5 วิธีรักษาจุดด่างดำบนใบหน้าที่เกิดจากสิว ขจัดรอยด่างดำด้วยสมุนไพรจากธรรมชาติ

 

screenshot004

 

1. มะนาว เป็นสมุนไพรที่หาได้ง่ายตามบ้านค่ะ และเจ้ามะนาวนี่ก็มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ (AHA, Alpha Hydroxy Acids) ซึ่งมีช่วยในการลอกเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดร่วงออกไป นอกจากนั้นยังช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผิว ทำให้เซลล์ผิวเกิดใหม่นั้นสามารถผลัดขึ้นมาแทนที่เซลล์ผิวเก่าที่ตายไปแล้วได้อย่างรวดเร็วภายใน 3 สัปดาห์ค่ะ วิธีใช้ก็แค่ผสมมะนาวกับโฟมล้างหน้า หรือจะใช้โฟมล้างหน้าประเภทที่มีมะนาวเป็นส่วนประกอบก็ได้เช่นกัน

2. ขมิ้นชัน เป็นอีกสมุนไพรหนึ่งที่มีฤทธิ์ในการกำจัดเซลล์ผิวเสียที่ตายแล้วค่ะ นอกจากนั้นยังช่วยหยุดการเจริญเติบโตของแบคทีเรียบางชนิดที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดสิวได้อีกด้วย วิธีการใช้งานก็แค่หาขมิ้นชันแบบผงที่ขายกันอยู่ทั่วไปตามตลาด หรือห้างสรรพสินค้า นำมาผสมกับโยเกิร์ตและน้ำมะนาว แล้วนำมาแตะแต้มที่สิวก่อนนอนประมาณ 2 สัปดาห์เท่านั้นจะรู้สึกได้ถึงความเกลี้ยงเกลาของใบหน้า และรูขุมขนกระชับขึ้น สุดยอดไปเลย

3. หอมแดง ในหอมแดงจะมีสารที่มีคุณสมบัติสามารถยับยั้งแบคทีเรียบนผิวหนังได้ วิธีทำก็ง่ายๆ เพียงแค่นำหอมแดงมาปอกเปลือกให้เกลี้ยงและล้างให้สะอาด จากนั้นนำมาฝานเป็นแผ่นบางๆหรือจะสับให้ละเอียดก็ได้ เสร็จแล้วนำมาโปะไว้บนจุดที่เป็นสิวหรือมีรอยด่างดำ ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที แล้วล้างออก ทำทุกวัน 3-4 วันจะเห็นว่าหัวสิวค่อยๆยุบตัวลง ส่วนรอยด่างดำก็จะดูจางลงอย่างเห็นผลได้ชัด

4. ล้างหน้าด้วยสบู่สมุนไพรต่างๆ ที่มีขายอยู่ตามท้องตลาด เช่นสบู่ขิง สบู่มังคุด สบู่ว่านหางจรเข้า สบู่แตงกวา เพราะสบู่พวกนี้มักจะมีส่วนผสมของสมุนไพรต่างๆ ซึ่งก็มีฤทธิ์แตกต่างกันออกไป บางตัวช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว บางตัวมีฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรีย และบางตัวสามารถเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับใบหน้า คงความอ่อนโยนให้กับผิวหน้าได้ เป็นต้น

5. หมั่นดูแลรักษาความสะอาดใบหน้าเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ เพราะบางครั้งฝุ่น หรือเชื้อโรคต่างๆ ที่ล่องลองอยู่ในอากาศอาจจะจับตัวเข้ากับผิวหน้าและทำให้เกิดสิวได้ ดังนั้นเราจึงควรรักษาความสะอาดผิวหน้าเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ ด้วยการล้างหน้าเป็นประจำทั้งเช้าและเย็น จะสามารถยับยั้งความสกปรกที่อาจเกิดขึ้นได้ รวมถึงเป็นการเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวหน้าได้อีกด้วย

จะเห็นได้ว่า เคล็ดลับการขจัดรอยดำจากสิวนั้น ส่วนใหญ่อยู่ที่การรักษาความสะอาดของใบหน้า โดยการนำสมุนไพรที่มีฤทธิ์กำจัดความสกปรกต่างๆ มาประยุกต์ใช้ ดังนั้นสาวๆ หรือหนุ่มๆทั้งหลายที่อยากจะมีผิวหน้าที่อ่อนเยาว์ห่างไกลจากสิวแล้วล่ะก็ จะต้องหมั่นรักษาความสะอาดเป็นประจำ

วิธีกำจัดริ้วรอยตีนกาบนใบหน้า ร่องรอยก่อนวัยเหล่านี้เกิดจากสาเหตุอะไรบ้าง

 

screenshot003

 

ริ้วรอยบนในหน้ามักเป็นปัญหาที่ทำให้ผู้หญิงส่วนใหญ่ต้องกังวล โดยเฉพาะริ้วรอยที่เกิดขึ้นก่อนวัยอันควร อย่าง “ตีนกา” สาว ๆ หลายคน คงไม่อยากได้ยินคำนี้ แล้วทำไม..เจ้าตีนกาจึงต้องมาทำลายผิวหน้าของเราด้วยนะ ในปัจจุบันสาวยุคใหม่จะต้องออกไปทำงานนอกบ้าน ทำให้มีเวลาในการดูแลตัวเองลดน้อยลง แถมยังต้องเจอสภาพแวดล้อมที่เป็นมลพิษ อย่างฝุ่นควัน และแสงแดด บวกกับสภาพจิตใจ อย่างภาวะความเครียด ทั้งเรื่องงาน และเรื่องส่วนตัว สาวๆ ลองมาสำรวจตัวเองกันดีกว่า ว่าพฤติกรรมอะไรบ้างที่เป็นสาเหตุก่อให้เกิดริ้วรอยตีนกากันบ้าง

1. การแสดงสีหน้าต่างๆ เช่น การยิ้ม การหัวเราะ การร้องไห้ รวมถึงเมื่อเกิดความเครียดเรามักจะคิ้วขมวด อาการเหล่านี้เมื่อกระทำบ่อยๆ จะทำให้เกิดริ้วรอย ความเหี่ยวย่น ได้ง่าย
2. การสูบบุหรี่ นอกจากจะเป็นอันตรายต่อปอดแล้ว ยังมีผลให้เลือดส่งออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ผิวหน้าได้อย่างไม่เต็มประสิทธิภาพ จึงทำให้ผิวหน้าของเราเหี่ยวย่น การสูบบุหรี่นอกจากจะส่งผลเสียต่อตนเองแล้ว ยังส่งผลต่อคนรอบข้างด้วยนะคะ
3. พักผ่อนไม่เพียงพอ ร่างกายของเราก็ต้องการการพักผ่อน เพื่อฟื้นฟูสภาพผิวให้มีสุขภาพดีขึ้น และยังช่วยให้เซลล์ผิวได้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ สาวๆจึงควรนอนหลับพักผ่อนให้ได้อย่างน้อยวันละ 7 – 8 ชั่วโมง เพราะการพักผ่อนที่เพียงพอนั้นนอกจากจะช่วยลดปัญหาเรื่องริ้วรอยตีนกาแล้ว ยังช่วยทำให้ผิวพรรณของเราดูเปล่งปลั่ง สดใสขึ้นได้อีกด้วย
4. การขยี้ตาบ่อย ๆ จะทำให้เกิดริ้วรอยตีนกาได้ ในช่วงแรกๆ จะเกิดริ้วรอยแบบตื้นๆ บนใบหน้า เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้าริ้วรอยผิวที่ปลอบช้ำจึงทำให้เกิดตีนกาอย่างถาวร ดังนั้นเราควรหลีกเลี่ยงการขยี้ตาแรงๆ หากเมื่อรู้สึกคันตา ให้ใช้วิธีหลับตาแล้วใช้นิ้วกดเบาๆ ก็พอนะคะ
5. หัดออกกำลังกันบ้าง จะช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น หากเราลองสังเกตดูว่าตอนออกกำลังกายหน้าของเราจะมีเลือดฝาด ซึ่งเป็นตัวช่วยที่ทำหน้าผิวหน้าของเราแข็งแรง เต่งตึง สดใส ไร้ริ้วรอยได้อย่างดีที่สุด
6. ลืมทาครีมบำรุงผิวรอบดวงตา เพราะครีมบำรุงผิวเป็นตัวช่วยอีกทางหนึ่ง ที่เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวรอบดวงตาได้ ควรเลือกครีมรอบดวงตาที่มีประสิทธิภาพ เพราะบริเวณรอบดวงตาบอบบางมาก เวลาทาครีมให้ใช้เนื้อครีมประมาณ 1 เมล็ดถั่วเขียว แนะนำว่า สาวๆ ควรใช้นิ้ว

เที่ยวเมืองชัยปุระ ตามหาเมืองสีชมพูไปกับ THAI Smile

ออกตามหาชัยปุระ เมืองน่าเที่ยวแห่งอินเดีย ที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมอันสวยงาม มีแหล่งท่องเที่ยวสุดอลังการให้ได้ไปเยี่ยมเยือนมากมาย พร้อมทั้งยังมีกลิ่นอายของวัฒนธรรมให้ได้สัมผัส เป็นเมืองในฝันที่ต้องไปเที่ยวกันให้ได้สักครั้ง ซึ่งการเดินทางจากเมืองไทยไปยังเมืองชัยปุระ ประเทศอินเดีย ก็ยังง่ายดาย เพราะสายการบิน THAI Smile ได้เปิดเส้นทางใหม่ กรุงเทพฯ-ชัยปุระ ทำให้เมืองในฝันอยู่ใกล้แค่เอื้อม

เมืองชัยปุระ อยู่ที่ไหน

เมืองชัยปุระ หรือจัยปูร์ (Jaipur) ตั้งอยู่ในรัฐราชสถาน (Rajasthan) ทางด้านตะวันตกของประเทศอินเดีย มีประชากรและความเจริญมั่งคั่งมากที่สุดของรัฐราชสถาน

ฉายา “นครสีชมพู”

นครสีชมพู (Pink City) เป็นชื่อเรียกเมืองชัยปุระจากนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ด้วยเมืองแห่งนี้มีการทาสีอาคารบ้านเรือน และสถาปัตยกรรมต่าง ๆ ให้เป็นสีชมพู เพราะว่าในปี ค.ศ. 1876 เจ้าชายแห่งเวลส์ (Prince of Waies) ซึ่งต่อมาคือ สมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 แห่งสหราชอาณาจักร (King Edward VII) ได้เสด็จเยี่ยมเยือนทั่วอินเดีย มหาราช ซาราม ซิงห์ (Maharaja Ram Singh) ผู้ปกครองนครชัยปุระในขณะนั้น จึงได้มีรับสั่งให้ประชาชนทาสีบ้านเรือน และสถาปัตยกรรมต่าง ๆ เป็นสีชมพู เพื่อสร้างความประทับใจให้กับเจ้าชายแห่งเวลส์

เราให้บริการเกมส์พนัน คาสิโนออนไลน์ เล่นได้ทั้งบนคอมพิวเตอร์และมือถือ ลูกค้าสามารถสมัครสมาชิกกับเราได้ตลอด 24 ชั่วโมง คาสิโนที่ให้บริการเกมส์บาคาร่าออนไลน์ พนันกีฬาออนไลน์อย่าง แทงบอลออนไลน์ และอีกมากมายมากมาย

เมืองแห่งสถาปัตยกรรม

เมืองชัยปุระ เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมสวยงามอลังการมากมาย ที่คุณเห็นแล้วจะต้องตกตะลึงในความงดงามแน่นอน ซึ่งสถาปัตยกรรมเหล่านี้ก็มีการสร้างตามหลักของวัสดุศาสตร์ (Vastu Shastra) และยังสร้างผังเมืองตามหลักตำราศิลปศาสตร์ (Shilpa Shastra) อีกด้วย เมื่อทั้งสองศาสตร์นี้มารวมกัน จึงทำให้สถาปัตยกรรมในเมืองชัยปุระมีเอกลักษณ์โดดเด่น สง่างาม และอลังการอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

เตรียมตัวให้พร้อมกับอากาศดี ๆ ที่ชัยปุระ

ต้องบอกว่าอากาศในเมืองชัยปุระไม่แตกต่างจากเมืองไทยมากนัก แต่หน้าร้อนอาจจะร้อนกว่าเมืองไทยสักหน่อย เพราะตั้งอยู่ในเขตภูมิอากาศร้อนกึ่งแห้งแล้ง (Hot semi-arid climate) ช่วงฤดูกาลจะเหมือนกับประเทศไทย หน้าร้อนจะอยู่ระหว่างเดือนเมษายน-กรกฎาคม ฝนจะตกประมาณตั้งแต่เดือนมิถุนายน-กลางเดือนตุลาคม ส่วนหน้าหนาวจะอยู่ระหว่างเดือนพฤศจิกายน-ต้นเดือนมีนาคม

สภาพสังคมเมืองชัยปุระ

เมืองชัยปุระ เป็นเมืองใหญ่มากที่สุดในรัฐราชสถาน (Rajasthan) มีประชากรมากถึง 3.5 ล้านคน และยังเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมเยือนอย่างไม่ขาดสายตลอดทั้งปี ชาวเมืองบางส่วนสามารถพูดภาษาอังกฤษได้ จึงทำให้การท่องเที่ยวในเมืองชัยปุระง่ายขึ้นอีกเท่าตัว

การคมนาคมในเมืองชัยปุระไม่ยากอย่างที่คิด เพราะมีทั้งรถไฟฟ้าใต้ดินและรถโดยสารประจำทางที่ให้บริการทั่วทั้งเมือง ซึ่งตามจุดท่องเที่ยวใหญ่ ๆ ก็มีรถโดยสารประจำทางไปถึง หรือถ้าใครเดินทางเป็นหมู่คณะตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป ก็มีแท็กซี่ให้เรียกใช้บริการด้วยเช่นกัน

สถานที่ท่องเที่ยวเด่น ๆ ของเมืองชัยปุระ

The City Palace ตั้งอยู่ใจกลางเมืองชัยปุระ เป็นแลนมาร์กสำคัญที่นักท่องเที่ยวจะต้องมาเยี่ยมเยือน ด้วยที่นี่รายล้อมไปด้วยอาคารที่มีสถาปัตยกรรมอันทรงคุณค่า พร้อมทั้งสวนสวยงามให้ได้ชื่นชม พระราชวังแห่งนี้สร้างขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1729-1732 โดยมหาราชาสวาอี ชัยสิงห์ที่ 2 (Maharaja Sawai Jai Singh II) งานสถาปัตยกรรมต่าง ๆ จะผสมผสานระหว่างศิลปะสไตล์ราชปุต (Rajput), โมกุล (Mughal) และยุโรป สถานที่สำคัญในพระราชวัง อาทิ Chandra Mahal และ Mubarak Mahal

Jantar Mantar

Jantar Mantar เป็นหอดูดาวที่สร้างขึ้นตั้งแต่ในช่วงก่อนศตวรรษที่ 18 โดยมหาราชาสวาอี ชัยสิงห์ที่ 2 (Maharaja Sawai Jai Singh II) สถาปัตยกรรมของที่นี่ได้ผสมผสานระหว่างเรื่องราวของวิทยาศาสตร์และศิลปะให้เข้ากันได้อย่างลงตัว มหาราชาสวาอี ชัยสิงห์ที่ 2 ทรงใช้ที่นี่เป็นเครื่องมือในการคำนวณพระจันทร์ ดวงดาว และพระอาทิตย์ เพื่องานสำคัญต่าง ๆ ในสมัยนั้น ความสวยงามของ Jantar Mantar ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกในปี 2010

Hawa Mahal

ฮาวา มาฮาล (Hawa Mahal) มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า พระราชวังสายลม (The Palace of Wind) เป็นส่วนหนึ่งของพระรางวังซิตี้พาเลซ เรียกได้ว่าที่นี่เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของเมืองแห่งนี้เลยก็ว่าได้ ด้วยที่นี่มีสถาปัตยกรรมสุดโดดเด่น สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1799 โดย Maharaja Sawai Pratap Singh ตัวอาคารเป็นสีชมพูอมส้ม สร้างขึ้นจากหินทรายสีชมพูและสีแดง บริเวณอาคารด้านหน้าจะเป็นตึก 5 ชั้น มีลักษณะคล้ายกับรังผึ้ง โดยจะมีหน้าต่างบานเล็ก ๆ ตกแต่งอย่างงดงามด้วยลายฉลุ ยามเช้าจะมีแสงสะท้อนที่สวยงามสุด ๆ

Jal Mahal

Jal Mahal เป็นอีกหนึ่งพระราชวังที่มีความสวยงามน่าไปเที่ยวชม ความโดดเด่นของที่นี่คือตั้งอยู่กลางทะเลสาบ Man Sagar Lake คนท้องถิ่นรวมทั้งนักท่องเที่ยวจึงเรียกกันว่า The Water Palace พระราชวังแห่งนี้สร้างโดยมหาราชาสวาอี ชัยสิงห์ที่ 2 (Maharaja Sawai Jai Singh II) ตัวอาคารใช้หินทรายโทนสีเปลือกไข่ในการก่อสร้าง ปัจจุบันได้มีการปรับเปลี่ยนให้ที่นี่เป็นร้านอาหารสุดหรูหรา จึงมีการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะไปเข้าเที่ยวชม เพราะต้องนั่งเรือเข้าไป แต่นักท่องเที่ยวทั่วไปก็สามารถที่จะชมพระราชวังแห่งนี้ได้จากจุดชมวิว

Jaigarh Fort และ Amber Fort

ป้อมปราการทั้งสองแห่งนี้ตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน โดย Jaigarh Fort จะเป็นแนวกำแพงยาวประมาณ 3 กิโลเมตร กว้าง 1 กิโลเมตร ตั้งอยู่บนเนินเขาเชื่อมต่อไปยัง Amber Fort สร้างโดยหินทรายสีแดง มีสถาปัตยกรรมโดดเด่น

ส่วน Amber Fort สร้างอยู่บนเนินเขาเช่นกัน โดยมีสถาปัตยกรรมและการดีไซน์ภายในที่สวยงามโดดเด่นไม่แพ้อาคารอื่น ๆ ในเมืองชัยปุระ ซึ่งได้ผสมผสานระหว่างศิลปะแบบราชปุต (Rajput) และฮินดู (Hindu) ให้เข้ากันได้อย่างลงตัว ป้อมปราการแห่งนี้จะสามารถมองเห็นได้ในระยะไกล เพราะมีขนาดใหญ่ เป็นอาคารสีขาวครีมสวยงาม

การเดินทาง

การเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปยังเมืองชัยปุระ นักท่องเที่ยวนิยมที่จะนั่งเครื่องบินไปลงยังเมืองนิวเดลี (New Delhi) แล้วต่อรถโดยสารประจำทางไปยังเมืองชัยปุระ แต่ปัจจุบันสายการบิน THAI Smile ได้เปิดเส้นทางใหม่ กรุงเทพฯ-ชัยปุระ จึงทำให้การเดินทางไปเที่ยวเมืองชัยปุระง่ายมากขึ้น ถ้าอยากไปชมงานสถาปัตยกรรมระดับโลกแบบประทับใจไม่รู้ลืม ก็ลองเดินทางไปกับ THAI Smile ได้เลย

10 พฤติกรรมทำลายกระดูก!

 

screenshot002

 

กระดูกสันหลังมีความสำคัญต่อบุคลิกภาพ วันนี้เรามี 10 วิธีที่คุณอาจเคยทำและไม่รู้ว่ามันทำร้ายกระดูกสันหลังของคุณมาบอกกัน

1. การนั่งไขว่ห้าง
จะทำให้น้ำหนักตัวลงที่ก้นข้างใดข้างหนึ่ง เป็นผลให้กระดูกคด

2. การนั่งหลังงอ หลังค่อม
เช่น การอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ติดต่อกันนานๆ เป็นชั่วโมง จนทำให้กล้ามเนื้อเกร็งค้าง เกิดการคั่งของกรดแล็คติก มีอาการเมื่อยล้า ปวด และมีปัญหาเรื่องกระดูกผิดรูปตามมา

3. การนั่งกอดอก
จะทำให้หลังช่วงบน สะบัก และหัวไหล่ถูกยืดยาวออก หลังช่วงบนค่อมและงุ้มไปด้านหน้า ทำให้กระดูกคอยื่นไปด้านหน้า มีผลต่อเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงแขน อาจทำให้มืออ่อนแรงหรือชาได้

4. การนั่งเบาะเก้าอี้ไม่เต็มก้น
จะทำให้กล้ามเนื้อหลังต้องทำงานหนัก เพราะเป็นฐานในการรับน้ำหนักตัว

5. การยืนพักขาลงน้ำหนักด้วยขาข้างเดียว
การยืนที่ถูกต้อง ควรลงน้ำหนักที่ขาทั้ง 2 ข้างเท่าๆกัน โดยยืนให้ขากว้างเท่าสะโพก จึงจะทำให้เกิดความสมดุลของโครงสร้างร่างกาย

6. การยืนแอ่นพุง/หลังค่อม
การยืนหลังตรง แขม่วท้องเล็กน้อยเพื่อเป็นการรักษาแนวกระดูกช่วงล่างไม่ให้แอ่น และทำให้ไม่ปวดหลัง

7. การใส่ส้นสูงเกิน 1 นิ้วครึ่ง
จะทำให้แนวกระดูกสันหลังช่วงล่างแอ่นมากกว่าปกติ ซึ่งจะนำมาสู่อาการปวดหลัง

8. การยกของหนักแบบไม่ย่อเข่า
ให้ใช้วิธีย่อเข่าแทนการก้มหลังเพื่อยกของ ห้ามบิดเอี้ยวตัวขณะยกของหนัก

9.การสะพายกระเป๋าหนักข้างเดียว
ไม่ควรสะพายกระเป๋าข้างใดข้างหนึ่งต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน ควรเปลี่ยนเป็นการถือกระเป๋าโดยใช้ร่างกายทั้ง 2 ข้างให้เท่าๆ กัน อย่าใช้แค่ข้างใดข้างหนึ่งตลอด เพราะจะทำให้เกิดการทำงานหนักอยู่ข้างเดียว ส่งผลให้กระดูกสันหลังคดได้

10.การขดตัว/นอนตัวเอียง
ท่านอนหงายเป็นท่านอนที่ถูกต้องที่สุด ควรนอนให้ศีรษะอยู่ในแนวระนาบ หมอนหนุนศีรษะต้องไม่แข็งหรือนิ่มเกินไป ควรมีหมอนรองใต้เข่าเพื่อลดความแอ่นของกระดูกสันหลังช่วงล่าง หากจำเป็นต้องนอนตะแคงให้หาหมอนข้างก่าย โดยก่ายให้ขาทั้งหมดอยู่บนหมอนข้าง เพื่อรักษาแนวกระดูกให้อยู่ในแนวตรง

หากรู้แล้วว่า พฤติกรรมไหนที่เสี่ยงต่อกระดูกเสื่อมแล้ว ก็ให้คุณสังเกตตัวเองและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หันมาดูแลรักษากระดูกของเรากันดีกว่า ให้กระดูกนั่นอยู่เสริมบุคลิกภาพกับเราไปอีกนานๆ

วิธีดูแลสุขภาพ สําหรับสาว ๆ สมัยใหม่

 

screenshot011

 

ใน 1 วันสำหรับสาวๆอย่างเราพอลืมตาตื่นเช้ามาก็ต้องแต่งตัวสวย เตรียมไปทำงานในออฟฟิศ เลิกงานก็ต้องอัพเดทเทรนด์แฟชั่น แล้วก็ไปออกกําลังกาย ตกดึกก็นัดปาร์ตี้กับเพื่อนสาว ถึงแม้จะมีเวลาน้อย แต่สาว ๆ ก็คงอยากได้อาหารเช้าที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกายเพื่อเริ่มวันใหม่อย่างสดใสใช่ไหมล่ะคะ วันนี้เราจงได้นำเคล็ดลับการกินอาหารเพื่อสุขภาพมาฝากันจ้า รับรองสวย ใสไร้สิวแน่ๆเลยจ้า

สําหรับอาหารที่สาว ๆ ควรรับประทานจ้า

1. สําหรับอาหารเที่ยง ลองเลือกทานเป็นสลัดน้ำใส แทนสลัดน้ำข้นนะคะ เพราะเดรสซิ่งน้ำใสให้พลังงานน้อยกว่าน้ำข้นที่ทําจากครีมค่ะ แต่ถ้าคุณชอบทานรสจัด ยําก็อร่อยไม่แพ้กันค่ะ

2. วันไหนที่ทานก๋วยเตี๋ยว สั่งเป็นวุ้นเส้นนะคะ เพราะให้พลังงานแค่ 80 แคลอรี ต่อ 100 กรัม เปรียบเทียบกับเส้นใหญ่ที่ให้พลังงาน 160 แคลอรี เส้นเล็ก 220 แคลอรี และบะหมี่ 298 แคลอรี

3. ถ้าทานข้าว ก็ควรจะหาข้าวกล้องที่ไม่ผ่านการขัดสี เพราะมีทั้งธาตุเหล็ก วิตามิน และแคลเซียมที่มากกว่า

4. ช่วงบ่ายถ้าหิว เลือกทานผลไม้ หรือสาหร่ายอบกรอบ แทนขนมหวานและขนมทอดกรอบ

5. วันไหนถ้าได้ทําอาหารเย็นทานเอง ลองนําปลาหรือไก่ไปอบทานคู่กับผัดผักที่ใช้น้ำมันมะกอกผัดสิคะ เพราะมีไขมันดีที่ช่วยป้องกันโรคหัวใจ

6. เราเชื่อว่าสาว ๆ หลาย ๆ คนสนใจในการออกกําลังกายอยู่แล้ว เราก็มีเคล็ดลับให้คุณแทรกการออกกําลังกายในชีวิตประจําวันมาฝากค่ะ แทนที่จะซ้อนมอเตอร์ไซค์รับจ้างไปขึ้นบีทีเอสลองเปลี่ยนเป็นการเดินสิคะ ได้ทั้งออกกําลังกาย และยังได้วิตามินดีจากแสงแดดอีกด้วย

7. ถ้าคุณขับรถลองจอดไกล ๆ จากประตูทางเข้าออฟฟิศสิคะจะได้เดินออกกําลังกายจากรถไปถึงออฟฟิศ และอีกรอบตอนกลับบ้าน การเดิน 15 นาที สามารถเบิร์นได้ 45 แคลอรี เทียบเท่าพลังงานจากต้มยํากุ้ง 1 ชามค่ะ

8. ถึงออฟฟิศแล้วก็เปลี่ยนจากการใช้ลิฟท์หรือบันไดเลื่อน เป็นการเดินขึ้นบันไดแทนนะคะ การเดินขึ้นบันได 5 นาทีเบิร์นได้ตั้ง 50 แคลอรีเลยค่ะ

9. สุดสัปดาห์ก็ลุยทํางานบ้านเลย เพราะการขัดห้องน้ำ 30 นาที เบิร์นได้ตั้ง 200 แคลอรี การรีดผ้า 30 นาที เผาพลาญได้ 70 แคลอรีแล้วยังลดต้นแขนได้อีกด้วยค่ะ

10.วันไหนที่นัดกับเพื่อนสาว ลองเปลี่ยนจากการไปชอปปิ้งหรือทานบุฟเฟต์ เป็นการออกกําลังกาย จะง่าย ๆ อย่างเดิน วิ่ง หรือปั่นจักรยานตามสวนสาธารณะ หรือว่ายน้ำ แอโรบิค โยคะ ต่อยมวย หรือโพลแดนซ์ ก็ไม่เลวนะคะ สนุกแล้วยังเรียกเหงื่อและเผาผลาญไขมันได้เพียบเลยค่ะ

เคล็ดลับดูแลสมองให้สดใสไปยาวนาน

 

สมองเป็นอวัยวะสำคัญที่มีผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของคนเราเป็นอย่างมาก แต่เช่นเดียวกับอวัยวะอื่นๆของร่างกายเมื่ออายุมากขึ้นสมองของคนเราย่อมมีการเสื่อมถอยร่วงโรยไปตามวัย ทำให้ประสิทธิภาพในการคิดการจำและทำสิ่งต่างๆลดน้อยถอยลงเมื่ออายุมากขึ้น การดูแลสมองให้มีสุขภาพดีตั้งแต่เนิ่นๆจะช่วยลดโอกาสในการเป็นโรคอัลไซเมอร์ในวัยชรา และช่วยให้เรามีคุณภาพชีวิตที่ดีตั้งแต่วันนี้ต่อเนื่องไปจนถึงบั้นปลายของชีวิต

ฉะนั้น หากใครไม่อยากจะเป็น โรคอัลไซเมอร์ ในอนาคต ก็ควรหาวิธีป้องกันตั้งแต่เนิ่นๆ หมั่นดูแลสุขภาพกันสักนิด เพื่อตัวของคุณเอง แต่หากใครไม่ทราบว่าต้องทำอย่างไร เราจึงมีเคล็ดลับการดูแลสมองให้สดใสไปยาวนานมาแนะนำ ดังนี้

screenshot_226

1. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ วันละ 30 นาที เพราะคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำนั้น จะช่วยให้สมองตื่นตัวและทำให้ความจำดีขึ้น และลดความเสียงของการเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้ แนะนำให้ออกกำลังกายด้วยการเต้นแอโรบิค เพราะช่วยให้ร่างกายสามารถใช้ออกซิเจนได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยให้เลือดไปเลี้ยงสมองดีขึ้น และกระตุ้นการทำงานของเซลล์สมองใหม่ๆ ซึ่งจะช่วยให้การทำงานของสมองดีขึ้นและช่วยชะลอการเสื่อมของเซลล์ประสาทสมองในผู้สูงอายุ หรือจะออกกำลังกายด้วยการเสริมกำลังกล้ามเนื้อ หรือจะออกกำลังกายที่เน้นการสร้างสมดุลของร่างกาย เช่น รำมวยจีน โยคะ และการยืนขาเดียว เป็นต้น

2. รับประทานอาหารที่ส่งเสริมสุขภาพสมอง ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันโคเลสเตอรอลสูงและควรควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้ 2-6 เท่า ควรใช้วิธีการปรุงอาหารแบบอบหรือย่างแทนการทอด ใช้น้ำมันที่ไม่เป็นโทษต่อร่างกาย เช่น น้ำมันมะกอก พยายามรับประทานผักผลไม้ที่มีสารแอนตี้ออกซิแดนท์สูงได้แก่ พวกผักผลไม้ที่มีเปลือกสีเข้ม เช่น กะหล่ำปลีสีเขียวเข้ม ผักโขม บร็อคโคลี่ หัวหอม ข้าวโพด มะเขือยาวสีม่วงเข้ม พืชตระกูลถั่ว ลูกพรุน เบอรี่ต่างๆ ส้ม และองุ่นแดง และอาหารที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 สูง เช่น ปลาทู ตลอดจนเครื่องเทศที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ อย่าง พริก กระเทียม ขิง ขมิ้น กานพลู เป็นต้น

3.การมีกิจกรรมทางสังคมอย่างสม่ำเสมอ เช่น การเข้าร่วมกิจกรรมในชมรมต่างๆหรือการร่วมกิจกรรมอาสาสมัคร หรือแม้แต่การท่องเที่ยว จะช่วยรักษาสุขภาพสมองได้เป็นอย่างดี เนื่องจากมีงานวิจัยพบว่าการจะส่งเสริมสุขภาพสมองให้ได้ประสิทธิภาพอย่างเต็มที่นั้นจะต้องดูแลให้ครบทั้ง 3 อย่างร่วมกันคือสุขภาพกาย สุขภาพใจ และกิจกรรมทางสังคม

4. การรักษาสุขภาพใจ ภาวะจิตตกจะส่งผลต่อการสื่อสารระหว่างเซลล์ประสาท ดังนั้นการมีสุขภาพใจที่ดีจะช่วยให้มีสุขภาพสมองที่ดีได้ ไม่ควรเครียด หรือทำตัวเศร้าหมอง เพราะสิ่งเหล่านี้จะบั่นทอนคุณภาพชีวิตและสติปัญญาลง ควรฝึกทำสมาธิซึ่งเป็นวิธีหนึ่งที่มีส่วนช่วยให้การจัดการเรื่องต่างๆ มีประสิทธิภาพมากขึ้น

5.มีหัวใจที่แข็งแรง มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าการมีหัวใจที่แข็งแรงสัมพันธ์กับการมีสุขภาพสมองที่แข็งแรงด้วยเนื่องจากร้อยละ 20 ของเลือดที่สูบฉีดออกจากหัวใจจะไปเลี้ยงสมอง การควบคุมระดับน้ำตาลและไขมันในเลือดและรักษาความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง และควรงดสูบบุหรี่เนื่องจากการสูบบุหรี่จะทำให้สมองได้รับออกซิเจนลดลง

6.รักษาตัวเลขต่างๆ ของชีวิตให้เหมาะสม ตัวเลขต่างๆของชีวิตดังกล่าวได้แก่ ความดันโลหิต ระดับน้ำตาลในเลือด ระดับไขมันโคเลสเตอรอลในเลือด และน้ำหนักตัว ซึ่งจะต้องรักษาให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม หมั่นตรวจสุขภาพ หรือพบแพทย์เป็นประจำ

7.การฝึกสมอง การมีกิจกรรมที่ช่วยกระตุ้นสมองและบันเทิงจิตใจอย่างต่อเนื่องทุกๆวัน เช่น การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เขียนหรืออ่านหนังสือ เล่นทายคำหรือปริศนาคำ ต่อภาพจิ๊กซอว์ เกมจับคู่ ฟังสัมมนา ดูการแสดง ลงเรียนคอร์สต่างๆหรือโรงเรียนผู้ใหญ่ เล่นเกม ตกแต่งสวน หรือกิจกรรมเสริมความจำอื่นๆ จะช่วยให้มีสุขภาพสมองที่ดีต่อเนื่องได้ในระยะยาว
สุดท้ายนี้ขอเน้นย้ำว่าการจะมีสุขภาพสมองที่ดีและสดใสไปยาวนานนั้น จะต้องดูแลควบคู่กันไปหลายๆด้านพร้อมกันทั้งสุขภาพกาย สุขภาพใจ กิจกรรมสังคม อาหาร และสิ่งแวดล้อม หวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ในการดูแลทั้งตัวท่านเองและบุคคลที่ท่านรักให้มีสุขภาพสมองที่ดีจิตใจเบิกบานไปยาวนาน สำหรับท่านใดที่มีความสนใจที่จะเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการบริหารร่างกายและกิจกรรมเพื่อสุขภาพสมองที่แข็งแรง

จัดฟันหน้าเรียว ดั้งโด่งได้จริงหรือ ?

 

screenshot

 

หลายคนสงสัยและถกเถียงกันว่า การจัดฟันหรือดัดฟันเป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้หน้าของเราเรียวเล็กและดูตอบลง ทั้งยังส่งผลให้จมูกโด่งเป็นสันมากขึ้นได้หรือไม่ จริงๆแล้วหลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการจัดฟัน หน้าที่ดูเปลี่ยน ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคนเสมอไป เนื่องจากโครงสร้างใบหน้าของแต่ละบุคคลไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะกรามและขากรรไกรที่ถูกกำหนดขึ้นจากพันธุกรรม หรือสิ่งที่บรรพบุรุษให้มานั่นเอง ทีนี้เมื่อมีการจัดฟัน ส่วนใหญ่มักต้องถอนฟันไปออกหลายซี่รูปหน้าจึงเล็กลง และยังมีปัจจัยอื่นๆอีกที่ทำให้คิดกันไปว่าจัดฟันหน้าเรียว ดั้งโด่งได้ จริงหรือมั่วชัวร์หรือไม่ เรามาหาคำตอบไปพร้อมๆกัน

รูปหน้ากับการจัดฟัน

เหตุผลที่ทำให้คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่าการจัดฟันหน้าเรียวเล็กได้ จริงๆแล้วเกิดจากการเปลี่ยนแปลงรูปหน้าของคนเราที่มีการเจริญเติบโตในช่วงเวลานั้นๆ ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงรูปหน้าสามารถเกิดขึ้นได้จากสาเหตุต่อไปนี้ประการใดประการหนึ่งหรืออาจเกิดร่วมกัน

1.การเจริญเติบโตของใบหน้าและขากรรไกร ซึ่งเติบโตมากในช่วงวัยรุ่น และโตเต็มที่เมื่ออายุประมาณ 14-16 ปีในผู้หญิง และประมาณ 18 ปีในผู้ชาย โดยขนาดของขากรรไกรถูกกำหนดโดยพันธุกรรมเป็นส่วนใหญ่ การจัดฟันด้วยเครื่องมือมีผลต่อการเจริญเติบโตของขากรรไกรในช่วงที่ยังโตไม่เต็มที่ จะสามารถยับยั้งหรือกระตุ้นการเจริญของขากรรไกรบนได้เล็กน้อย หลังจากช่วงวัยรุ่นไปแล้ว ใบหน้าและขากรรไกรจะไม่มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่บริเวณจมูกและคางอาจยังยื่นขึ้นได้เล็กน้อยเมื่ออายุมากขึ้น

2.การเคลื่อนฟัน เนื่องจากฟันหน้าเป็นส่วนพยุงริมฝีปากไว้ ดังนั้นเมื่อจัดฟัน ก็หมายถึงการจัดฟันที่ยื่นออกมากลับให้เข้าที่ หรือเป็นการเคลื่อนฟันหน้าไปด้านหน้าหลัง จึงมีผลต่อรูปปากได้ ยิ่งถ้ามีการถอนฟันและดึงฟันหน้าไปข้างหลังมากๆ มีผลทำให้ริมฝีปากยุบลง หน้าเราจึงดูยาวเล็กเรียวขึ้น

ดังนั้น หากเราจัดฟันหน้าเรียวในช่วงอายุที่พ้นวัยเจริญเติบโตของใบหน้าและขากรรไกรไปแล้ว ถามว่าโอกาสที่หน้าจะเล็กเรียว ดั่งโด่งขึ้นนั้นเป็นไปได้ไหม ฟันธงได้เลยว่าไม่ เต็มที่ก็ทำได้แค่จัดระเบียงฟันให้เรียงกันสวย ซึ่งส่งผลอย่างเห็นได้ชัดต่อริมฝีปาก จึงทำให้หน้าตาของเราในภาพรวมดูดีขึ้น แต่ไม่ได้เป็นการทำให้จมูกโด่ง หน้าเป๊ะแต่ประการใด
สิ่งที่การจัดฟันไม่สามารถทำได้

1.การจัดฟันเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถปรับเปลี่ยนรูปหน้า โครงสร้างของใบหน้าได้ตามที่ต้องการ เหมือนการทำศัลยกรรม

2.การถอนฟัน และผ่าฟันคุด ไม่ได้ทำให้ขนาดกรามหรือขากรรไกรเล็กลง

3.การใส่รีเทนเนอร์ ไม่สามารถลดขนาดกราม และไม่สามารถปรับเปลี่ยนรูปหน้าได้ตามที่ต้องการ อย่างที่มีคนเข้าใจผิด

4.ไม่มีอะไรรับประกันว่าทุกคนที่จัดฟันแล้วใบหน้าจะดูดีขึ้น เพราะในบางรายก็อาจดูแย่กว่าเดิม

ฉะนั้น คนส่วนใหญ่ที่มีความเชื่อว่า การจัดฟันหน้าเรียว หรือสามารถปรับเปลี่ยนรูปหน้าได้อย่างที่ต้องการนั้น เป็นความเชื่อที่ผิดถนัด เพราะขนาดกรามและขากรรไกรเป็นสิ่งที่กำหนดมาแล้วจากบรรพบุรุษ อาจมีการเปลี่ยนแปลงบ้างในช่วงวัยเจริญเติบโต แล้วพอไปดัดฟันช่วงนั้นพอดี จึงคิดกันไปเองว่าหน้าของตนเปลี่ยนไป

อย่างไรก็ดี บางคนที่เห็นเครื่องมือจัดฟันหรือเหล็กดัดฟันสีสันสวยงาม เป็นเครื่องประดับบนใบหน้าที่ช่วยให้ดูน่ารัก เสริมบุคลิกภาพให้ดูทันสมัย ดูเป็นคนมีสตางค์ ในทางการแพทย์แล้วการจัดฟันเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับฟันจริงๆ เช่น ฟันเหยิน ฟันล้น ฟันขบ ให้มีฟันที่เรียงกันเป็นปกติ ไม่ได้เหมาะกับผู้ที่ต้องการจัดฟันหน้าเรียวเล็กแต่อย่างใด เพราะอาจเป็นการทำให้รูปหน้าเปลี่ยนไปได้ ซึ่งหลังจากจัดฟันเสร็จแล้วบางรายก็ไม่ได้มีใบหน้าที่ดูดีขึ้นมาเลย ถือเป็นการเสียงบประมาณไปโดยเปล่าประโยชน์

ผลเสียของการทานข้าวขาว

 

screenshot928

 

หลายคนติดกับการรับประทานข้าวขาว แม้จะรู้ดีว่าข้าวขาวถูกกระบวนการขัดสีทำให้สารอาหารที่มีคุณค่าและจำเป็นต่อร่างกายถูกขัดทิ้งออกไปด้วย วันนี้เราจึงเก็บรวบรวมผลเสียจากการรับประทานข้าวขาวมาฝาก เพื่อหลายท่านอาจเปลี่ยนใจหันไปรับประทานข้าวกล้องกันบ้าง เพื่อสุขภาพที่ดี
โรคและอาการต่างๆ ต่อไปนี้ จะลดลงมากหรือป้องกันได้ ถ้ากิน ข้าวกล้อง เป็นประจำ และกินอาหารเพียงพอและถูกหลัก

-โรคเหน็บชา
-โรคปากนกกระจอก
-โรคโลหิตจาง
-โรคนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ
-โรคท้องผูก
-โรคทางระบบประสาทบางชนิด และโรคปลายประสาทอักเสบ
-อารมณ์เสีย หงุดหงิดง่าย
-เบื่ออาหาร
-โรคขาดโปรตีน
-โรคผิวหนังบางชนิด
-อ่อนเพลีย
-โรคชัก
ข้าวขาวมีแป้งในปริมาณพอๆ กับข้าวกล้อง แต่มีเกลือแร่และวิตามินต่างๆ น้อยกว่าข้าวกล้อง ที่มีประโยชน์มากมายทำให้ส่วนต่างๆ ของร่างกายทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและเสริมสร้างร่างกายให้สมบูรณ์

อันตรายของรองเท้าแตะ

 

screenshot7782

 

อันตรายของรองเท้าแตะที่ไม่ควรมองข้าม รองเท้าแตะ เป็นรองเท้าที่ใส่สบายเพื่อผ่อนคลายความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อเวลาที่คุณต้องสวมใส่รองเท้าส้นสูงเป็นเวลานานๆ

และยิ่งช่วงหน้าฝนแบบนี้ด้วยแล้วรองเท้าแตะยิ่งเป็นสิ่งต้องการของคุณเลยทีเดียวแต่อันตรายจากการสวมรองเท้าแตะก็ยังมีอีกเยอะ งั้นเราลองไปดูอันตรายที่เกิดจากรองเท้าแตะกัน

• มีโอกาสเสี่ยงประสบอันตรายสูงขึ้น เพราะรองเท้าแตะไม่ได้สวมติดแน่นอยู่กับเท้าเหมือนกับรองเท้าหุ้มส้น จึงสามารถเลื่อนหรือหลุดจากเท้าไปได้ง่าย ทำให้คุณมีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดอาการบาดเจ็บกับเท้า และเสี่ยงต่อ อุบัติเหตุต่างๆ อาทิ รองเท้าหลุดขณะข้ามถนน ขณะกำลังขึ้น-ลงบันได ขณะกำลังก้าวขึ้นรถ หรือรองเท้าหลุดขณะขับรถ ซึ่งเชื่อว่าหลายคนคงมีประสบการณ์มาบ้าง

• เปลือยเท้าของคุณมากเกินไป รองเท้าแตะส่วนใหญ่จะมีลักษณะเปลือยเท้า ทำให้สวมใส่ง่าย สบาย ขณะเดียวกันก็ทำให้เท้าสัมผัสกับสิ่งสกปรกได้เต็มที่เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นฝุ่นผง โคลน หรือน้ำขังจากพื้นถนนทำให้อวัยวะที่รองรับน้ำหนักและพาคุณเดินไปไหนมาไหนเสี่ยงต่อแบคทีเรียกว่า 15,000 ชนิด หากมีบาดแผล หรือรอยขีดข่วนเกิดขึ้นที่เท้าก็จะทำให้เกิดโรคต่างๆ ตามมาได้

• รองรับเท้าได้ไม่ดีพอ พื้นรองเท้าแตะมักจะแบนราบ ไม่เข้ากับสรีระตามธรรมชาติของฝ่าเท้า จึงไม่สามารถรองรับฝ่าเท้าได้ดีเพียงพอ อีกทั้งวัสดุส่วนใหญ่ที่ใช้ทำมาจากยางที่ไม่เอื้อให้เกิดความรู้สึกสบายเท้ามากนัก จึงส่งผลให้เกิดอาการปวดฝ่าเท้า และส้นเท้าตามมาได้

• เกิดอาการปวดน่อง พื้นที่ค่อนข้างแข็งของรองเท้าแตะทำให้เกิดแรงกดมากที่ฝ่าเท้าและส้นเท้า นอกจากทำให้ปวดฝ่าเท้าและรู้สึกร้าวที่ส้นแล้ว ยังทำให้เกิดอาการปวดน่องได้ด้วย

• เกิดอาการบาดเจ็บของข้อเท้า สะโพก และหลัง เนื่องจากพื้นรองเท้าแตะไม่สามารถรองรับฝ่าเท้าได้อย่างเหมาะสม การวางเท้าของคุณไม่เป็นไปตามธรรมชาติ ทำให้ต้องเกร็งเท้า หรือเดินด้วยการวางเท้าที่ผิดรูปและเมื่อทำติดต่อกันเป็นเวลานาน ก็ก่อให้เกิดอาการบาดเจ็บของข้อเท้าและสะโพกได้ นอกจากนี้ยังประสบปัญหาปวดหลังได้อีกด้วย

ถ้าหากมีความจำเป็นหรือต้องการสวมใส่รองเท้าแตะ ก็ควรเลือกรองเท้าที่ส้นไม่บาง ไม่นิ่มหรือแข็งเกินไป มีพื้นรองเท้าที่นูนกระชับเข้ากับสรีระของฝ่าเท้าเพื่อรับแรงกดของฝ่าเท้าได้ดี และควรสลับสับเปลี่ยนกับการใส่รองเท้าประเภทอื่นเพื่อช่วยปกป้องเท้าของคุณไม่ให้เสี่ยงต่ออันตรายจนเกินไป

ดื่มนมแบบไหนดี?? ให้ประโยชน์ต่อร่างกาย

 

screenshot0111

 

นม ถือเป็นแหล่งอาหารโปรตีนที่สำคัญทั้งในเด็ก และผู้ใหญ่ และยังเป็นแหล่งของแร่ธาตุแคลเซียมและฟอสฟอรัส ซึ่งจำเป็นในการสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง นอกจากนี้นมยังให้วิตามินบี 2 วิตามิน บี 12 รวมทั้งเป็นแหล่งไขมัน และให้พลังงานได้ นม จึงมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาสุขภาพของคนไทย จะเห็นได้จากนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งให้ เพิ่มการผลิต และบริโภคนมมากขึ้น โดยเฉพาะในเด็กวัยเรียน หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ และผู้สูงอายุ สำหรับนมที่ใช้บริโภคในปัจจุบันของบ้านเรา ส่วนใหญ่มาจากน้ำนมโค โดยแบ่งผลิตภัณฑ์นมออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้จ้า

1. ผลิตภัณฑ์พาสเจอร์ไรซ์
นมสดพาสเจอร์ไรซ์ นิยมบรรจุในขวดพาสติกขุ่น กล่องกระดาษหรือถุงพลาสติก โดยวางจำหน่ายในตู้เย็นหรือ ตู้แช่ ซึ่งมีอุณหภูมิต่ำกว่า 10 องศาเซลเซียส เพื่อไม่ให้นมเสีย เนื่องจากกระบวนการผลิตนมพาสเจอร์ไรซื ใช้อุณหภูมิต่ำ ประมาณ 72 – 73 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 15 วินาที เพื่อฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรคเท่านั้น แต่ไม่สามารถทำลาย เชื้อจุลลินทรีย์ที่ทำให้อาหารเน่าเสีย กระบวนการนี้จะใช้ความร้อนต่ำที่สุด เพื่อรักษากลิ่น และรสของน้ำนมสดไว้ นมสด พาสเจอร์ไรซ์ในท้องตลาด บรรจุในภาชนะที่มีสี ซึ่งบอกความหมายที่แตกต่างกัน

2. ผลิตภัณฑ์สเตอร์ไรซ์
นมสดสเตอร์ไรซ์ มักบรรจุในกระป๋องโลหะปิดสนิท กระบวนการผลิตใช้ความร้อนสูง 110 – 116 องศาเซลเซียส เวลา 30 นาที เพื่อทำลายเชื้อจุลินทรย์ที่ทำให้เกิดโรค และอาหารเน่าเสียในอุณหภูมิการเก็บรักษาปกติได้ (อุณหภูมิห้องปกติ เก็บได้ 1 – 2 ปี)

3. ผลิตภัณฑ์ยูเอชที
น้ำนมสดที่บรรจุในกล่องยูเอชที คือ น้ำนมสดที่ผ่านกระบวนการให้ความร้อนที่สูงมากแต่ใช้เวลาสั้นมาก (130 – 135 องศา เซลเซียส เวลา 1 – 3 วินาที) จึงทำให้น้ำนมยังมีกลิ่นและรสที่ดี ไม่มีกลิ่นเป็นนมต้ม (ไหม้) เหมือนนมสดสเตอร์ไรซ์ นมสดที่บรรจุใน กล่องยูเอชที มีอายุการเก็บในสภาพอุณหภูมิปกติได้นาน 6 เดือน สีของกล่องนมมีความหมายเหมือนกับสีที่แสดงอยู่บนขวดหรือกล่อง นมพาสเจอร์ไรซ์ ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์นมยูเอชทีบรรจุในขวดพลาสติก ซึ่งสามารถเก็บที่อุณหภูมิห้องเป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือนด้วย

4. ผลิตภัณฑ์นมผง
การผลิตนมผง เป็นกระบวนการถนอมรักษานมสด โดยการทำให้เป็นผงแห้ง การแปรรูปเป็นผงโดยการระเหยน้ำส่วนใหญ่ออก จากน้ำนมสด ทำให้ผลิตภัณฑ์แห้งเป็นผง มีน้ำหนักเบา ประหยัดค่าใช้จ่ายในการขนส่งและเก็บได้นาน

ดื่มผลิตภัณฑ์นมประเภทใดคุ้มค่าที่สุด

การพิจารณาว่าจะเลือกดื่มนมชนิดไหน ขอให้ดูปัจจัยต่าง ๆ ประกอบกัน นมเป็นแหล่งโปรตีน แคลเซียม และฟอสฟอรัสที่ดี การดื่มนมจึงมุ่งให้ได้สารอาหารดังกล่าว เป็นสำคัญ สำหรับเด็กไขมันในนมก็สำคัญ ด้วยเพราะเป็นแหล่งพลังงาน ดังนั้นควรเลือกผลิตภัณฑ์ ที่มีไขมันด้วย

นมพาสเจอร์ไรซ์ นมสเตอร์ไรซ์ นมกล่องยูเอชที นมข้นไม่หวาน และนมผง หากมีการใช้ถูกต้อง จะให้สารอาหารหลักที่กล่าวมาแล้ว ไม่แตกต่างกัน จึงขอให้เลือกตามกำลังทรัพย์ และความสะดวกที่มีอยู่ ถ้าทีปัญหาเรื่องน้ำตาลแลกโตส อาจต้องจ่ายเพิ่มขึ้นเพื่อซื้อนมชนิดที่ ไม่มีแลกโตส แต่ถ้าอยากได้วิตามิน และสารที่ใช้เสริมเพิ่มเติม ก็ต้องเลือกชนิดที่ผู้ผลิตเติมเข้าไป ซึ่งราคาก็แพงขึ้นไปอีก แต่ผู้บริโภคไม่ต้อง กังวลถ้าไม่ได้ดื่มผลิตภัณฑ์นมชนิดนั้น ๆ เพราะว่านมไม่ได้ให้สารอาหารทุกชนิดที่ร่างกายต้องการ เราจำเป็นต้องกินอาหารอื่น ๆ ให้หลาก หลายด้วย ส่วนผู้ที่ดื่มนมไม่ได้ หรือไม่ชอบดื่มนม หรือดื่มนมแล้วไม่สบายท้อง อาจกินอาหารอื่นแทนเพื่อให้ได้แคลเซียม เช่น ปลาตัวเล็ก ทอดกรอบ ปลากระป๋อง ผักใบเขียวเข้ม หรือเต้าหู้แข็ง เป็นต้น