เทคนิคเส้นผมสวยเปล่งประกาย

 

 

เส้นผม เป็นส่วนที่สาวๆ อย่างเราต้องพิถีพิถันในการดูแลบำรุงรักษาด้วยเช่นกัน ใช่ว่าจะดูแลแต่ผิวหน้าและผิวกาย เพราะสารตกค้างจากการตกแต่งทรงผม หรือฝุ่นควันต่างๆ สามารถทำร้ายเส้นผมและสะสมอยู่ที่หนังศีรษะ ทำให้ความสวยสดใสของเราลดลงไปได้ เพราะฉะนั้นลองมาดูวิธีการหรือเคล็ดลับในการดูแลเส้นผมกัน

ลองทำความสะอาดเส้นผมและหนังศีรษะด้วยเมล็ดดอกทานตะวันบด ซึ่งจะช่วยกระตุ้นหนังศีรษะและเส้นผมให้ดูมีชีวิตชีวาขึ้น วิธีการก็คือ ผสมเมล็ดดอกทานตะวันบดหึ่งกำมือกับน้ำเล็กน้อย แล้วนำมานวดหนังศีรษะและเส้นผม จากนั้น ล้างออกให้สะอาด

หากผมของคุณแห้งและแข็งกระด้าง ดอกเก๊กฮวยสามารถช่วยให้ผมคุณอ่อนนุ่มและเปล่งประกายเงางามขึ้น ลองใช้ดอกเก๊กฮวยแห้ง 250 มิลลิกรัม นำไปต้มแล้วปล่อยให้เย็นลง จากนั้น ตอกไข่แดงลงไป 1 ฟอง คนให้เข้ากัน แล้วนำไปหมักผมที่สระแล้ว ทิ้งไว้ 5 นาที แล้วล้างออก

ผ่อนคลายหนังศีรษะ คนส่วนมากมักสระผมด้วยความรวดเร็ว แต่ในความเป็นจริงแล้วเราสามารถสระผมเพื่อความผ่อนคลายได้โดยการเลือกแชมพูสระผมที่มีกลิ่นหอมสดชื่น ขณะสระผมก็ให้ใช้นิ้วมือนวดหนังศีรษะเบาๆ ให้ทั่ว เพื่อกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนไปทั่วหนังศีรษะ และช่วยผ่อนคลายให้ทั่วร่างกาย เส้นผมก็ได้รับการทำความสะอาดอย่างทั่วถึงและไม่พันกันง่าย จากนั้น ล้างออกให้สะอาด แล้วตามด้วยครีมนวดผม เสร็จแล้วล้างออกด้วยน้ำเย็นเพื่อปิดเกร็ดผม เส้นผมก็จะเปล่งประกายเงางาม แล้วใช้น้ำผสมน้ำมะนาวเล็กน้อยล้างผมเป็นครั้งสุดท้าย ก็จะยิ่งทำให้เส้นผมเปล่งประกายเงางามยิ่งขึ้น

เทคนิคแต่งตาสวยแบบมืออาชีพ

 

 

อวัยวะต่างๆ บนร่างกาย บนใบหน้าของเรานั้นทุกอย่างล้วนสำคัญทั้งสิ้น บางคนอาจจะไม่ได้เกิดมาแบบสมบูรณ์เพอร์เฟค โดยเฉพาะดวงตา ที่ได้ชื่อว่าเป็นหน้าต่างของหัวใจ บางคนก็เกิดมาตาเล็ก บางคนตาโต ไม่ได้สมส่วนหรือไม่ใช่ดวงตาที่สวยได้รูป เพื่อทำให้เกิดความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น ก็ต้องหาเทคนิควิธีการมาช่วยให้ดวงตาดูสวยขึ้น

* สำหรับดวงตาเล็กแล้วอยากทำให้ดูโตขึ้น ก็ใช้อายแชโดว์สีอ่อนทาจากบริเวณแนวขนตาขึ้นไปจนถึงคิ้ว จากนั้นใช้สีกลางทาบนเปลือกตา โดยทาตามแนวยาวไปทางหางตา ใช้พู่กันหรือก้านสำลีเกลี่ยอย่าให้เห็นขอบ แล้วปัดมาสคาร่าโทนสีน้ำตาล

* ถ้าคุณอยากแต่งตาตี่ๆ ให้ดูกลมโต ก็ใช้อายแชโดว์สีอ่อนปัดไปทางหางตาแล้วใช้สีอ่อนสุดในบริเวณเปลือกตาจนถึงโหนกคิ้ว จากนั้นทาอายแชโดว์สีเข้มปานกลางบริเวณหางตา จบด้วยการปัดมาสคาร่า โดยปัดไล่ไปทางหางตาหลายๆ รอบ

* สำหรับคนที่ตาโปน อยากแต่งให้ดูเรียบลง ก็ทาอายแชโดว์ไล่จากสีอ่อนไปจนถึงสีเข้มปานกลาง ตั้งแต่แนวขนตาจนถึงคิ้ว เติมสีบริเวณรอบพับบนเปลือกตาให้เข้มขึ้น และอาจเขียนขอบตาบนให้ดูเข้มขึ้นด้วยอายไลเนอร์ก่อนจะปัดมาสคาร่าเป็นขั้นตอนสุดท้าย

เทคนิคง่ายๆ ใช้แก้ปัญหาหน้าต่างของหัวใจ ให้ดูสดใสเข้ากับใบหน้าและเทรนส์แฟชั่นตามยุคสมัยเพิ่มความมั่นใจในตัวเองได้มากขึ้น เท่านี้คุณก็สวยโฉบเฉี่ยวได้แล้วค่ะ

สมุนไพร กะเม็งตัวเมีย

 

 

สมุนไพร กะเม็ง ชื่อสามัญ False Daisy, White Head, Yerbadetajo Herb

สมุนไพร กะเม็ง ชื่อวิทยาศาสตร์ Eclipta prostrata (L.) L. จัดอยู่ในวงศ์ ASTERACEAE หรือ COMPOSITAE ชื่อเครื่องยา Herba Ecliptae

สมุนไพรกะเม็ง มีชื่อท้องถิ่นอื่นๆ ว่า กะเม็งตัวเมีย กาเม็ง คัดเม็ง (ภาคกลาง), หญ้าสับ ฮ่อมเกี่ยว ห้อมเกี้ยว (ภาคเหนือ), บังกีเช้า (จีน), ฮั่นเหลียนเฉ่า (จีนกลาง), บักอั่งเน้ย, อั่วโหน่ยเช่า, เฮ็กบักเช่า (จีน-แต่จิ๋ว) เป็นต้น

ลักษณะของกะเม็ง
ต้นกะเม็ง จัดเป็นไม้ล้มลุกขนาดเล็ก ที่ทอดไปตามพื้นตั้ง มีความสูงประมาณ 10-60 เซนติเมตร ลำต้นมีสีเขียวหรือสีน้ำตาลแดงและมีขนละเอียด บางต้นค่อนข้างเกลี้ยง และจะแตกกิ่งก้านที่โคนต้น

ใบกะเม็ง ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้ามกัน ลักษณะของใบเป็นรูปหอกเรียวยาว ปลายใบเรียวแหลม ฐานใบเป็นรอยเว้าเข้าเล็กน้อยทั้งสองด้าน ขอบใบเรียบหรือเป็นจักห่างๆ ประมาณ 2-3 จักช่วงปลายใบ ขอบใบทั้งสองด้านมีขนสั้นๆ สีขาว ใบกว้างประมาณ 0.8-2 เซนติเมตร และยาวประมาณ 4-10 เซนติเมตร ก้านใบไม่มี (ถ้าเกิดในที่แห้งแล้งใบจะมีขนาดเล็ก แต่ถ้าเกิดในที่ชุ่มชื้นมีน้ำมากใบจะใหญ่)

ดอกกะเม็ง ออกดอกเป็นช่อกระจุกแน่น ออกดอกเป็นช่อเดี่ยวที่บริเวณยอด หรือ 1-3 ช่อ บริเวณง่ามใบ ดอกวงนอกรูปลิ้น เป็นดอกเพศเมีย มีดอกประมาณ 3-5 ดอก กลีบดอกมีสีขาว ส่วนดอกวงในกลีบดอกติดกันเป็นหลอด ที่ปลายแยกเป็นกลีบ 4 กลีบ มีสีขาว และเป็นดอกแบบสมบูรณ์เพศ ส่วนก้านดอกเรียวยาว มีความประมาณ 2-4.5 เซนติเมตร

ผลกะเม็ง ผลมีลักษณะเป็นรูปลูกข่าง ผลมีสีเหลืองปนดำ เมื่อนำมาขยี้ดูจะมีน้ำสีดำออกมา ส่วนผลแก่แห้งมีสีดำไม่แตก ปลายผลมีรยางค์เป็นเกล็ดยาวประมาณ 2.5 มิลลิเมตร ขนาดของผลยาวประมาณ 3-3.5 มิลลิเมตร และกว้างประมาณ 1.5 มิลลิเมตร

สรรพคุณของกะเม็ง

1. ต้นกะเม็ง สรรพคุณใช้เป็นยาบำรุงเลือด (ต้น,ราก)
2. รากใช้ต้มเอาแต่น้ำกิน ช่วยแก้โรคโลหิตจาง (ราก)
3. ใช้เป็นยาบำรุงร่างกายให้แข็งแรง แก้อาการปวดเมื่อย โดยใช้ต้นผสมกับพริกไทยและน้ำผึ้งแล้วปั้นเป็นลูกเล็กๆ (ต้น)
4. ช่วยแก้โรคกระษัย ด้วยการใช้ทั้งต้นนำมาคั้นเอาแต่น้ำ กรองด้วยผ้าขาวบาง ผสมกับน้ำร้อนครึ่งแก้ว และผสมกับน้ำผึ้งแท้ 1 ใน 3 ส่วน ของน้ำร้อน แล้วนำมารับประทานจะช่วยแก้กษัยได้ และสูตรนี้ยังช่วยขับปัสสาวะ และเป็นยาอายุวัฒนะอีกด้วย (ทั้งต้น)
5. ทั้งต้นมีสรรพคุณช่วยแก้มะเร็ง (อาการเป็นแผลเรื้อรัง เน่าลุกลาม และรักษายาก) (ต้น,ทั้งต้น)
6. มีการใช้กะเม็งในการรักษาโรคเบาหวาน ด้วยการนำต้นกะเม็งมาตากแดดให้แห้ง แล้วนำไปคั่วให้พอหอม นำมาชงกับน้ำร้อนใช้ดื่มเป็นชา (ต้น)
7. น้ำคั้นจากต้นช่วยรักษาอาการดีซ่าน (ทั้งต้น)
8. ช่วยแก้อาการปวดศีรษะข้างเดียว (ลมตะกัง) ด้วยการใช้น้ำคั้นจากต้นนำมาหยอดที่จมูกเวลามีอาการปวด (ต้น)
9. ใช้แก้อาการมึนศีรษะ ตาลาย (ต้น)
10. ช่วยรักษาโรคเกี่ยวกับตา (ราก) ช่วยแก้อาการเจ็บตา แก้ตาแดง ด้วยการใช้ทั้งต้นประมาณ 1 กำมา นำมาต้มใส่น้ำตาลพอหวานเล็กน้อย ต้มให้เดือดประมาณ 15 นาที แล้วนำมาดื่มครั้งละ 1 แก้ว วันละ 3-4 ครั้ง (ต้น,ทั้งต้น)
11. ช่วยแก้อาการหูอื้อ (ต้น)

ชาเขียวช่วยล้างพิษ

 

 

ชาเขียวถือได้ว่าเป็นชาที่ได้รับการยกย่องให้เป็นเครื่องดื่มที่มีสรรพคุณเป็นยาบำบัดมายาวนาน โดยเฉพาะคุณสมบัติในการช่วยขับพิษ และล้างพิษออกจากร่างกาย วันนี้เรามาดูรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้กันค่ะ

การวิจัยพบว่า Polyphenols ในชาเขียวสามารถออกฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระช่วยกระตุ้นการทำงานของเอ็นไซม์ที่ทำหน้าที่ขจัดสารพิษในตับ ยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง และพัฒนาการของแบคทีเรียที่มีประโยชน์ในลำไส้

เราอาจจะสรุปกลไกการทำงานของชาเขียวในการล้างพิษได้ดังนี้

1. ฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระของชาเขียวช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดแข็งตัว โรคหัวใจ ชะลอความชรา ลดขบวนการทำลายสารพันธุกรรมและยับยั้งการก่อมะเร็ง

2. ความจำเพาะเจาะจงในการกระตุ้นเอ็นไซม์ที่ทำหน้าที่ขจัดสารพิษในตับของชาเขียวช่วยเพิ่มขบวนการขจัดสารพิษที่ได้รับจากอาหาร ยา แลสารพิษอื่นๆ ได้ดีขึ้น และทำให้สุขภาพของตับดีขึ้นด้วย

3. ความสามารถในการยับยั้งการแบ่งตัวของเซลมะเร็งของชาเขียว ช่วยลดการเจริญเติบโตของเซลที่ผิดปกติ เนื้องอก และเซลมะเร็งได้

4. ชาเขียวช่วยให้แบคทีเรียที่มีประโยชน์ในลำไส้มีการพัฒนาการทำงานได้ดีขึ้น จึงลดการแทนที่จากแบคทีเรียที่ไม่ดีได้ ส่งผลให้การเผาผลาญอาหารได้ดีขึ้น

5. ช่วยลดคลอเรสเตอรอล LDL และเพิ่ม HDL ซึ่งเป็นไขมันที่ดี ชาเขียวจึงช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคไขมันอุดตันหลอดเลือดได้ ซึ่งเป็นผลดีต่อหัวใจและสมองเราด้วยค่ะ

6. ชาเขียวสามารถยับยั้งการเติบโตของแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดกลิ่นปาก ป้องกันฟันผุ และบรรเทาอาการเหงือกอักเสบ

7. ชาเขียวยังช่วยควบคุมน้ำหนักโดยออกฤทธิ์ร่วมกับ Caffeine ในการเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงาน ในระหว่างวันของร่างกายให้มากขึ้นด้วยค่ะ

ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ ทำให้ชาเขียวสามารถล้างพิษได้ตั้งแต่ในปาก ทางเดินอาหาร ไปจนลำไส้เลยล่ะค่ะ ทั้งยังช่วยเพิ่มปรสิทธิภาพของตับในการทำลายสารพิษก่อนที่จะเข้าสู่กระแสเลือด ชะลอความเสื่อมของเซลต่างๆ ในร่างกายอีกด้วยค่ะ ทำให้ลดสาเหตุของการเกิดโรคต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ซึ่งเป็นการล้างพิษได้ในระดับเซลเลยทีเดียวค่ะ
ผลที่ได้รับจากการล้างพิษด้วยชาเขียว

เมื่อร่างกายได้ผ่านกระบวนการล้างพิษด้วยชาเขียวไประยะหนึ่งแล้ว ระบบขับถ่ายของเราจะค่อยๆ ดีขึ้น ปัญหาท้องผูกและร้อนในจะลดลง โอกาสในการเกิดโรคมะเร็งในทางเดินอาหารน้อยลง ผิวพรรณจะค่อยๆ สดใสขึ้น ไม่หมองคล้ำ ระบบประสาททำงานได้ดีขึ้น และลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคความจำเสื่อม ตับมีสุขภาพดีขึ้น และที่สำคัญคือคุณจะห่างไกลจากการเป็นโรคเรื้อรังต่างๆ ได้ด้วยค่ะ การล้างพิษด้วยชาเขียวจึงเป็นวิธีที่ปลอดภัยและมีข้อจำกัดน้อยกว่าวิธีอื่นๆ ค่ะ

ขนาดในการรับประทานที่เหมาะสม
• วันละ 750 มก. สำหรับผู้ที่ต้องการล้างพิษเพื่อความสดใส
• วันละ 1500 มก. สำหรับผู้ที่ต้องการล้างพิษเพื่อฟื้นฟูสภาพร่างกาย

สรรพคุณครบถ้วนขนาดนี้ อย่าลืมหาชาเขียวติดบ้านไว้ดื่มกันทุกวันนะคะ ร่างกายจะได้แข็งแรงห่างไกลจากสารพิษต่างๆ ค่ะ