กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ขมิบ เอ็กเซอร์ไซส์ช่วยได้

 

 

ผู้หญิงอย่างเราเรา มีปัญหากวนใจต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะเมื่อตั้งท้อง มักมีอาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นมากมาย หนึ่งในนั้นก็คือ การกลั้นปัสสาวะไม่อยู่เวลาจามหรือไอหรือที่เรียกว่าปัสสาวะเล็ด นั่นก็เพราะระบบทางเดินปัสสาวะของคุณแม่มีการขยายตัว ส่งผลให้กล้ามเนื้อหูรูดไม่แข็งแรง อีกทั้งมดลูกที่ขยายตัวใหญ่ขึ้นยังไปเบียดกระเพาะปัสสาวะ เลยทำให้คุณแม่กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ได้บ่อยๆ โดยเฉพาะในช่วง 3 เดือนสุดท้ายก่อนคลอด ซึ่งอาการแบบนี้ ใช้วิธีขมิบเอ็กเซอร์ไซส์ช่วยได้ค่ะ

เมื่อรู้ตัวว่าจะเริ่มมีอาการปัสสาวะเล็ดเกิดขึ้น พยายามขมิบปากช่องคลอดก่อนไอ เพื่อทำให้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นกระชับ และระหว่างวันควรฝึกขมิบปากช่องคลอดก่อนไอ เพื่อทำให้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นกระชับ และระหว่างวันควรฝึกขมิบแล้วปล่อยประมาณ 50 ครั้งต่อวัน (ครั้งละ 10 หน) จะช่วยเพิ่มความแข็งแรงและกระชับให้กับกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน

นอกจากนี้ควรดื่มน้ำมากๆ และปัสสาวะบ่อยๆ เข้าห้องน้ำทันทีที่รู้สึกปวด ไม่ควรกลั้นปัสสาวะบ่อยหรือกลั้นไว้นานเกินไป เพราะนั่นยิ่งทำให้คุณควบคุมตัวเองไม่ได้เมื่อไอ จาม หรือหัวเราะ

อย่ากลัวปัสสาวะเล็ด ขี้เกียจเข้าห้องน้ำบ่อยๆ จนลดการดื่มน้ำลง เพราะนอกจากจะไม่ช่วยแก้ปัญหานี้แล้ว ยังอาจเพิ่มปัญหาสุขภาพอื่นตามมา เช่น ท้องผูก ได้อีกด้วย

และหากหลังคลอดลูกแล้วอาการปัสสาวะเล็ดจะค่อยๆ หายไปเอง แต่ถ้าคุณแม่ยังอาการนี้ต่อเนื่องควรปรึกษาคุณหมอนะคะ อย่าปล่อยไว้ให้เป็นปัญหาเรื้อรัง จะทำให้ชีวิตประจำวันไม่เป็นปกติสุขนะคะ

ป้องกันลูกน้อยปลอดภัยจากไข้เลือดออก

 

 

ตั้งแต่คุณ ปอ ทฤษฎี ดาราหนุ่ม เป็นไข้เลือดออกชนิดรุนแรง ทำให้คนส่วนมากสนใจ ตื่นตัวเรื่องโรคไข้เลือดออกกันมากขึ้น ทั้งที่ไข้เลือดออกเป็นกันมานานแล้ว ซึ่งจากเวทีการประเมินสถานการณ์การระบาดของโรคติดต่อในภาวะโลกร้อนระดับนานาชาติ ยอมรับว่า โรคไข้เลือดออกมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

นอกจากจะเป็นโรคที่เกิดขึ้นได้กับคนทุกวัยแล้ว ขณะนี้ ลุงลาย ซึ่งเป็นพาหะนำโรค ได้ขยายเวลาออกหากิน จากเดิมที่หากินเฉพาะช่วงกลางวัน เป็นหากินทั้งกลางวันและกลางคืน (ช่วง 5 ทุ่มไปแล้ว) ยิ่งไปกว่านั้นยังพบด้วยว่า ยุงลายตัวผู้ที่แม้จะไม่ได้ดูดเลือดเป็นอาหารแบบตัวเมีย แต่ก็มีเชื้อไวรัสที่ก่อโรคไข้เลือดออกเช่นกัน ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากโดยปกติแล้ว ยุงจะเติบโตได้ดีในที่ที่มีอากาศอบอุ่นถึงค่อนข้างร้อน เมื่อโลกร้อนขึ้นก็เท่ากับเพิ่มพื้นที่ในการขยายพันธุ์มากขึ้น และเมื่อดูสถิติโรคไข้เลือดออกของไทย พบว่ามักจะระบาดในช่วงฤดูฝน แต่ด้วยสภาพอากาศที่แปรปรวน ก็จำเป็นต้องเฝ้าระวังด้วยเช่นกัน

ซึ่งถ้าลูกของเราป่วย มีอาการไข้สูง ซึม คลื่นไส้ อาเจียน กินอาหารและน้ำไม่ได้ ควรรีบพาพบแพทย์ ไม่ควรใช้ยาแอสไพรินลดไข้ เพราะจะทำให้เลือดออกง่าย ถ้าให้พาราเซตามอลก็อย่าให้ถี่จนกินกว่า 6 ชั่วโมง เพราะยาพาราเซตามอลขนาดสูงเป็นพิษต่อตับได้

ที่สำคัญเพื่อเป็นการป้องกันและลดจำนวนยุงซึ่งเป็นพาหะนำโรค ควรหมั่นดูแลไม่ให้ภาชนะมีน้ำขังทั้งในบ้านและรอบบ้าน อาจใส่ทรายอะเบตในอัตราส่วน 1 กรัม ต่อน้ำ 10 ลิตร ลงไปในภาชนะน้ำก็จะสามารถป้องกันการวางไข่ของยุงลาย นอกจากนี้ต้องระวังไม่ให้ถูกยุงกัด โดยอาจใช้สเปรย์ตะไคร้หอม ให้ลูกใส่เสื้อผ้าที่มิดชิดและนอนในห้องที่มีมุ้งลวด

และเพื่อเป็นการปกป้องลูกน้อยจากโรคภัยต่างๆ สิ่งสำคัญคือ การสร้างสุขภาพของลูกน้อยให้แข็งแรง ด้วยการให้ลุกได้ทานอาหารครบ 5 หมู่ และหลากหลาย ออกกำลังกายอยู่เสมอ และหลีกเลี่ยงสถานที่มียุงลายชุกชุมนะคะ

แสนล้านเซลล์สมองของลูกน้อย

 

 

เริ่มจากวินาทีแรกที่คุณแม่รู้ตัวว่ากำลังจะมีชีวิตน้อยๆ เกิดขึ้นในครรภ์ คุณแม่คือคนสำคัญที่สุดที่จะช่วยเสริมสร้างความเป็นอัจฉริยะให้ลูกได้ เพราะช่วง 1,365 วันแรกเป็นช่วงที่สมองมีการเจริญเติบโตสูงสุดถึง 80% ของสมองผู้ใหญ่ และเซลล์สมองจะพัฒนาโดยการเชื่อมโยงกัน เกิดเป็นเครือข่ายใยประสาทนับเป็นล้านๆ เครือข่าย จึงเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดสำหรับการส่งเสริมพัฒนาการ และต่อยอดการเรียนรู้

คุณแม่ควรเริ่มต้นด้วยการดูแลตัวเองโดยเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์เพื่อให้ได้สารอาหารครบถ้วน และส่งเสริมพัฒนาการทางสมองของลูก เช่น

• ดีเอชเอ จากปลาทะเลหรือผลิตภัณฑ์นมเพื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ และให้นมบุตร มี ดีเอชเอ 33 มก./แก้ว เพราะดีเอชเอมีบทบาทสำคัญช่วยเชื่อมต่อเซลล์สมองเพื่อเตรียมความพร้อมให้ลูกน้อยมีพัฒนาการสมบูรณ์รอบด้าน

• โคลีน สารอาหารสำคัญช่วยสร้างอะซิโคลีน ที่เป็นส่วนประกอบของสารสื่อสัญญาณประสาท คุณแม่ตั้งครรภ์ ควรได้รับ 450 มก./วัน และคุณแม่ให้นมบุตร ควรได้รับ 550 มก./วัน

• โฟเลต เป็นสารอาหารหลักในการสร้างเม็ดเลือดแดง ซึ่งคุณแม่ตั้งครรภ์ในเดือนแรกจำเป็นต้องได้รับโฟเลตเพื่อช่วยในการสร้างหลอดประสาท และสมองที่สมบูรณ์ของทารก

• แคลเซียม เป็นสารช่วยเสริมสร้างกระดูก และฟันของลูกน้อยให้แข็งแรง ซึ่งคุณแม่ควร ได้รับอย่างน้อย 1,200 มก./วัน

ปริมาณ ดีเอชเอที่เหมาะสมช่วยพัฒนาสมองและการเรียนรู้เพราะ ดีเอชเอ เป็นสารอาหารสำคัญต่อสมองและจอประสาทตา จึงควรให้ลูกน้อยได้รับดีเอชเอ ตั้งแต่อยู่ในครรภ์จนหลังคลอด และต่อเนื่องไปตลอดช่วง 1,365 วัน เพื่อให้ลูกน้อยพัฒนาสมอง…..พร้อมต่อยอดการเรียนรู้..สู่ความเป็นอัจฉริยะ

เทคนิคนับลูกดิ้น

 

 

คุณแม่ตั้งครรภ์จะรู้สึกถึงการดิ้นครั้งแรกของลูกน้อยในครรภ์ เมื่ออายุครรภ์ประมาณ 18-20 สัปดาห์ ในขณะที่คุณแม่ท้องหลังจะรู้สึกถึงการดิ้นของลูกน้อยเร็วกว่า คือในช่วง 16-18 สัปดาห์ เมื่ออายุครรภ์ 24 สัปดาห์ คุณแม่ส่วนใหญ่จะรับรู้การดิ้นของลูกน้อยอย่างสม่ำเสมอ

แล้วเราจะนับลูกดิ้นอย่างไรว่าเป็นปกติ คุณแม่ควรปัสสาวะก่อนนับลูกดิ้น อาจจะอยู่ท่านั่ง นอนเอนหลังอย่างผ่อนคลาย ใช้มือทั้งสองข้างสัมผัสที่หน้าท้องเพื่อรับรู้ความรู้สึก และทำการบันทึกจำนวนครั้งของการดิ้นได้เลยค่ะ

เทคนิคที่ 1 Count to 10 เริ่มนับตั้งแต่เช้า โดย บันทึกระยะเวลาเริ่มต้นจนดิ้นครบ 10 ครั้ง หากลูกดิ้นน้อยกว่า 10 ครั้ง ใน 12 ชั่วโมง หรือดิ้นครบ 10 ครั้ง ใช้เวลามากกว่า 12 ชั่วโมง ขอให้มาพบแพทย์เพื่อตรวจประเมินสุขภาพลูกรักในครรภ์เพิ่มเติม

เทคนิคที่2 Sadovsky Technique นับลูกดิ้น หลังรับประทานอาหาร 1 ชั่วโมง หากลูกดิ้นน้อยกว่า 3 ครั้ง ใน 1 ชั่วโมง ให้นับต่ออีก 1 ชั่วโมง หากยังน้อยกว่า 3 ครั้ง ให้พบแพทย์

การที่ลูกรักดิ้นน้อยลงอาจเป็นสัญญาณเตือนถึงภาวะขาดออกซิเจน ซึ่งส่งผลทำให้ร่างกายเคลื่อนไหวได้น้อยลง และเป็นการคัดกรองเพียงวิธีเดียวที่คุณแม่สามารถช่วยหมอในการประเมินสุขภาพของลูกได้ ดังนั้นเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณแม่เพียงรู้สึกว่าลูกดิ้นน้อยลง ควรมาพบแพทย์ทันที อย่านิ่งนอนใจ สัญชาติญาณของความเป็นแม่มักจะบอกได้ โดยบางครั้งไม่ต้องนับลูกดิ้นตามตำราเลยค่ะ

ฟักเขียว….ลดไข้ตัวร้อนเมื่อลูกน้อยไม่สบาย

 

 

ฟักเขียว เป็นผักที่เรารู้จักกันดี กับเมนูหลากหลายที่นำมาทำกินกัน เช่น แกงเลียงฟักกุ้งสด ผัดฟักกับไข่ ไก่ต้มฟัก ทำไส้ขนมเปี๊ยะ ฟักเชื่อมแต่งหน้าขนมเบเกอรี่ อีกทั้งยังมีคำที่เอามาพูดเล่นๆ สนุกๆ กันว่า…..เช้าฟาดผัดฟัก เย็นฟาดฟักผัด… แข่งกันพูดจับผิดกัน

ประโยชน์อีกอย่างของฟักก็คือ เป็นสมุนไพรลดไข้ตัวร้อนได้ด้วย เพียงแค่นำฟักที่ปอกเปลือกแล้ว มาต้มให้ลูกน้อย โดยสามารถกินได้ทั้งเนื้อและน้ำ ถ้าเป็นเด็กเล็กๆ ที่กินนมผสมอยู่ ให้ใช้ฟักเขียวส่วนที่ติดขั้ว ยาวประมาณ 3 นิ้ว ปอกเปลือกแล้วต้มจนฟักสุก แล้วเอาน้ำต้มฟักมาชงนมผสมให้กิน หรือใช้ไส้ฟักที่แกะเอาเมล็ดออกแล้ว นำมาพอกหน้าผากหรือบริเวณที่ร้อนจัด จะช่วยลดอาการตัวร้อนลงได้

ตามตำราแพทย์แผนไทย ฟักมีรสเย็น โบราณเชื่อว่าจะดูดซับความร้อนได้และช่วยขับถ่ายความร้อนออกมา ซึ่งเป็นการช่วยลดไข้ตัวร้อน และไล่เชื้อหวัดออกมาได้

จะเห็นได้ว่าพืชผักต่างๆ มีคุณประโยชน์มากมาย จนบางครั้งเราไม่จำเป็นต้องพึ่งยารักษาโรค ซึ่งอาจมีผลข้างเคียง เกิดอาการแพ้ เพียงอย่างเดียว เราก็สามารรักษาโรคเบื้องต้นได้อย่างง่ายๆ

สิ่งที่สาวออฟฟิศควรหลีกเลี่ยง

 

 

ท่ามกลางความสะดวกสบายของที่ทำงาน คุณสาวๆ รู้หรือไม่ว่าสิ่งอำนวยความสะดวกพวกนั้นไม่ว่าจะเป็นเครื่องปรับอากาศ แสงไฟจากหลอดนีออน ฯลฯ มีผลกระทบกับผิวพรรณของเราโดยตรงเลยล่ะค่ะ ถ้าไม่ได้รับการดูแลบำรุงผิวพรรณอยู่เป็นประจำผิวคงแห้งกร้านน่าดูนะคะ ดังนั้นเพื่อให้เป็นการรู้เท่าทันเครื่องอำนวยความสะดวกสบายพวกนี้ สาวๆ จึงควรที่จะป้องกันและดูแลตัวเองให้มากขึ้นด้วยวิธีดังต่อไปนี้ค่ะ

รังสีจากคอมพิวเตอร์ คลื่นแม่เหล็กทางด้านข้างและด้านหลังคอมพิวเตอร์จะมีคลื่นออกมามากกว่าด้านหน้าจอ เพื่อเป็นการป้องกันควรนั่งห่างจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ประมาณ 14-24 นิ้ว และห่างด้านข้างและด้านหลังจอมากกว่า 24 นิ้ว เพื่อความปลอดภัยค่ะ

รังสีจากเครื่องถ่ายเอกสาร บอกเลยว่ารังสีที่ว่านี้จะทำร้ายคุณด้วยการปล่อยแสงยูวีทำให้เสี่ยงต่อการเป็นกระ เป็นฝ้า และถ้าแสงเกิดเข้าตาอาจทำให้คุณปวดตาและปวดศีรษะได้เช่นกัน ซึ่งคุณสามารถป้องกันได้ด้วยการครอบฝาครอบเครื่องถ่ายเอกสารให้สนิททุกครั้งที่ใช้ไอจากน้ำหมึกก็อาจทำให้เกิดอาการเวียนหัวได้เช่นกันนะคะ ดังนั้นควรตั้งเครื่องถ่ายไว้ในที่ๆ มีอากาศถ่ายเทที่เหมาะสมด้วยค่ะ

แสงจากหลอดไปเมทัลเฮไลด์ หลอดไฟส่องสินค้า ไฟบนเวที รวมไปถึงพวกเครื่องฉายแผ่นใส เครื่องฉายแอลซีดี การปล่อยรังสีของหลอดไฟประเภทนี้จะอยู่ในระดับปลอดภัย แต่สำหรับหลอดแบบเมทัลเฮไลด์ จะปล่อยรังสีค่อนข้างเข้มข้น วิธีแก้ง่ายๆ คือ สาวๆ ควรหลีกเลี่ยงการทำงานใกล้กับแสงสว่างเป็นเวลานานๆ จะดีต่อผิวพรรณสวยๆ ของเราที่สุดค่ะ

หลอดไฟ ควรใช้หลอดไฟฟลูออเรสเซนต์เพราะถือว่าปลอดภัยเพราะปล่อยรังสียูวีมาในระดับที่ปลอดภัย ไม่ทำให้เกิดฝ้าหรือกระ แต่ไม่ควรอยู่ใกล้มากกว่า 100ซม. เพื่อให้เกิดการใช้งานได้อย่างถูกต้องในการอ่านหนังสือควรติดตั้งไฟให้มีแสงสว่างอยู่ที่ 100-200 ลักซ์ ในสำนักงานควรมีความสว่างอยู่ที่ 500-1000 ลักซ์

เครื่องปรับอากาศ ปัญหาที่พบจากเครื่องปรับอากาศ คือ ทำให้ผิวแห้งเนื่องจากขาดความชุ่มชื้นและการบำรุง ยิ่งถ้าผิวไม่ได้รับการบำรุงเลยจะทำให้เกิดรอยย่น เนื่องจากขาดน้ำ ทำให้มีริ้วรอยอันเป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ของสาวๆ แน่ๆ ดังนั้นเพื่อเป็นทางแก้ควรทามอยส์เจอร์ไรเซอร์หรือดื่มน้ำบ่อยๆ นั่นเองค่ะ

อะไรที่หลีกเลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยงนะคะ อีกทั้งสาวๆ ออฟฟิศทั้งหลายควรบำรุงผิวพรรณอย่างสม่ำเสมอด้วยจะเป็นการดีค่ะ

อันตรายจากอุปกรณ์ในออฟฟิศ

 

 

จะทำอย่างไรดีคะถ้าอุปกรณ์ไฮเทคต่างๆ ในออฟฟิศที่ล้วนแล้วแต่มีประโยชน์ในการทำงานของคุณ แต่กลับมีโทษต่อสุขภาพเพราะรังสีที่ส่งออกมาจากอุปกรณ์เหล่านั้นนอกจากจะทำร้ายผิวสวยๆ แล้ว ถ้าสะสมไว้นานๆ ยังอาจก่อมะเร็งได้ด้วย

ความร้อนจากหลอดไฟ คนที่นั่งทำงานใกล้หลอดไฟจะรู้สึกว่า บริเวณโต๊ะตัวเองร้อนกว่าที่อื่น ถึงจะไม่ร้อนเท่าแสงอาทิตย์แต่แสงจากหลอดไฟก็ทำให้ผิวคุณเกิดกระ ฝ้า จุดดำ และรอยตีนกาได้เหมือนกัน ถ้าเป็นไปได้คุณจึงควรจะขยับโต๊ะทำงานให้อยู่ห่างจากหลอดไฟอย่างน้อย 5 เมตร แต่ถ้าเปลี่ยนไม่ได้จริงๆ เพราะในห้องอัดกันแน่นจนย้ายที่ไม่ได้ก็ต้องทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงๆ ทุกวันและดื่มน้ำบ่อยๆ เพื่อระบายความร้อนให้ผิว

รังสีจากคอมพิวเตอร์ รอยเหี่ยวย่น รูขุมขนกว้าง ฝ้า กระ ทั้งหมดนี้เป็นผลงานของรังสีที่มาจากเครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งสิ้น สาวๆ ที่ต้องทำงานหน้าคอมจึงมักจะแก่เร็วโดยไม่รู้ตัว ถึงจะเลี่ยงรังสีได้ไม่หมด แต่สาวๆ ก็พอจะลดปริมาณรังสีที่มากระทบตัวให้น้อยลงได้ ด้วยการเปิดแอร์หรือพัดลมตัวเล็กๆ เป่าคอมพิวเตอร์ ให้ความร้อนระบายไปทางอื่น และอย่านั่งในตำแหน่งที่คอมพิวเตอร์ของโต๊ะข้างๆ จะหันข้างหาคุณ เพราะรังสีพวกนี้จะแผ่มาจากด้านข้างกับด้านหลังคอมพิวเตอร์ ถ้าไปนั่งจุดนั้น ถึงจะหลบรังสีจากเครื่องคอมของตัวเองได้ แต่คุณก็จะไปรับรังสีจากคอมของเพื่อนอยู่ดี

รังสีเครื่องถ่ายเอกสาร ทุกครั้งที่ใช้งานเครื่องถ่ายเอกสาร ผิวคุณจะต้องสู้กับความร้อนสูงจากเครื่อง และไอหมึกซึ่งเป็นมลพิษ ถ้าเป็นไปได้คุณจึงควรจะซีร็อกซ์บ่อยๆ แต่น้อยแผ่นเพื่อไม่ให้ผิวต้องรับรังสีต่อเนื่องเป็นเวลานาน แต่ถ้าจำเป็นต้องซีร็อกซ์ตั้งใหญ่ อย่าลืมทาครีมกันแดดก่อนสักครึ่งชั่วโมง ทั้งที่หน้า คอ แขน ขา (ถ้าใส่กางเกงขาสั้น) และถ้าบริษัทใจดี ติดตั้งพัดลมเอาไว้บริเวณเครื่องถ่ายเอกสาร ก็อย่าลืมเปิดพัดลมเพื่อระบายไอร้อนออกไปด้วย

เครื่องปรับอากาศ การนั่งอยู่ในห้องที่เปิดแอร์เย็นจัดทั้งวันจะทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้นจนแห้ง เป็นที่มาของริ้วรอยก่อนวัยอีกเช่นกัน สาวออฟฟิศทั้งหลายจึงควรจะหมั่นจิบน้ำ และขยันหยิบครีมขึ้นมาทามือบ่อยๆ ด้วย อย่าปล่อยให้หน้าสวยแต่มือเหี่ยวเสียลุคส์หมดค่ะ

เหตุผลที่ต้องห่างไกลฟาสต์ฟู้ด

 

 

ทำไมเราต้องหนีห่างจากฟาสต์ฟู้ด วันนี้เรามีคำตอบค่ะว่าทำไมเราต้องห่างไกลจากของอร่อยๆ พวกนี้ด้วย แต่ถ้าคุณรู้ว่าของอร่อยเหล่านี้ทำอะไรให้กับสุขภาพของเราได้บ้าง คุณจะเข้าใจค่ะ

1. แฮมเบอร์เกอร์ เนื้อที่ใช้ทำแฮมเบอร์เกอร์มักเป็นเศษเนื้อที่ไม่มีประโยชน์ และระหว่างขนส่งมานั้นต้องใช้เวลาหลายวันจึงต้องใช้สารเคมีสีแดงกลบเกลื่อน เพื่อไม่ให้เห็นว่าเนื้อซีดเซียวใกล้จะเน่าเสียแล้ว คนกินจึงได้ทั้งแบคทีเรียที่ติดมากับเนื้อ สารเคมี แถมไตของเรายังต้องแบกรับเกลือกับผงชูรสที่ทางร้านประโคมใส่เพื่อเพิ่มความอร่อยอีกต่างหาก เห็นไหมอร่อยมื้อเดียวสุขภาพเพลียไปหลายวัน

2. เฟรนช์ฟราย ในการทอดเฟรนช์ฟรายต้องใช้น้ำมันเยอะมาก และทางร้านจะไม่ค่อยเปลี่ยนน้ำมันใหม่ ทำให้มีสารพิษตกค้างอยู่ในน้ำมันเพียบ ตบท้ายด้วยการโรยเกลือ พอเอาเข้าปากเราจึงได้รับทั้งไขมัน เกลือ และสารต้นกำเนิดมะเร็งมาสะสมไว้รอวันกลายเป็นเนื้อร้ายในภายหลัง

3. คุกกี้ เห็นชิ้นเล็กๆ อย่างนี้แต่คุกกี้ 1 ชิ้น มีน้ำตาลสูงถึง 23 กรัม ไม่ใช่แค่จะทำให้น้ำหนักขึ้น แต่น้ำตาลจำนวนมากเป็นศัตรูของผิวคุณ ทำให้ผิวขาดความยืดหยุ่น เหี่ยวย่นง่าย ใครที่มีบาดแผลอยู่แผลก็จะหายช้า และถึงหายแล้วก็จะทิ้งรอยแผลเป็นเอาไว้ ว้า! หมดสวยกันก็คราวนี้เองค่า

4. พิซซ่า เป็นดาวร้ายที่สุดในบรรดา Fast Food ทั้งหมด พิซซ่าหนึ่งถาดประกอบด้วยอาหารอันตราย 4 ชนิด ได้แก่ แป้งขัดสีที่ผ่านการฟอกขาว ซอสมะเขือเทศที่ผ่านการปรุงน้ำตาลเกลือจำนวนมาก แป้งสาลีชนิดที่มีการตัดแต่งทางพันธุกรรม ชีสที่มีไขมันสูง และน้ำมันฝ้ายที่สกัดมาจากเมล็ดฝ้ายที่ถูกพ่นยาฆ่าแมลง นอกจากนี้หลังจากอบด้วยความร้อนแล้วผิวหน้าของพิซซ่าจะมีรอยไหม้เกรียมที่เป็นสารก่อมะเร็งเกิดขึ้น แถมบางร้านยังอาจใส่สารกันบูด ลงไปเพื่อให้ขายได้หลายวัน สรุปว่ากินพิซซ่าหนึ่งชิ้นเท่ากับกินยาพิษดีๆ นี่เอง

สารพัดพฤติกรรมทำแล้วไม่ดีต่อสุขภาพ

 

 

พฤติกรรมหรือความเคยชินบางอย่างอาจจะทำร้ายสุขภาพของเราได้โดยที่เราไม่รู้ตัวนะคะ วันนี้เรามาดูกันซิว่าพฤติกรรมอะไรบ้างนะที่เราควรจะเลิกทำเพื่อสุขภาพที่ดีกันคะ

นั่งเก้าอี้ไม่เต็มก้น ผู้หญิงตัวเล็กมักชอบนั่งแบบนี้ หารู้ไม่ว่าเป็นการทำให้กล้ามเนื้อหลังงานเข้า เพราะกล้ามเนื้อจะต้องเกร็งตลอดเวลาที่คุณนั่ง ทำให้ปวดหลังและนานๆ ไปหมอนรองกระดูกอาจจะอักเสบได้

ยืนตัวงอ ไม่ว่าจะยืนหลังแอ่นหรือยืนหลังค่อม ก็ไม่ดีกับแนวกระดูกสันหลังทั้งนั้น เพราะวิธีนี้จะทำให้ช่วงต่อของกระดูกต้องรับน้ำหนักมากกว่าธรรมดา ท่ายืนที่กระดูกสันหลังกดไลท์ คือการยืนตัวตรง แขม่วท้องนิดๆ กระดูกสันหลังจะได้ไม่โค้งงอ ไม่ว่าจะนั่งหรือยืนพยายามทำท่านี้ไว้ โรคปวดหลังจะได้ไม่ตามมาเกรียน

รองเท้าแตะไม่มีส้น ทำลายความเชื่อกันสุดๆ เมื่อผลการวิจัยประกาศว่ารองเท้าแตะแบนราบติดดิน ที่เราเคยเชื่อว่าน่าจะเป็นมิตรต่อสุขภาพเท้า กลับจะทำให้กระดูกเท้าต้องรับน้ำหนักเยอะเกินคาด ส่วนรองเท้าที่สุขภาพมีเฮกลับกลายเป็นส้นสูงความสูงไม่เกินนิ้วครึ่งซะงั้น เพราะฝ่าเท้าของคนเรามีส่วนที่โค้งนูน ส้นสูงนิดๆ แบบนี้เลยตอบโจทย์ได้โดนใจที่สุด

สะพายของหนัก แม้คุณจะเชื่อมั่นในความอึดของตัวเองว่าสามารถรับงานแบกหามได้ไม่เกี่ยงน้ำหนัก แต่กระดูกบริเวณบ่าคงไม่สนุกไปด้วย เวิร์คกิ้งเกิร์ลที่ชอบสะพายกระเป๋าใบโตๆ ใส่สัมภาระเต็มสตรีม จึงต้องหมั่นสลับข้างระหว่างบ่าสองข้าง เพื่อไม่ให้ร่างกายต้องรับน้ำหนักอยู่ซีกเดียว หรือถ้าจะให้ดีไปกว่านั้นก็ควรเปลี่ยนจากสะพายเป็นใช้มือหิ้วไปเลย เพื่อป้องกันไม่ให้กระดูกบ่าคดงอในอนาคต

นอนขดตัว หรือนอนตะแคง เป็นท่านอนที่นอกจากจะเวลคัมให้ริ้วรอยมาหาก่อนวัยสามสิบแล้ว ยังบังคับให้กระดูกสันหลังต้องงอตัวอยู่หลายชั่วโมง ทำให้แนวกระดูกแอ่นมากกว่าปกติจนเลือดไหลเวียนไม่สะดวก ส่วนระบบหายใจก็ทำงานได้ไม่เต็มที่ตื่นขึ้นมาแทนที่จะเฟรชพร้อมรับวันใหม่อย่างสดใส คุณจึงรู้สึกอ่อนเพลียเหมือนนอนไม่พอซ้ำยังอาจปวดเมื่อยตั้งแต่หลัง คอ สะบักอีกด้วย ถ้าหากคุณติดท่านอนตะแคงมากจนเปลี่ยนท่าแล้วนอนไม่หลับ ขอแนะนำให้ก่ายขาข้างหนึ่งไว้บนหมอนข้างเพื่อให้หมอนเป็นตัวช่วยรับน้ำหนัก ร่างกายซีกที่ถูกกดทับจะได้ไม่ต้องรับน้ำหนักติดต่อกันหลายชั่วโมง

กอดอกเป็นเวลานาน การกอดอกจะทำให้ช่วงอกต้องห่อตัวเข้า ส่วนหลัง สะบัก หัวไหล่จะค่อมงุ้มยื่นออกไปข้างหน้า ทำให้เส้นประสาทที่บังคับต้นแขนหดเกร็ง คนที่กอดอกบ่อยๆ หรือชอบทำค้างไว้นานๆ ถึงมักจะมีอาการมือไม้อ่อนแรง ชาตามปลายมือ ดีไม่ดีอาจถึงขั้นปวดศีรษะ อาการไมเกรนกำเริบ เนื่องจากแขนที่กอดอกไว้ทำให้เลือดไหลเวียนมาเลี้ยงสมองได้น้อยลงนั่นเอง

4 เรื่องที่เส้นผมอยากบอก

 


เส้นผมนอกจากจะทำให้เจ้าของดูสวยแล้ว เส้นผมของคุณยังสามารถบอกอาการป่วยของคุณได้เหมือนกันนะคะ มาดูกันดีกว่าค่ะว่าเส้นผมของคุณจะบอกโรคอะไรบ้าง

1. ผมเสียเพลียตับ ถ้าผมคุณแห้งกรอบ แตกปลาย ทั้งๆ ที่ไม่ได้ดัดหรือทำสี คำตอบอาจอยู่ที่อาการขาดสารอาหาร โดยเฉพาะโปรตีนซึ่งเป็นอาหารสำคัญของเส้นผม ส่วนคนที่ขาดไขมันชนิดดีอย่างเช่น โอเมก้า 3 ผมจะแห้ง ชี้ฟู ไม่เป็นเงางาม ที่สำคัญถ้าวันๆ ไม่ค่อยดื่มน้ำ ถึงจะกินอาหารครบห้าหมู่ ผมก็ขาดความชุ่มชื้นจนแห้งกรอบอยู่ดี

2. ผมร่วง เหมือนโดนแช่ง ธรรมชาติของเส้นผมจะร่วงวันละประมาณ 100 เส้น แต่ถ้าร่วงชนิดกอบได้เป็นกำมือ หรือเห็นหนังศีรษะ ไม่เกี่ยวกับถูกใครแช่ง แต่คุณต้องกินอาหารที่มีโปรตีนและธาตุเหล็กมากๆ เช่น นมถั่วเหลือง เต้าหู้ ไข่ คะน้า และควรตรวจร่างกายประจำปีบ้าง ว่าเป็นโรคเกี่ยวกับต่อมไทรอยด์หรือเปล่า คนที่ต่อมไทรอยด์ผิดปกติน่ะ หัวจะล้านไปบ้างก็ไม่แปลกหรอก

3. เศร้าหนักผมหงอกได้ไง นางเอกละครบางเรื่องอาจผมขาวหมดหัวภายในข้ามคืน แต่ในชีวิตจริงเรื่องหลอนๆ อย่างนี้แทบไม่มีโอกาสได้เกิด เพราะผมหงอกเกิดจากการที่เม็ดสีผมลดจำนวนลง และกระบวนการนี้จะดำเนินไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ขนาดว่าคุณเจอเรื่องช็อกสุดๆ ผมก็ยังต้องใช้เวลาเป็นเดือน ถึงจะหงอกหมดทั้งศีรษะ

4. อุ๊ย!หิมะตกเมืองไทย รังแคคือเศษหนังศีรษะแห้ง ที่ตกสะเก็ดออกมาเป็นแผ่นขาวๆ วิธีรักษาก็แค่เพิ่มความชุ่มชื้นให้หนังศีรษะ เรื่องก็จบแต่ถ้าคุณเปลี่ยนมาใช้แชมพูป้องกันรังแคแล้ว อาการยังไม่ดีขึ้น ให้สงสัยไว้เลยว่าคุณอาจติดเชื้อแบคทีเรียบนหนังศีรษะหรือไม่ก็เป็นโรคสะเก็ดเงิน ในกรณีนี้แพทย์ผิวหนังเท่านั้นที่ช่วยได้ดีที่สุด