สมุนไพร กะเม็งตัวเมีย

 

 

สมุนไพร กะเม็ง ชื่อสามัญ False Daisy, White Head, Yerbadetajo Herb

สมุนไพร กะเม็ง ชื่อวิทยาศาสตร์ Eclipta prostrata (L.) L. จัดอยู่ในวงศ์ ASTERACEAE หรือ COMPOSITAE ชื่อเครื่องยา Herba Ecliptae

สมุนไพรกะเม็ง มีชื่อท้องถิ่นอื่นๆ ว่า กะเม็งตัวเมีย กาเม็ง คัดเม็ง (ภาคกลาง), หญ้าสับ ฮ่อมเกี่ยว ห้อมเกี้ยว (ภาคเหนือ), บังกีเช้า (จีน), ฮั่นเหลียนเฉ่า (จีนกลาง), บักอั่งเน้ย, อั่วโหน่ยเช่า, เฮ็กบักเช่า (จีน-แต่จิ๋ว) เป็นต้น

ลักษณะของกะเม็ง
ต้นกะเม็ง จัดเป็นไม้ล้มลุกขนาดเล็ก ที่ทอดไปตามพื้นตั้ง มีความสูงประมาณ 10-60 เซนติเมตร ลำต้นมีสีเขียวหรือสีน้ำตาลแดงและมีขนละเอียด บางต้นค่อนข้างเกลี้ยง และจะแตกกิ่งก้านที่โคนต้น

ใบกะเม็ง ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้ามกัน ลักษณะของใบเป็นรูปหอกเรียวยาว ปลายใบเรียวแหลม ฐานใบเป็นรอยเว้าเข้าเล็กน้อยทั้งสองด้าน ขอบใบเรียบหรือเป็นจักห่างๆ ประมาณ 2-3 จักช่วงปลายใบ ขอบใบทั้งสองด้านมีขนสั้นๆ สีขาว ใบกว้างประมาณ 0.8-2 เซนติเมตร และยาวประมาณ 4-10 เซนติเมตร ก้านใบไม่มี (ถ้าเกิดในที่แห้งแล้งใบจะมีขนาดเล็ก แต่ถ้าเกิดในที่ชุ่มชื้นมีน้ำมากใบจะใหญ่)

ดอกกะเม็ง ออกดอกเป็นช่อกระจุกแน่น ออกดอกเป็นช่อเดี่ยวที่บริเวณยอด หรือ 1-3 ช่อ บริเวณง่ามใบ ดอกวงนอกรูปลิ้น เป็นดอกเพศเมีย มีดอกประมาณ 3-5 ดอก กลีบดอกมีสีขาว ส่วนดอกวงในกลีบดอกติดกันเป็นหลอด ที่ปลายแยกเป็นกลีบ 4 กลีบ มีสีขาว และเป็นดอกแบบสมบูรณ์เพศ ส่วนก้านดอกเรียวยาว มีความประมาณ 2-4.5 เซนติเมตร

ผลกะเม็ง ผลมีลักษณะเป็นรูปลูกข่าง ผลมีสีเหลืองปนดำ เมื่อนำมาขยี้ดูจะมีน้ำสีดำออกมา ส่วนผลแก่แห้งมีสีดำไม่แตก ปลายผลมีรยางค์เป็นเกล็ดยาวประมาณ 2.5 มิลลิเมตร ขนาดของผลยาวประมาณ 3-3.5 มิลลิเมตร และกว้างประมาณ 1.5 มิลลิเมตร

สรรพคุณของกะเม็ง

1. ต้นกะเม็ง สรรพคุณใช้เป็นยาบำรุงเลือด (ต้น,ราก)
2. รากใช้ต้มเอาแต่น้ำกิน ช่วยแก้โรคโลหิตจาง (ราก)
3. ใช้เป็นยาบำรุงร่างกายให้แข็งแรง แก้อาการปวดเมื่อย โดยใช้ต้นผสมกับพริกไทยและน้ำผึ้งแล้วปั้นเป็นลูกเล็กๆ (ต้น)
4. ช่วยแก้โรคกระษัย ด้วยการใช้ทั้งต้นนำมาคั้นเอาแต่น้ำ กรองด้วยผ้าขาวบาง ผสมกับน้ำร้อนครึ่งแก้ว และผสมกับน้ำผึ้งแท้ 1 ใน 3 ส่วน ของน้ำร้อน แล้วนำมารับประทานจะช่วยแก้กษัยได้ และสูตรนี้ยังช่วยขับปัสสาวะ และเป็นยาอายุวัฒนะอีกด้วย (ทั้งต้น)
5. ทั้งต้นมีสรรพคุณช่วยแก้มะเร็ง (อาการเป็นแผลเรื้อรัง เน่าลุกลาม และรักษายาก) (ต้น,ทั้งต้น)
6. มีการใช้กะเม็งในการรักษาโรคเบาหวาน ด้วยการนำต้นกะเม็งมาตากแดดให้แห้ง แล้วนำไปคั่วให้พอหอม นำมาชงกับน้ำร้อนใช้ดื่มเป็นชา (ต้น)
7. น้ำคั้นจากต้นช่วยรักษาอาการดีซ่าน (ทั้งต้น)
8. ช่วยแก้อาการปวดศีรษะข้างเดียว (ลมตะกัง) ด้วยการใช้น้ำคั้นจากต้นนำมาหยอดที่จมูกเวลามีอาการปวด (ต้น)
9. ใช้แก้อาการมึนศีรษะ ตาลาย (ต้น)
10. ช่วยรักษาโรคเกี่ยวกับตา (ราก) ช่วยแก้อาการเจ็บตา แก้ตาแดง ด้วยการใช้ทั้งต้นประมาณ 1 กำมา นำมาต้มใส่น้ำตาลพอหวานเล็กน้อย ต้มให้เดือดประมาณ 15 นาที แล้วนำมาดื่มครั้งละ 1 แก้ว วันละ 3-4 ครั้ง (ต้น,ทั้งต้น)
11. ช่วยแก้อาการหูอื้อ (ต้น)

ชาเขียวช่วยล้างพิษ

 

 

ชาเขียวถือได้ว่าเป็นชาที่ได้รับการยกย่องให้เป็นเครื่องดื่มที่มีสรรพคุณเป็นยาบำบัดมายาวนาน โดยเฉพาะคุณสมบัติในการช่วยขับพิษ และล้างพิษออกจากร่างกาย วันนี้เรามาดูรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้กันค่ะ

การวิจัยพบว่า Polyphenols ในชาเขียวสามารถออกฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระช่วยกระตุ้นการทำงานของเอ็นไซม์ที่ทำหน้าที่ขจัดสารพิษในตับ ยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง และพัฒนาการของแบคทีเรียที่มีประโยชน์ในลำไส้

เราอาจจะสรุปกลไกการทำงานของชาเขียวในการล้างพิษได้ดังนี้

1. ฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระของชาเขียวช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดแข็งตัว โรคหัวใจ ชะลอความชรา ลดขบวนการทำลายสารพันธุกรรมและยับยั้งการก่อมะเร็ง

2. ความจำเพาะเจาะจงในการกระตุ้นเอ็นไซม์ที่ทำหน้าที่ขจัดสารพิษในตับของชาเขียวช่วยเพิ่มขบวนการขจัดสารพิษที่ได้รับจากอาหาร ยา แลสารพิษอื่นๆ ได้ดีขึ้น และทำให้สุขภาพของตับดีขึ้นด้วย

3. ความสามารถในการยับยั้งการแบ่งตัวของเซลมะเร็งของชาเขียว ช่วยลดการเจริญเติบโตของเซลที่ผิดปกติ เนื้องอก และเซลมะเร็งได้

4. ชาเขียวช่วยให้แบคทีเรียที่มีประโยชน์ในลำไส้มีการพัฒนาการทำงานได้ดีขึ้น จึงลดการแทนที่จากแบคทีเรียที่ไม่ดีได้ ส่งผลให้การเผาผลาญอาหารได้ดีขึ้น

5. ช่วยลดคลอเรสเตอรอล LDL และเพิ่ม HDL ซึ่งเป็นไขมันที่ดี ชาเขียวจึงช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคไขมันอุดตันหลอดเลือดได้ ซึ่งเป็นผลดีต่อหัวใจและสมองเราด้วยค่ะ

6. ชาเขียวสามารถยับยั้งการเติบโตของแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดกลิ่นปาก ป้องกันฟันผุ และบรรเทาอาการเหงือกอักเสบ

7. ชาเขียวยังช่วยควบคุมน้ำหนักโดยออกฤทธิ์ร่วมกับ Caffeine ในการเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงาน ในระหว่างวันของร่างกายให้มากขึ้นด้วยค่ะ

ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ ทำให้ชาเขียวสามารถล้างพิษได้ตั้งแต่ในปาก ทางเดินอาหาร ไปจนลำไส้เลยล่ะค่ะ ทั้งยังช่วยเพิ่มปรสิทธิภาพของตับในการทำลายสารพิษก่อนที่จะเข้าสู่กระแสเลือด ชะลอความเสื่อมของเซลต่างๆ ในร่างกายอีกด้วยค่ะ ทำให้ลดสาเหตุของการเกิดโรคต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ซึ่งเป็นการล้างพิษได้ในระดับเซลเลยทีเดียวค่ะ
ผลที่ได้รับจากการล้างพิษด้วยชาเขียว

เมื่อร่างกายได้ผ่านกระบวนการล้างพิษด้วยชาเขียวไประยะหนึ่งแล้ว ระบบขับถ่ายของเราจะค่อยๆ ดีขึ้น ปัญหาท้องผูกและร้อนในจะลดลง โอกาสในการเกิดโรคมะเร็งในทางเดินอาหารน้อยลง ผิวพรรณจะค่อยๆ สดใสขึ้น ไม่หมองคล้ำ ระบบประสาททำงานได้ดีขึ้น และลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคความจำเสื่อม ตับมีสุขภาพดีขึ้น และที่สำคัญคือคุณจะห่างไกลจากการเป็นโรคเรื้อรังต่างๆ ได้ด้วยค่ะ การล้างพิษด้วยชาเขียวจึงเป็นวิธีที่ปลอดภัยและมีข้อจำกัดน้อยกว่าวิธีอื่นๆ ค่ะ

ขนาดในการรับประทานที่เหมาะสม
• วันละ 750 มก. สำหรับผู้ที่ต้องการล้างพิษเพื่อความสดใส
• วันละ 1500 มก. สำหรับผู้ที่ต้องการล้างพิษเพื่อฟื้นฟูสภาพร่างกาย

สรรพคุณครบถ้วนขนาดนี้ อย่าลืมหาชาเขียวติดบ้านไว้ดื่มกันทุกวันนะคะ ร่างกายจะได้แข็งแรงห่างไกลจากสารพิษต่างๆ ค่ะ

ใส่เครื่องประดับแวววาวแค่ไหนไม่ดูเยอะ

 

 

เครื่องประดับชนิดที่เป็นประกายวิบวับสวยในตัวของมันเองอยู่แล้ว แต่การจะเอามาแต่งให้สวยบนตัวเรานี่สิที่เป็นเรื่องยากเพราะถ้าพลาดขึ้นมา ชุดสวยของคุณอาจดับอนาถเลยก็ได้

1. กลบจุดร้ายขยายจุดเด่น ถ้าคุณมีต้นขาใหญ่ก็อาจจะคาดเข็มขัดที่ติดเพชรแวววาว หรือถ้าหน้าอกเล็ก การติดเข็มกลัดเพชรเก๋ๆ สักอันก็จะทำให้หน้าอกดูมีเนื้อมีหนังขึ้นได้ นี่คือข้อดีของเครื่องประดับประเภทนี้ เพราะความแวววับจับตาของมันจะช่วยดึงดูดสายตาคนที่มองเข้ามาเลยใช้อำพรางส่วนที่คุณไม่อยากให้คนสนใจได้ ขณะเดียวกันถ้าอยากให้คนมองไปที่ร่างกายส่วนไหน แค่ใช้เครื่องประดับวิบวับที่บริเวณนั้น ความฝันของคุณก็จะเป็นจริงเช่นกัน

2. มากไปก็ล้น กฎเหล็กอย่างหนึ่งของการใช้เครื่องประดับที่เป็นประกายระยิบระยับ คือต้องอย่าใส่มากกว่าหนึ่งชิ้น ไม่อย่างนั้นการแต่งตัวของคุณจะดูเยอะจนถึงขั้นรกและล้น เพราะไอเท็มวิบวับทั้งหลายมีความโดดเด่นในตัวของมันเองอยู่แล้ว ถ้าเอาเด่นกับเด่นมาประชันกัน คุณอาจดูเหมือนลิเกหลงโรงออกมาเดินเที่ยวตลาดได้

3. วิบวับไม่เหมาะกับคนเจ้าเนื้อ เสื้อผ้าที่มีเลื่อมพรายแวววาวจะทำให้คนใส่ดูตัวใหญ่ขึ้นโดยปริยาย จึงไม่เหมาะกับสาวๆ ร่างอวบที่มีโครงตัวใหญ่อยู่แล้ว ถ้าชอบความวิบวับของมัน ขอแนะนำให้สาวๆ ร่างอวบใส่เสื้อที่เนื้อผ้าธรรมดา แล้วใส่ต่างหูหรือกำไลระยิบระยับแทนจะดีกว่า

4. ไม่เลื่อมทั้งบนและล่าง ยกเว้นคุณจะไปงานราตรีที่ทุกคนแต่งตัวประชันกันไม่อย่างนั้นควรเลี่ยงการใส่เสื้อวิบวับกับกระโปรงติดเลื่อมแพรวพราวเข้าไว้ ถ้าจะใส่ก็ทำตัวเป็นคนรักเดียวใจเดียว เลือกมาแค่ชิ้นเดียวก็พอแล้ว คนที่มองมาจะได้ไม่เวียนหัว

เรื่องน่ารู้ของคนรักหมวก

 

 

นอกจากหมวกใบเก่งจะทำให้การแต่งตัวของคุณดูมีสไตล์ขึ้นแล้ว มันยังช่วยป้องกันคุณจากรังสียูวีได้อีกด้วย ว่าแต่หมวกแบบไหนที่เหมาะจะเลือกเป็นคู่ใจรบกับแสงแดดมากที่สุด มาหาคำตอบกันค่ะ

หมวกเบสบอล หมวกแบบนี้เหมาะกับสปอร์ตเกิร์ลที่คล่องแคล่วทะมัดทะแมง แต่ไม่เหมาะจะใส่กันแดดเป็นประจำทุกวัน เนื่องจากปีกของมันเล็กแคบเลยกันแดดได้เฉพาะบริเวณหน้าผากกับตาเท่านั้น แต่จมูก แก้ม คางของคุณก็ยังต้องเจอกับพลังอำมหิตของแสงแดดอยู่ดี ถ้าคุณเป็นปลื้มกับหมวกเบสบอลถึงขั้นที่ตัดสินใจแล้วว่าฉันยอมหน้าดำดีกว่าพรากจากหมวกสุดที่รัก ขอแนะนำให้ทาครีมกันแดดบนใบหน้าร่วมไปด้วย มะเร็งผิวหนังจะได้มีโอกาสเจาะไชเข้ามาน้อยลง

หมวกฟาง คนไทยเราชอบใส่หมวกฟางเพราะเบาสบาย มีรูถ่ายเทอากาศทำให้ใส่แล้วไม่รู้สึกร้อนอบอ้าว แต่ข้อเสียของหมวกแบบนี้คือมันป้องกันรังสียูวีไม่ได้ เพราะการเอาฟางมาสาน ถึงจะถักได้ประณีตเนี้ยบขนาดไหนก็ยังต้องมีรูให้แสงแดดเจาะไชเข้ามาได้ หมวกแบบนี้จึงเหมาะจะเอาไว้ใส่ในวันที่แดดไม่แรงนัก แต่ไม่เหมาะจะเอาไว้สู้แดดตอนเที่ยงที่อุดมไปด้วยรังสียูวี

หมวกปีกกว้าง เป็นหมวกที่คนเกลียดแดดจะไม่ผิดหวังที่ได้ใส่ เพราะปีกที่กางออกรอบด้านจะช่วยป้องกันแดดที่ตกลงมากระทบหน้าผาก จมูก แก้ม รวมถึงลำคอด้านหลังได้ทั้งหมด ผลวิจัยบอกว่าคนที่ใส่หมวกเป็นประจำจะลดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งได้ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ และถ้าปีกหมวกกว้างถึง 4 นิ้ว ก็จะยิ่งลดโอกาสเป็นมะเร็งได้มากขึ้นเป็น 40 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าจะให้เริ่ดคุณสาวๆ ควรยอมลงทุนมากขึ้นอีกนิดซื้อหมวกปีกกว้างที่ทำมาจากวัสดุที่ป้องกันรังสียูวีได้ เท่านี้คุณก็ไม่ต้องกลัวฝ้ากระจุดด่างดำแล้ว

หมวกคาวบอย หมวกแบบนี้ช่วยกันแดดได้เฉพาะด้านหน้านับจากหน้าผากลงมาที่จมูกและคางเท่านั้น แต่เนื่องจากปีกหมวกด้านข้างถูกยกสูง ก็เลยเป็นที่พึ่งให้แก้มและคอของคุณรอดพ้นจากรังสียูวีไม่ได้ ยิ่งถ้าใครใส่ออกไปขี่ม้ากลางแดดร้อนเปรี้ยง ขอบอกว่าถึงลุคส์จะเท่จัดโดนใจ แต่ก็เป็นความเท่ที่เสี่ยงกับมะเร็งผิวหนังไปด้วย อืม..คุ้มจริงๆ

เป็นผู้หญิงแค่เลือกกินก็สวยแล้ว

 

 

You Are What You Eat” เป็นประโยคศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่เคยเชย แม้แต่เรื่องความสวย ถ้าเลือกอาหารได้ถูกประเภทคุณก็เนรมิตความงามได้ด้วยตัวเอง

กระ ฝ้า จุดด่างดำ..จะเยอะไปไหน อย่าเข้าใจผิดว่าสารพัดจุดทั้งหลายหลงใหลได้ปลื้มกับความสวยของคุณ ถึงได้ยกโขยงมาเยี่ยมกันทั้งแก๊ง ความจริงคือมันถูกส่งตรงมาโดยมลพิษตัวร้าย เช่นฝุ่น ควันรถ และแสงแดดร้อนจ้าที่เราต้องเจอกันอยู่ทุกวันต่างหากล่ะ แต่จะกี่กระกี่ฝ้าก็ต้องแตกกระเจิง ถ้าคุณหมั่นทานอาหารที่มีเบต้าแคโรทีนที่เป็นศัตรูของสารอนุมูลอิสระ อย่างเช่น มะละกอ ส้ม มะเขือเทศ แครอท ฟักทอง ปลาทู ปลาแซลมอน ยิ่งถ้าอยากได้ผิวสวยเนียนเรียบไม่มีกระเลยจริงๆ ขอบอกว่าโด๊ปคือคำตอบสุดท้าย คุณต้องกินอาหารที่มีเบต้าแคโรทีนให้ได้ถึงวันละ 2-3 ส่วนต่อมื้ออาหาร รับรองว่าผิวจะใสกิ๊งเหมือนแก้มเด็กเลยทีเดียว แต่ถ้านานๆ กินทีแล้วหวังให้ผิวสวยฉ่ำ อันนั้นเราเรียกว่าฝันกลางวันค่ะพี่น้อง

หน้ามันมากถึงมากที่สุด อาการผิวมันเกิดจากต่อมไขมันขยันเกินค่าจ้าง ผลิตน้ำมันออกมาตลอดเวลา แต่เราติดเบรกให้ต่อมไขมันด้วยการทานข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต และอาหารจำพวกธัญญาพืช ที่อุดมไปด้วยวิตามินบี 2 ก็จะช่วยยับยั้งการผลิตน้ำมันนส่วนเกินได้ ทีนี้ก็ได้เวลาบอกลาหน้ามันๆ แล้ว

กรี๊ด!! จะล้านไหมเนี่ย!! ถ้าเป็นเงินล้านก็ว่าไปอย่าง แต่ถ้าสิ่งที่เริ่มจะล้านคือหัวของคุณเอง แสดงว่าหนังศีรษะเริ่มจะมีปัญหาซะแล้ว วิธีกอบกู้สถานการณ์ไม่มีอะไรดีไปกว่าการกินกล้วยมากๆ เพราะในกล้วยมีวิตามินบี อาหารบำรุงที่หนังศีรษะต้องการ พอหนังศีรษะแข็งแรงรากผมก็มีที่ยึดเกาะดีขึ้นจะได้ไม่พร้อมใจกันโบกมือลาคุณอย่างทุกวันนี้ไง

ถึงแพ้จะเป็นพระ แต่อยากชนะมากกว่า ประโยคนี้คงจะเป็นความจริงจากใจของสาวๆ ขี้โรค ที่กำลังถูกตามป่วนเสียจนถูกอะไรนิดอะไรหน่อยอาการก็กำเริบไปหมด แต่ไม่ต้องกลัวค่ะ เพราะอาหารที่จะเปลี่ยนคุณให้เป็นผู้ชนะเป็นเพื่อนซี้ใกล้ตัวนี่เอง นั่นก็คือผักตำลึง เวลาภูมิแพ้ทำพิษจนเป็นผื่นขึ้นมา ให้เอาใบตำลึงมาล้างจนสะอาด คั้นเอาแต่น้ำ ใช้สำลีชุบน้ำใบตำลึงแปะบนบริเวณที่แพ้ประมาณ 5 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่นๆ สารอาหารในตำลึงมีสรรพคุณช่วยให้ผิวแข็งแรงมีภูมิต้านทานสิ่งที่แพ้ได้ดีขึ้น ยิ่งถ้าหมั่นทำบ่อยๆ ผิวบริเวณนั้นจะเก่งกล้าสามารถถึงขนาดเลิกแพ้ไปเลย

ผมสวยไม่มีวันหมดอายุ เคยเห็นคนแก่บางคนที่หน้าตาวิ่งเลยไปไกลแต่ผมยังดำสนิทกันบ้างไหม ถ้าไปถามเคล็ดลับผมสวย คุณอาจแปลกใจที่คุณยายตอบมาว่าไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากทานถั่วลิสงทุกวันเท่านั้นเอง เพราะถั่วชนิดนี้เทพมากๆ เรื่องวิตามินบี กินแล้วจะช่วยหยุดการเปลี่ยนแปลงเซลล์ของสีผม ทำให้ผมสลวยดำมันไม่มีเปลี่ยนแปลง

Blushing Blush

 

 

หนึ่งในไอเท็มที่สาวๆ ต้องมีเพื่อช่วยให้การแต่งหน้าสมบูรณ์แบบนั่นคือบลัชออนค่ะ บลัชออนจะช่วยให้แก้มดูสุขภาพดี มีสีชมพูระเรื่อ และบางครั้งยังช่วยปรับแต่งโครงหน้า พรางส่วนเกิน เพิ่มส่วนขาดได้ด้วยนะคะ วันนี้เรามีเทคนิคดีๆ ที่จะช่วยให้สาวๆ เพลิดเพลินกับการแต่งเติมบลัชออนบนแก้มที่สวยใสมาฝากค่ะ พร้อมแล้วไปเริ่มกันเลย

รู้จักประเภทของบลัชออน

อยากจะปัดบลัชออนให้สวยต้องรู้จักประเภทของบลัชออนให้ดีก่อนค่ะ จะได้เลือกใช้ได้เหมาะสมกับสภาพผิวของแต่ละคน ซึ่งบลัชออนนั้นก็มีอยู่ทั้งหมด 3 ประเภทใหญ่ๆ ด้วยกันค่ะ ได้แก่

1. บลัชออนแบบฝุ่น บลัชออนชนิดนี้ควรใช้ปัดบนแก้มที่ทารองพื้นและลงแป้งเรียบร้อยแล้ว โดยใช้แปรงปัดแก้มขนาดใหญ่ทาสีจากตลับบลัชออน แล้วเคาะให้ผงสีบลัชออนกระจายตัวก่อนปัดลงบนแก้มโดยเริ่มจากการใช้แต่น้อยก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้สีเข้มเกินไป และค่อยๆ เพิ่มปริมาณสีขึ้นเรื่อยๆ จนได้ระดับความเข้มที่ต้องการค่ะ

เทคนิคง่ายๆ ในการปัดบลัชออนแบบฝุ่นให้สวยคือ ต้องยิ้มให้กับตัวเองในกระจก แล้วบรรจงปัดบลัชออนลงไปตามแนวสันแก้ม จะได้ดูสวยระเรื่อแบบเป็นธรรมชาติค่ะ

2. บลัชออนแบบครีม การทาบลัชออนแบบครีมนั้นเหวี่ยงบรรดาแปรงปัดแก้มสารพัดแบบทิ้งไปเลยค่ะ เพราะใช้แค่นิ้วงามๆ ของเราบรรจงทาก็พอ ซึ่งต้องทาลงบนแก้มที่ลงรองพื้นแล้วแต่ยังไม่ลงแป้งฝุ่น โดยแตะเนื้อครีมลงบนแก้มประมาณ 2-3 จุดแล้วไล้จากพวงแก้มขึ้นไปหาโหนกแก้ม เกลี่ยให้กลมกลืนเนียนเรียบแล้วจึงลงแป้งและแต่งหน้าตามปกติค่ะ

ข้อดีของบลัชออนประเภทนี้คือ จะได้สีที่ดูเปล่งปลั่งเป็นธรรมชาติมากๆ เลยล่ะค่ะ

3. บลัชออนแบบเหลว บลัชออนแบบนี้มีวิธีการใช้เหมือนแบบครีมเลยค่ะ แต่เนื้อจะเหลวกว่า มีลักษณะอ่อนใสเหมือนกับน้ำเลยค่ะ และสามารถลงแป้งฝุ่นก่อนทาได้ และเมื่อทาบลัชออนนี้เสร็จแล้วก็อาจจะใช้แป้งฝุ่นไล้ทับบางๆ อีกครั้ง เพื่อให้ดูระเรื่อเป็นธรรมชาติค่า

ปาร์ตี้ปีนี้แต่งแบบนี้เกิดแน่

 

 

1. ชุดรัดใต้อก ข้อดีของชุดแบบนี้ก็คือ ไม่ว่าคุณจะกินเท่าไหร่พุงของคุณก็ไม่มีทางยื่นออกมาโชว์ความตะกละให้ชาวบ้านจับได้ เพราะตั้งแต่ใต้อกลงไปได้ถูกปิดบังด้วยเนื้อผ้าหลวมกว้างคล้ายชุดคลุมท้องไปหมดแล้ว และเนื้อผ้าบางพลิ้วสีสวยหวานพวกนี้ยังจะช่วยเนรมิตให้คุณดูเป็นสาวน้อยบอบบางน่าทะนุถนอมได้ในพริบตา..อ้อ! แต่อย่าให้หนุ่มๆ เห็นตอนหล่อนโซ้ยแหลกก็แล้วกัน เดี๋ยวลุคส์สวยที่สร้างไว้จะพินาศเสียหมด

2. โบฮีเมียนเดรส ก่อนอื่นขออธิบายก่อนว่าคำว่าโบฮีเมียนไม่ใช่ภาษาที่มนุษย์ต่างดาวเอามาทิ้งไว้ แต่มันหมายถึงชุดเกาะอกยาวกรอมเท้า ตัดด้วยผ้าพิมพ์ลายสีสดใสที่ดาราสาวๆ เขากำลังฮิตกันนั่นล่ะ ขอบอกว่านี่เป็นอุปกรณ์ช่วยชีวิตที่จะทำให้คุณไม่กลืนหายไปในหมู่ยายชะนีอึ๋มๆ (กว่าคุณ) นับร้อยชีวิต เพราะโบฮีเมียนเดรสจะผลักดันบุคลิกสวยซนแก่นเซี้ยวของคนใส่ออกมา มองปุ๊บก็รู้ปั๊บว่าผู้หญิงคนนี้ต้องคุยมันส์ขยันหยอดมุก ไม่มีปล่อยให้หนุ่มๆ ยืนน้ำลายบูดแน่นอน ที่สำคัญเครื่องประดับที่เข้ากับชุดแบบนี้ไม่มีคำว่าแพง เลยไม่มีใครคาดหวังว่าคุณจะต้องขนพวกโคตรเพชรคุณหญิงย่าออกมาใส่โชว์ เย้!

3. เดรสแนวเจ้าหญิง ขอเชิญหวานให้มดอ้วนปี๋ได้ตามสบายสำหรับคนที่ตัดสินใจว่าคืนนี้ชั้นจะขอสวยเริ่ดเชิดหยิ่ง ดูมีสกุลและสง่าราศีที่สุดในชีวิต ชุดแบบนี้เป็นเดรสที่ อย.ออกใบอนุญาตมาแล้วว่าสวยชัวร์ เกิดชัวร์ และแพงชัวร์ ยิ่งถ้าใครมีมรดกตกทอดเป็นเครื่องเพชรประจำตระกูลก็ควรจะบรรจุมาให้ครบเซ็ต เอาแบบให้ รปภ.ต้องตามประกบกันไปเลย

4. เดรสสไตล์ค็อกเทล อันว่าเดรสแบบนี้จะดูกึ่งๆ ลำลองและกึ่งๆ พิธีการ หน้าตาจะเหมือนชุดราตรีงานกาล่าดินเนอร์ราวกับเป็นแฝดพี่ฝาดน้องคลานตามกันมา เพียงแต่หั่นกระโปรงให้สั้นลงเท่านั้นเอง จึงรับประกันได้ว่าคุณจะไม่ถูกเหล่าสาวไฮโซจิกหางตามองอย่างเหยียดหยาม เพราะชุดคุณกับชุดหล่อนมันสำนักเดียวกันเป๊ะ

8 ไอเดียจัดตู้เสื้อผ้าให้หรูเริ่ด

 

 

อยากพะยี่ห้อเป็นแฟชั่นนิสต้าตัวจริง อย่าเอาแต่โรยหน้าด้วยการอัพลุคส์ให้ล้ำอย่างเดียว ควรอัดฉีดความเปรี้ยวให้ถึงเนื้อใน ลองจัดตู้เสื้อผ้าซะใหม่ให้ดูเก๋ไก๋เป็นหมวดเป็นหมู่ เผื่อใครมาเปิดตู้ดูจะได้รู้ว่า โอ้วว..นี่ล่ะแฟชั่นจ๋าตัวจริง!

1. เคลียร์ตู้และเสื้อผ้า ก่อนอื่นให้เริ่มจากเอาเสื้อผ้าออกจากตู้ให้หมดแล้วเช็ดทำความสะอาดให้เรียบร้อย รอจนแห้งสนิทจึงค่อยนำเสื้อผ้าไปแขวนจะได้ไม่เกิดกลิ่นอับ จากนั้นก็เช็คเสื้อผ้าทุกชิ้นที่มีแล้วแยกออกเป็นหมวดหมู่ว่าชิ้นไหนที่ยังจะใส่อยู่ แล้วมีชิ้นไหนที่ไม่อยากใส่และใส่ไม่ได้แล้วบ้าง

2. แยกประเภทเสื้อผ้า คัดแยกออกตามประเภทอย่างกระโปรง กางเกงขายาว ยีนส์ เสื้อยืด เสื้อเชิ้ต เดรส ฯลฯ หรือจะแบ่งตามประเภทของการใช้งานก็ได้ อย่างชุดทำงาน ชุดไปเที่ยว ถ้ามีหลายตู้ก็แบ่งไปประเภทละตู้เลยก็ได้

3. พับเก็บบ้าง เสื้อผ้าทุกชิ้นไม่จำเป็นต้องเอาจัดเรียงแขวนเสมอไป บางประเภทถ้าพับเก็บไว้จะดีต่อเสื้อผ้ามากกว่า แถมยังประหยัดเนื้อที่แขวนอีกด้วย อย่างพวกกางเกงขาสั้น เสื้อยืด กางเกงยีนส์ ผ้าเช็ดตัว และชุดนอนบางชุดที่สามารถพับเก็บได้

4. เลือกไม้แขวนที่เหมาะกับเสื้อผ้า ควรเลือกใช้ไม้แขวนที่ทนทานมีคุณภาพดีที่สำคัญต้องเหมาะสมกับน้ำหนักของเสื้อผ้าที่จะใช้แขวน เทคนิคการแขวนก็คืออย่าแขวนเสื้อผ้าซ้อนกัน แต่ละตัวควรให้ห่างกันอย่างน้อย 1 นิ้ว วิธีนี้จะทำให้ตู้เสื้อผ้าดูสบายตาและไม่ทำให้เสื้อผ้ายับหรือหายากอีกด้วย

5. จัดเรียงแขวนตามหมวดหมู่ เริ่มทยอยเอาเสื้อผ้าเข้าแขวนโดยเรียงตามชนิดของเสื้อผ้า อย่างราวบนให้เริ่มเรียงแขวนเสื้อเชิ้ตไปจนถึงแสคและเดรส แต่ละชนิดก็ให้ไล่เรียงเป็นเฉดสี เริ่มจากเฉดสีพื้นๆ ที่แมทช์กับเสื้อผ้าสีอื่นได้ง่ายก่อนอย่างสีขาว สีครีม สีน้ำตาล สีเทา สีกรม สีดำ ไปจนถึงเฉดสีสันจัดจ้านโดยไล่จากโทนอ่อนไปเข้ม ส่วนพวกกางเกงและกระโปรงสั้นให้ไล่แขวนที่ราวล่าง หรือถ้ามีตู้พอที่แยกได้ แยกไปไว้อีกตู้เลยก็ได้ค่ะ เคล็ดลับนี้จะช่วยทำให้ตู้เสื้อผ้าของเราดูหรูขึ้นทันตาเลยทีเดียว

6. เพิ่มกล่องเล็กๆ ในตู้ ควรหากล่องพลาสติกหรือกล่องกระดาษน่ารักๆ มาวางในตู้เสื้อผ้า ไว้สำหรับแยกเก็บของกระจุกกระจิกอย่างเข็มขัด ถุงเท้า ถุงน่อง เครื่องประดับและผ้าพันคอ จะช่วยทำให้ตู้เสื้อผ้าไม่รกและยังเพิ่มความน่ารักได้อีกด้วย

7. ทำความสะอาดเป็นประจำ หมั่นเคลียร์และทำความสะอาดตู้เสื้อผ้าอย่างน้อย 1-2 เดือนต่อครั้ง เพื่อไม่ให้เกิดกลิ่นอับ แถมยังจะได้อัพเดทเทรนด์เสื้อผ้าในตู้ไปด้วย อันไหนเชยจะได้พับเก็บไว้ก่อน หรือตัวไหนใส่ไม่ได้แล้วหรือไม่คิดจะใส่อีกจะได้เคลียร์ของไปบริจาคหรือจะเอาไปขายมือสองก็ได้ ตู้เสื้อผ้าจะได้ไม่รกแถมยังได้ตังค์เก็บไว้เป็นทุนช้อปฯเซ็ตใหม่อีกด้วย

8. อย่าช้อปฯ ตามเทรนด์จนเกินลิมิต ท่องจำไว้ว่าเทรนด์ใหม่มาเดี๋ยวมันก็ต้องไป เวลาที่แฟชั่นไหนฮิตจัดๆ อย่าไปกระหน่ำซื้อมาเยอะให้เลือกแบบที่ชอบที่สุดและสามารถแมทช์กับสไตล์กลางๆ ออกมาได้หลายลุคส์ จะได้ไม่ต้องมายืนถอนใจเพราะเสียดายตังค์ทุกครั้งที่เปิดตู้ดูไงคะ

เนรมิตลุคส์เก๋ๆ ให้ตัวเองกันแล้ว ก็อย่าลืมเนรมิตตู้เสื้อผ้าของเราเองให้สวยเจิดแจ้งเกิดเป็นไอเท็มเด่นในบ้านกันบ้าง ไม่งั้นเดี๋ยวน้องตู้เค้าแอบงอนแล้วจะหาว่าเราไม่เตือนไม่ได้เน้อ

Hair Trends 2015

 

 

ปีนี้แฟชั่นทรงผมดัดลอนและผมยาวตรงดูจะหมดยุคไปแล้ว สำหรับสาวๆ ที่อินเทรนด์กับทรงผมเพราะผมสั้น ผมบ๊อบ และผมหางม้า คล้ายเด็กมัธยมกำลังจะกลับมาให้ผู้หญิงดูเด็กลง แต่ซ่อนความเปรี้ยว เฉี่ยว เก๋ สำหรับผู้หญิงยุคใหม่วัยทำงานในปัจจุบัน

ผมสั้นสไตล์สาวมั่น ผมสั้นหลากหลายสไตล์ ไม่ว่าจะเป็นบ๊อบ หน้าม้า ซอยสั้นสุดฮอตแบบเจ้าแม่วิคตอเรีย เบคแฮม ที่ไว้สั้นมาหลายปีแต่ไม่เคยแพ้สาวผมยาวเซ็กซี่คนไหน เพราะผมสั้นจะส่งให้สาวๆ โดดเด่นจากคนอื่น เป็นสาวมั่นสะดุดตาหนุ่มๆ ไม่ว่าจะผมสีเข้มให้ดูเป็นสาววินเทจหรือจะร้อนแรงด้วยการเปลี่ยนสีผมโดนใจ ใครว่าสาวผมสั้นแอบหวานแอบเปรี้ยวไม่เป็นจริงไหม

ผมเปียรอบศีรษะคล้ายเจ้าหญิงกรีก ถ้าสาวๆ ต้องการสวยแบบเจ้าหญิง เนื่องในโอกาสพิเศษ แต่ทำได้แค่เกล้าทรงสูงและแซมดอกไม้ดอกเล็กๆ ในวันธรรมดาก็จะดูไม่เหมาะ ลองเปลี่ยนเป็นถักเปียรอบศีรษะให้เป็นสาวหวานคล้ายเจ้าหญิงโรมันหรือเทพธิดากรีก ไม่ว่าคุณจะสวมชุดทำงาน หรือเปลี่ยนเป็นชุดเดรสกลางคืนน่ารักๆ ก็ไม่ต้องเสียเวลาเข้าร้านทำผมบ่อยๆ แล้วค่ะ

ผมหางม้าเรียบง่ายแต่หรูเลิศ ผมหางม้าในปัจจุบันไม่เชยเหมือนเด็กมัธยมอีกแล้วค่ะ เพราะนอกจากจะทำให้ผู้หญิงอย่างเราเป็นสาวหวาน เช่นนางเอกสาวหน้าหวาน จักจั่น อคัมย์สิริ สุวรรณศุข ทำให้ผมหางม้ายังไม่เคยตกเทรนด์ แต่ต้องเพิ่มลูกเล่นให้กับหางม้านิดหน่อยเพื่อความเรียบหรู โดยวิธีง่ายๆ ได้ เพียงยกผมด้านหน้าให้พองขึ้น แล้วใช้สเปรย์ฉีดผมเพื่อให้ผมอยู่ทรง ส่วนผมด้านหลังก็รวบเป็นหางม้าธรรมดา แค่นี้ไม่ว่าจะเป็นวันทำงานหรือไปงานเลี้ยงต่อก็แสนจะชิลค่ะ

ผมสั้นเซตให้เปรี้ยวจี๊ด สาวเซ็กซี่หรือสาวเปรี้ยวไม่จำเป็นต้องซอยสั้น แต่ผมสั้นเลยติ่งหูนี่แหละ สามารถทำให้สาวๆ เปรี้ยวด้วยวิธีง่ายๆ ด้วยการเซตผม ไม่ว่าจะเป็นสาวผมสั้นหรือสาวผมยาวประบ่าคุณก็สามารถลุยวันทำงานหรือสนุกสนานในวันปาร์ตี้โดยไม่ต้องเสียเงินควักกระเป๋าเข้าร้านทำผมกันเลยทีเดียวการเซตผมให้ดูฟูฟ่องพองๆ เป็นอีกวิธีหนึ่งที่แสนง่ายดาย ใช้เวลาเล็กน้อย ทรงผมก็จะดูนุ่มนวลเหมือนปุยเมฆ ดีกว่าการดัดเป็นลอนๆ ที่เสี่ยงกับผมที่เสียอีกด้วยค่ะ

ผมสั้นประบ่าทรงเก๋ ทรงผมสุดชิคสำหรับปี 2012 ยังคงเป็นผมสั้นที่ดูนุ่มนวลสบายตาไม่เพียงแต่สั้นแค่คอเรียบๆ แต่สามารถสไลด์ปลายผมและเซตให้ดูมีเลเยอร์หรือจับเป็นลอนส่วนปลาย ไม่ดูเป็นผมบ๊อบเรียบๆ จนเกินไปไม่ว่าจะเป็นสาวห้าว สาวหวาน สาวๆ ก็สามารถเลือกเสื้อผ้าสวยที่เหมาะกับวันได้อย่างลงตัว สวยมีเสน่ห์ไม่ซ้ำใคร

แต้มริมฝีปากด้วยลิปสติกสีสวย

 

 

สีสันสดใสแต่งเติมได้ง่ายๆ ด้วยลิปสติกค่ะ เพียงแค่รู้จักลิปสติกประเภทต่างๆ ให้ดีแล้วเลือกใช้ให้เหมาะสมตามใจชอบ สาวๆ ก็จะสนุกกับการแต่งหน้ายิ่งขึ้น อยากรู้จักประเภทต่างๆ ของลิปสติก ตามมาเลยค่ะ เราพร้อมจะนำเสนอแบบจัดเต็มเลย

ประเภทของลิปสติก อยากสนุกกับการเลือกลิปสติกสีสวย ต้องมาทำความรู้จักลิปสติกแต่ละประเภทให้ดีกันก่อนค่ะ และต้องรู้ด้วยว่าลิปสติกแบบไหนเหมาะกับการทายังไง จะได้เลือกใช้ได้อย่างถูกต้องยังไงล่ะคะ

Tint เจ้า Tint นี้จะเรียกว่าเป็นลิปสติกก็ไม่เชิงนะคะ เพราะว่ามาในรูปแบบคล้ายกับน้ำผสมสีไม่ได้มาเป็นแท่งหรือเป็นเนื้อครีม แต่ก็ใช้แต้มที่ริมฝีปากเหมือนกับลิปสติกเลยค่ะ สีของ Tint นี้จะติดทนนาน เพราะเนื้อสีจะซึมไปตามผิวชั้นนอกของริมฝีปาก ทำให้สีเด่นชัดและติดทนนาน หลายคนจึงมักนิยมใช้ Tint มากกว่าลิปสติกเนื้ออื่นๆ และถ้ายิ่งทาทับด้วยลิปกลอสสีใสหรือสีอ่อนๆ เพิ่มความแวววาว จะยิ่งดูสวยใสมากๆ เลยค่ะ สีของ Tint จะมีไม่มาก ส่วนมากจะเป็นสีโทนเข้มๆ อย่างแดงสดหรือสีส้มค่ะ

Matte lipstick ลิปสติกสีด้าน ปราศจากความมันวาวอย่างสิ้นเชิง แต่ดูดีเรียบหรูคลาสสิคและมีสไตล์ค่ะ เหมาะมากถ้าคุณไม่ชอบให้ริมฝีปากของคุณดูมันวาวเกินไป ไม่ว่าจะทาด้วยลิปสติกเนื้อ Matte สีอ่อนหรือสีเข้ม ก็จะได้สีด้านที่ดูดีมีสไตล์สุดๆ เลยค่า

Moisturizing lipstick ลิปสติกชนิดนี้เกิดมาเพื่อคนริมฝีปากแห้งโดยเฉพาะเลยค่ะ เพราะให้ความชุ่มชื่นดีมากๆ มีส่วนผสมของอะโลเวร่าและวิตามินอี ทำให้ปากดูสุขภาพดีสุดๆ แต่ก็มีข้อเสียเล็กๆ ตรงที่ไม่มีความติดทนนานค่ะ หากใช้ลิปกลอสทาทับสีลิปสติกก็จะเพิ่มความแวววาว ดูริมฝีปากชุ่มฉ่ำได้ด้วยนะคะ

Satin and Sheer lipstick ถ้าสาวๆ กำลังมองหาลิปสติกที่ให้สีสวยและติดทนแถมยังมีมอยซ์เจอไรเซอร์เข้มข้น ทำให้ริมฝีปากชุ่มฉ่ำ มันวาว ต้องเลือกลิปสติกเนื้อ Satin หรือ Sheer นี้เลยค่ะเพราะเป็นลิปสติกที่มีสีสวยแบบมันวาว แต่เวลาเลือกจากแท่งลิปสติกจะเห็นว่าสีที่เห็นดูเข้มสดกว่าเวลาที่ทาออกมาจริงๆ อาจจะต้องทาหลายครั้งจึงจะได้สีที่ต้องการชัดเจนค่ะ

Cream lipstick ลิปสติกเนื้อครีมนี้จะมีสีที่เข้มเด่นชัดกว่าเนื้อแบบ Sheer มากๆ เลยค่ะเหมาะมากหากคุณสาวๆ อยากเสริมความมั่นใจด้วยสีสดๆ บนเรียวปาก เพราะให้สีที่ตรงกับสีบนแท่งลิปสติกสุดๆ ทาสีแดงก็จะได้สีแดงแป๊ดบาดใจ หรือทาสีชมพูก็จะได้ริมฝีปากสีหวานสุดๆ ไปเลยค่า แถมยังมีเนื้อที่ชุ่มชื่น บำรุงริมฝีปากไม่ให้แห้งแตกง่าย และมีสีสวยติดทนนานด้วยค่ะ

Pearl lipstick ในงานปาร์ตี้ยามค่ำคืน ถ้าสาวๆ อยากได้รับฝีปากที่เป็นประกายสวยโดดเด่น ต้องเลือกลิปสติกเนื้อ Pearl นี้เลยค่ะ เพราะประกายแวววาวจากกลิตเตอร์ที่ผสมอยู่ในเนื้อลิปสติกจะช่วยให้ริมฝีปากดูสะดุดตามากๆ แต่อาจจะมีข้อเสียเล็กน้อยตรงที่อาจจะดูหนักๆ และริมฝีปากแห้งๆ ไปบ้าง จึงควรทาเพิ่มด้วยลิปกลอสที่จะช่วยให้ริมฝีปากชุ่มฉ่ำสุขภาพดียิ่งขึ้นค่ะ

Long-wearing lipstick สาวๆ ที่ไลฟ์สไตล์ในแต่ละวันค่อนข้างยุ่ง และไม่มีเวลามาเติมริมฝีปากบ่อยๆ ระหว่างวัน ต้องเลือกลิปสติกชนิด Long-wearing เลยค่ะ เพราะขอคอนเฟิร์มว่าติดทนอยู่นานจริงๆ มีตั้งแต่ที่อยู่นาน 4-6 ชั่วโมง หรือชนิดที่ติดทนถึง 8 ชั่วโมงเลยก็มีค่ะ แต่ก็ยกเว้นเวลากินอาหารนะคะ สีของลิปสติกก็จะมีหลุดออกไปบ้างให้ต้องเติมสีเข้าไป และข้อเสียของลิปสติกแบบนี้คือริมฝีปากจะดูแห้งมากๆ ควรบำรุงริมฝีปากให้ดูชุ่มชื่นก่อนทาค่ะ

Gloss ที่สุดของความมันวาวเป็นธรรมชาติต้องยกให้ลิปสติกแบบ Gloss เลยค่ะ เพราะมีสีที่สวยใสเป็นธรรมชาติ แถมริมฝีปากยังดูมันวาวสุขภาพดีสุดๆ ใช้ทาเดี่ยวๆ ในวันที่แต่งหน้าใสๆ หรือใช้ทาทับริมฝีปากที่ทาลิปสติกสีสดๆ ให้ดูชุ่มฉ่ำขึ้นไปอีกก็ได้ค่ะ และยิ่งเดี๋ยวนี้มีแบบมีสีอ่อนๆ และมีกลิ่นหอม รสหวานทำให้ลิปสติกแบบ Gloss นี้น่าใช้ขึ้นไปใหญ่เลยค่ะ