น้ำหนักที่ลดลง จะไม่ได้ลดลงแบบเป็นเส้นตรงค่ะสาวๆ ที่เคยผ่านการลดน้ำหนักมาหลากหลายรูปแบบ คงจะเคยมีประสบการณ์แบบนี้ใช่มั๊ยหล่ะค่ะแรกๆ เมื่อเริ่มลดน้ำหนัก ก็จะดูไปได้สวย แต่พอผ่านไปหลายๆ วัน น้ำหนักจะเริ่มคงตัว ชั่งน้ำหนัก ยังไงๆ ก็ไม่ยอมลดลงไปซักกะที และตอนนี้เองที่สาวๆ ส่วนใหญ่จะเลิกล้มความตั้งใจในการไดเอทไป

รู้มั๊ยคะว่าถ้าไม่เลิกล้มความตั้งใจ ทำต่อไปเรื่อยๆ อยู่ดีๆ น้ำหนักของเราก็จะลดฮวบลงไป สลับกับการเพิ่มขึ้นและลดลงอย่างนี้ หรือไม่ก็ไม่ยอมลดลงไปอีกสักพัก แล้วอยู่ดีๆ ก็จะลดลง สลับกันไปแบบนี้ค่ะ ในช่วงของการลดน้ำหนักแรกๆยิ่งน้ำหนักของเราลดลงไปใกล้กับน้ำหนักที่เราตั้งใจไว้เท่าไหร่ ระยะเวลาที่น้ำหนักคงที่ไม่ยอมลดลงไปอีกก็จะยาวขึ้นด้วย ที่สำคัญจะเป็นช่วงที่เราอยากจะหยิบโน่นนี่เข้าปากเป็นที่สุดค่ะ ช่วงนี้ต้องใช้ความพยายามมากเป็นพิเศษ เพราะว่าถ้าแพ้ใจตัวเอง เผลอกินเข้าไปละก็ ถึงจะแค่อีกก้าวเดียว ก็อาจจะไม่สามารถไปถึงน้ำหนักในฝันได้ค่ะ

สาวๆ ที่เป็นแบบนี้ อยากจะหยิบโน่นนี่กินอยู่เรื่อย ขอแนะนำให้เตรียมขนมหรืออาหารที่มีพลังงานต่ำเอาไว้ข้างตัวหลายๆ แบบ ให้เป็นของที่แม้แต่จะไดเอทก็กินได้ ไม่มีปัญหา โดยเฉพาะอาหารหรือขนม อย่างเช่น เต้าหู้ คอนยาคุ ผักต้ม ไดเอทคุ๊กกี้ และ ซุปผักต่างๆ ที่ช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานและยังทำให้รู้สึกอิ่มสบายด้วย

และอีกเทคนิคที่สำคัญก็คือ ไม่กังวลให้มากจนเกินไปค่ะ ถึงแม้วันนี้จะกินมากเกินไปหน่อย ก็พยายามปรับการกิน ในวันพรุ่งนี้ให้ลดลงนิด พยายามควบคุมพลังงานในหนึ่งสัปดาห์ให้ลดลงได้อย่างที่ต้องการก็เพียงพอแล้วค่ะ อย่าเครียดเกินไปจะได้ทำได้อย่างต่อเนื่องไงคะ

ขจัดโรคอ้วนง่ายๆ ด้วยการเปลี่ยนไลฟ์สไตล์

 

 

ปัญหาโรคอ้วนเป็นปัญหาที่สามารถพบได้บ่อยในสังคมปัจจุบัน เพราะไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบ การรับประทานอาหารฟาสต์ฟู้ด จึงทำให้ไม่ค่อยมีเวลาดูแลตัวเอง ส่งผลให้เกิดโรคอ้วนนั่นเอง

องค์การอนามัยโลกคาดการณ์ว่า ในแต่ละปีจะมีผู้ใหญ่อย่างน้อย 2,800 ล้านคนทั่วโลก เสียชีวิตจากโรคหรือความผิดปกติที่มาจากภาวะน้ำหนักตัวเกินหรือโรคอ้วน

ดร.แมเรียน เฟล็คชเนอร์-มอร์ส หัวหน้าคณะผู้วิจัยด้านโภชนาการและโรคอ้วน มหาวิทยาลัยอูล์ม ประเทศเยอรมนี แบ่งปันเคล็ดลับการใช้ชีวิตประจำวันที่แสนง่าย เพื่อให้มีสุขภาพดีและห่างไกลโรคอ้วน ด้วยการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างง่ายๆ

1.ชั่งน้ำหนักเป็นประจำ และสังเกตตัวคุณเองด้วยว่าช่วงนี้คุณรู้สึกว่าเอื่อยเฉื่อยหรือเปล่า หรือเสื้อผ้าที่ใส่เริ่มคับไปหรือยัง สิ่งเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณบอกว่าน้ำหนักตัวกำลังเพิ่มขึ้น

2.ตั้งเป้าหมายและทำตามอย่างมุ่งมั่น กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน เช่น จะลดน้ำหนักลง 5 กิโลกรัม ก่อนจะถึงวันปีใหม่ เพราะฉะนั้น ฉันจะรับประทานสลัดเป็นอาหารเย็นสัปดาห์ละ 3 ครั้ง

3.หลีกเลี่ยงสิ่งล่อตาล่อใจต่างๆ ต้องตั้งสติดีๆ คิดก่อนกิน ออกกำลังกายก่อนนั่งเล่นนอนเล่น

4.ออกกำลังกายทุกวันแม้เพียงเล็กน้อย

5.ออกกำลังกาย 3 ประเภทอย่างสม่ำเสมอ ได้แก่ (1) บอดี้คอมโพสิชั่น เทรนนิ่ง หรือเวตเทรนนิ่ง (2) การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอหรือแอโรบิก และ (3) การออกกําลังกายเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น

6.กินให้หลากหลาย การรับประทานอาหารที่ดีคือการเลือกรับประทานอาหารหลายๆ ประเภทอย่างมีสมดุล

7.พยายามรับประทานอาหารจากธรรมชาติให้มากที่สุด เช่น อาหารที่ไม่ได้ผ่านการแปรรูป เลือกรับประทานปลาหรือเนื้อสัตว์ปีก แทนที่จะรับประทานหมูหรือเนื้อแดง หรือเนื้อที่ผ่านการแปรรูป เลือกรับประทานผักและผลไม้สดๆ แทนที่จะเป็นอาหารทอด และเลือกรับประทานข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต

8.เลือกรับประทานผลไม้สดๆ แทนที่จะเป็นน้ำผลไม้ คุณต้องใช้ส้มจำนวน 6-8 ลูก สำหรับน้ำส้ม 1 แก้ว ทำให้คุณดื่มเข้าไปแต่แคลอรี แต่ไม่มีไฟเบอร์หรือกากใยของผลส้มเลย

9.ลดจำนวนน้ำตาลลง หลีกเลี่ยงเมนูของหวานและเครื่องดื่มอย่าง น้ำอัดลม กาแฟเย็น ชานม และสมูทตี้ที่ใส่น้ำตาลมากๆ

10.ลดปริมาณอาหารลง หลีกเลี่ยงเมนูขนาดบิ๊กไซส์ โดยเฉพาะตามร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดทั้งหลาย