รักษาโรคแบบนี้ก็มีด้วย

 

 

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อค่ะสาวๆ ขา ว่าบนโลกใบโตของเรานี้นอกจากมีโรคภัยไข้เจ็บแปลกๆ ระบาดไปทั่วแล้วก็ยังมีวิธีรักษาโรคแบบแปลกๆ อยู่ด้วย จะแปลกแค่ไหนเราจะพาไปดูกันค่า พร้อมแล้วตามมาเลย!!

ไฟรักษาไข้ ไฟที่เรากำลังจะพูดถึงคือไฟร้อนๆ นี่แหละค่ะ ใครจะไปเชื่อคะว่าไฟร้อนๆ จะใช้รักษาโรคได้ ซึ่งการรักษาด้วยไฟนี้เกิดขึ้นที่โรงพยาบาลท้องถิ่นในมณฑล Zhejiang ประเทศจีน โดยแพทย์ผู้รักษานั้นจะจุดไฟบนผ้าขนหนูผืนใหญ่ที่วางอยู่บนร่างกายของคนไข้ ซึ่งเค้าเชื่อกันค่ะว่าการรักษาด้วยไฟแบบนี้ช่วยป้องกันและรักษาโรคไข้หวัดได้อย่างดีเลยล่ะค่า ว้าว! แค่เห็นภาพก็ร้อนแทนแล้วจ้า

ฝังในมูลสัตว์ อาจจะดูฟังอี๋ๆ ไปบ้าง แต่ขอบอกว่าเรื่องนี้มีอยู่จริงที่อินเดียค่ะ เชื่อกันว่าเป็นการรักษาโรคอัมพาต โดยจะนำเด็กไปฝังไว้ในมูลสัตว์เป็นเวลานานกว่า 6 ชั่วโมง และต้องทำในวันที่เกิดสุริยะคราสเท่านั้นนะนายจ๋า!

ปลิงดูดโรค ว้าว! ปลิงที่ว่านี้ก็คือปลิงตัวเป็นๆ นี่แหละค่ะ ซึ่งมีความเชื่อง่ายๆ ตรงๆ ว่าเมื่อเราเป็นไข้ หน้าและตัวเราจะแดง แสดงว่าเลือดในตัวนั้นไม่สมดุล ที่ตัวเราแดงนั้นเป็นเพราะมีเลือดมากเกินไป ต้องเอาเจ้าปลิงมาดูดๆๆ เลือดออกให้สมดุลค่ะ ไม่อยากจะคิดจริงๆ ว่าถ้าเจ้าปลิงนี่ดูดเลือดออกมามากเกินไปแล้วจะเอาเลือดคืนเข้าไปยังไงน้า??

พิษของผึ้ง อาวุธประจำตัวของสัตว์ตัวจิ๋วสุดอันตรายอย่างเหล็กในของผึ้งก็สามารถนำมารักษาโรคได้นะคะ ในมณฑล Shaanxi ทางตะวันตกของจีน เค้าใช้พิษจากเหล็กในของผึ้งรักษาโรคข้ออักเสบ (Arthritis) และโรคเยื่อจมูกอักเสบ (Rhinitis) แต่เจ๊ว่าถ้าคนไข้แพ้เหล็กในผึ้งคงจะรักษาด้วยวิธีนี้ไม่ได้แน่ๆ เลยจ้า

กินกบเป็นๆ เหตุเกิดที่มณฑล Jiangxi ประเทศจีน เมื่อมีความเชื่อเรื่องการกินกบเป็นๆ ในการรักษาอาการปวดท้องและไอ โดยกบที่กินเข้าไปนั้นก็เป็นกบเป็นๆ เลยล่ะค่า แล้วแบบนี้กบทอดหรือผัดเผ็ดกบที่บ้านเรานิยมกินกันจะใช้รักษาโรคได้มั้ยน้า

เต่าเทอราพิน เต่าที่เชื่อว่าสามารถนำมาบำบัดรักษาโรคได้นี้คือเต่าเทอราพิน (Terrapin) โดยเชื่อกันว่า การสัมผัสของเต่าสามารถรักษาอาการโรคปวดข้อ หรืออาการปวดเมื่อยต่างๆ ได้ด้วย การรักษาดังกล่าวเกิดขึ้นในเมืองๆ หนึ่งห่างจากกรุงพนมเปญออกไปประมาณ 20 กิโลเมตร โอ้โห! ช่างเป็นเต่าที่มหัศจรรย์จริงๆ เลยค่า

โคลนบำบัด ด้วยความเชื่อที่ว่าในโคลนนั้นมีแร่ธาตุปนอยู่มาก และล้วนแล้วแต่เป็นแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย สามารถบรรเทาอาการปวดจากโรคไขข้ออักเสบ และการบาดเจ็บสมองจากการกระแทกได้ด้วยค่ะ แต่เจ๊ว่าถ้าจะใช้โคลนรักษานี้ควรเป็นโคลนจากแหล่งที่สะอาดๆ หน่อยก็น่าจะปลอดภัยกว่านะคะสาวๆ

กรี๊ด!! เห็นวิธีรักษาแต่ละอันแล้วเพลียมากค่ะ แบบนี้เลือกไม่ถูกจริงๆ ว่าจะยอมรักษาแบบนี้ หรือยอมป่วยต่อไปดี เห็นแบบนี้แล้วเราก็ขอให้ทุกคนรักษาสุขภาพตัวเองให้ดีนะคะ เพราะยังไงๆ แล้วความไม่มีโรคก็คือลาภอันประเสริฐสุดแล้วจริงๆ ค่า!

วันแห่งความรัก ที่เก่าที่สุดในโลก

 

 

วาเลนไทน์อาจจะเป็นวันแห่งความรักที่ฮิตที่สุด แต่ถ้าพูดถึงวันแห่งความรักที่เกิดมาก่อนใครเพื่อน จนเรียกได้ว่าเก่าลายครามที่สุดในโลก ต้องยกให้ “วันทานาบาตะ” เป็นตัวจริงเสียงจริง

วันทานาบาตะ(ของญี่ปุ่น) นี้ ในประเทศจีนคือวันขึ้น 7 ค่ำเดือน 7 ตามปฏิทินจันทรคติ และเมื่อเอาไปเทียบกับบันทึกตำนานอักษรเก่าแก่ของจีนแล้ว ก็ได้คำตอบว่ามันเป็นวันแห่งความรักที่มีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่นโน่นเลย นับเวลาแล้วคนจีนรู้จัก “ทานาบาตะ” มามากกว่า 2,000 ปี ก่อนที่ฝรั่งจะมีวันวาเลนไทน์ถึง 300 ปีด้วยซ้ำไป

ตำนานวันขึ้น 7 ค่ำเดือน 7 เป็นเรื่องราวความรักที่พลัดพรากของหนุ่มเลี้ยงวัวกับสาวทอผ้า ว่ากันว่าเมื่อหลายพันปีก่อนมีเด็กหนุ่มเลี้ยงวัวที่ยากจนคนหนึ่งต้องอาศัยบ้านพี่ชายกับพี่สะใภ้อยู่ ชีวิตของหนุ่มเลี้ยงวัวนี่จัดว่าตามสไตล์นิยายน้ำเน่าของแท้ เพราะมีแต่ความลำบากอดมื้อกินมื้อทุกวัน เนื่องจากพี่สะใภ้เป็นคนใจร้ายและเกลียดขี้หน้าน้องผัวเป็นที่สุด

วันหนึ่งพี่สะใภ้วางแผนจะกำจัดน้องผัว จึงให้วัวมา 9 ตัวแล้วสั่งว่าให้ออกจากบ้านไปเลี้ยงวัวจนกว่าจะมีวัวครบ 10 ตัวจึงกลับมาได้ เจอวิชามารเข้าเต็มๆ อย่างนี้เด็กเลี้ยงวัวก็ได้แต่อึ้งจึงไปยืนหมดอาลัยตายอยากอยู่ริมแม่น้ำ ทันใดนั้นเองก็มีชายแก่ผมขาวคนหนึ่งเข้ามาถามไถ่ พอรู้เรื่องชายแก่ก็บอกว่าบนเขามีวัวแก่ป่วยหนักอยู่ตัวหนึ่ง ถ้าเด็กหนุ่มไปรักษามันให้หายก็จะมีวัวครบ 10 ตัวตามที่พี่สะใภ้ต้องการ แล้วเขาก็จะกลับบ้านได้ เด็กเลี้ยงวัวได้ฟังแล้วก็รีบขึ้นเขาไปหาวัวตัวนั้น โดยไม่รู้เลยว่าที่จริงเจ้าวัวแก่ก็คือเทวดาองค์หนึ่งที่ทำผิดกฎสวรรค์จนถูกไล่ลงมาเป็นวัว แต่ตอนที่ตกลงมามันเกิดขาหักก็เลยนอนซมไปไหนไม่ได้ และชายแก่ที่เขาพบก็คือเจ้าวัวตัวนี้แปลงกายออกไปหาความช่วยเหลือนั่นเอง

หลังจากเด็กหนุ่มพาวัวกลับบ้านแล้วก็รักและดูแลวัวตัวนี้อย่างดี วันหนึ่งเขาเดินผ่านลำธารและได้เห็นเหล่าเทพธิดาทอผ้าลงมาเล่นน้ำกัน จะเป็นบุพเพสันนิวาสหรือโชคร้ายก็ไม่รู้ที่ทำให้เจ้าหนุ่มเกิดหลงรักนางฟ้าจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ วัวแก่จึงแนะว่า “พรุ่งนี้เป็นวันที่ 7 เดือน 7 ธิดาของเทพเจ้าแห่งสวรรค์ทั้ง 7 องค์จะลงมาสรงน้ำในโลกมนุษย์อีก ท่านจงขโมยเสื้อผ้าของสาวทอผ้าไว้ เธอก็จะกลับไปสวรรค์ไม่ได้และจะยอมแต่งงานกับท่าน” หนุ่มเลี้ยงวัวรีบทำตามคำแนะนำ และได้สาวทอผ้ามาเป็นภรรยาสมใจ (ตอนนี้คล้ายๆ พระสุธนกับนางมโนราห์ของไทยเราเลยแฮะ) หลังจากแต่งงานกัน ทั้งสองก็มีลูกชายหญิงอย่างละคนและอยู่กันอย่างมีความสุข แต่เพราะการที่นางฟ้าลงไปแต่งงานกับมนุษย์เป็นเรื่องที่ผิดกฎสวรรค์ เมื่อ เง็กเซียนฮ่องเต้ ทรงทราบเรื่องเข้า ก็ส่ง เจ้าแม่หวังหมู่ (ชายาของเง็กเซียนฮ่องเต้) ลงมาจับตัวสาวทอผ้ากลับไป ทิ้งให้หนุ่มเลี้ยงวัวนอนหัวใจสลายอยู่บนโลกมนุษย์เพียงลำพัง เจ้าวัวแก่สงสารนายน้อยของมันมากจึงบอกเขาว่า หลังจากที่มันตายให้เขาเอาหนังของมันมาตัดเป็นรองเท้า รองเท้านี้จะช่วยให้เขาเหาะขึ้นไปหาสาวทอผ้าบนสวรรค์ได้ เมื่อเจ้าวัวตายลง เด็กหนุ่มก็ทำตามที่มันบอก และในที่สุดคู่รักที่พลัดพรากทั้งสองก็ได้พบกันอีกครั้ง

แต่อุปสรรคความรักยังคงตามมาขวางกั้นอยู่ดี เพราะขณะที่ทั้งสองกำลังเดินมาหากันนั้นเอง เจ้าแม่หวังหมู่ (ชายาของเง็กเซียนฮ่องเต้) ก็ชักปิ่นปักผมออกมาขีดลงไปบนท้องฟ้า กลายเป็นทางช้างเผือกขึ้นขวางหน้ากั้นทั้งคู่ไว้คนละฝั่ง ชายเลี้ยงวัวกับหญิงทอผ้าได้แต่ยืนร้องไห้มองหากันอยู่คนละฟากฟ้า จนนกสี่เชวี่ย (นกมงคลประเภทหนึ่งของจีน) เกิดสงสารจึงได้บินมาต่อกันจนกลายเป็นสะพานทอดระหว่างทางช้างเผือกให้ทั้งคู่เดินเข้ามาพบกันได้ เจ้าแม่หวังหมู่ จึงได้อนุญาตให้ทั้งสองมาพบกันได้ทุกๆ วันที่ 7 เดือน 7 ของแต่ละปี และชาวโลกก็ยึดเอาวันนี้เป็น “วันแห่งความรัก” เรื่อยมาตั้งแต่สมัยโบราณมาแล้ว วันที่ 7 เดือน 7 เป็นวันที่สาวๆ ชาวจีนให้ความสำคัญมากที่สุด พอถึงวันนี้สาวๆ จะเอาผลไม้มาบวงสรวงเทวดาฟ้าดิน ขอให้ตนมีสติปัญญา มีฝีมือเย็บปักถักร้อยอันวิจิตร และให้ได้พบรักมีชีวิตสมรสที่สมบูรณ์พูนสุข

ชาวญี่ปุ่นเรียกวันที่ 7 เดือน 7 ว่า “วันทานาบาตะ” และจะฉลองโดยการเขียนกลอนไปติดไว้บนต้นไผ่ หรือไม่ก็ตัดกระดาษอธิษฐานเป็นรูปกิโมโน สำหรับเจ้าหญิงทอผ้ากับด้ายห้าสีสำหรับชายเลี้ยงวัวเอาไปแขวนบนต้นไผ่ด้วย

Tip : ในทางดาราศาสตร์ดาวชายเลี้ยงวัวคือดาวอัลแทร์ในกลุ่มดาวนกอินทรี ส่วนดาวของหญิงทอผ้าก็คือ ดาววีกาในกลุ่มดาวพิณ

มะเนะกิเนะโกะ น้องเหมียวนำโชค

 

 

ถ้าถามว่าสัตว์เลี้ยงที่คุณชอบมากที่สุดคืออะไร? น้องแมวเหมียวต้องเป็นอันดับต้นๆ ในคำตอบของสาวๆ แน่นอนเพราะเป็นสัตว์ที่ขี้อ้อนแถมยังน่ารักน่าเอ็นดู แต่มีเจ้าเหมียวอยู่ชนิดหนึ่งที่นอกจากจะน่ารักน่าเอ็นดูแบบสุดๆ แล้วยังนำโชคดีมาให้ด้วยอีกต่างหาก แมวที่เรากำลังพูดถึงนั่นคือ “มะเนะกิ เนะโกะ” หรือแมวกวัก เป็นรูปปั้นแมวตามความเชื่อของชาวญี่ปุ่นว่าจะนำโชค นำลาภ สำหรับร้านค้าก็จะดึงดูดลูกค้าให้เข้าร้านเช่นเดียวกับนางกวักของไทย หน้าตาของแมวมะเนะกิ เนะโกะ นี้คล้ายคลึงกับแมวพันธุ์พื้นเมืองของญี่ปุ่นชนิดหนึ่งที่ไม่มีหาง ที่เรียกว่า “เจแปนนิส บ๊อบเทล” (Japanese Bobtail)

ตำนานของมะเนะกิ เนะโกะ ก่อนที่เจ้าเหมียว “มะเนะกิ เนะโกะ” จะมีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่นิยมแพร่หลายไปทั่วโลกอย่างในทุกวันนี้ ที่ญี่ปุ่นมีตำนานกล่าวขานถึงที่มาที่ไปของเจ้าเหมียวตัวนี้เอาไว้มากมาย บ้างก็ว่ามีมาตั้งแต่เมื่อ 400 ปีก่อนแต่ตามหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรชิ้นแรกสุดที่กล่าวถึงเจ้าเหมียวนำโชคตัวนี้ เพิ่งจะปรากฏให้เห็นในช่วงสมัยเมจิ ราวทศวรรษที่ 1870 แต่ที่เราคุ้นหูกันดีจะมีอยู่สองเรื่องคือ

ตำนานเรื่องแรกคือ เรื่องที่เล่ากันว่าเกิดขึ้นในยุคเอโดะ มีหญิงชราคนหนึ่งยากจนมาก แต่นางมีแมวเลี้ยงอยู่ตัวหนึ่งและรักแมวมาก จนในที่สุดก็ไม่สามารถเลี้ยงไหวจึงนำไปปล่อย คืนนั้นเองนางก็นอนเสียใจร้องไห้ทั้งคืน กระทั่งฝันว่าแมวมาบอกกับนางว่าให้ปั้นรูปแมวจากดินเหนียวแล้วนางจะโชคดี เช้าวันรุ่งขึ้นหญิงชราจึงตื่นขึ้นมาปั้นแมวจากดินเหนียวไม่ทันไรก็มีคนแปลกหน้าเดินผ่านหน้าบ้านขอซื้อตุ๊กตาแมวตัวนั้นจากนางไป จากนั้นนางก็เพียรปั้นแมวขึ้นมาอีกตัวแล้วตัวเล่า ตุ๊กตาแมวจากการปั้นของนางก็ถูกคนมาขอซื้อไปตลอดเวลา นางจึงเริ่มมีเงินทองจากการขายตุ๊กตาแมว และสามารถนำแมวเลี้ยงสุดที่รักของนางกลับมาเลี้ยงได้อีกครั้งหนึ่ง

ส่วนตำนานอีกเรื่องเล่าว่า ครั้งหนึ่งมีขุนนางผู้มั่งคั่งร่ำรวยได้เดินเข้าไปหลบพายุฝนอยู่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่งในวัดโกโกคูจิ แล้วจู่ๆ ก็มีแมวของพระรูปหนึ่งในวัดมากวักมือเรียกเขาออกไป ทันใดนั้นฟ้าก็ผ่าลงมายังต้นไม้ทำให้ขุนนางรอดชีวิตอย่างปาฏิหาริย์ ขุนนางจึงขอบอกขอบใจเจ้าเหมียวเป็นอย่างยิ่ง แล้วต่อมาก็ได้เป็นเพื่อนกับพระรูปที่เป็นเจ้าของแมว และทำนุบำรุงบริจาคเงินให้แก่วัดนั้นอย่างมากมาย จากวัดจนๆ ที่พระต้องอดอยาก กลายเป็นวัดที่มีชื่อเสียงโด่งดัง เมื่อแมวตัวนั้นเสียชีวิตก็มีการสร้างอนุสรณ์ให้แก่มันด้วย

ตั้งแต่นั้นมาคนญี่ปุ่นก็เลยเชื่อว่าแมวเป็นสัตว์นำโชค จึงมีการปั้นและวางแมวกวักไว้ตามที่ต่างๆ นับแต่นั้นมา และในปัจจุบันสถานที่ต่างๆ ในประเทศญี่ปุ่นหรือแม้แต่ในประเทศไทยเองก็ตาม สามารถพบเห็นมะเนะกิ เนะโกะอยู่ทั่วไป มีหลากหลายขนาดและสีสัน บางส่วนก็ทำกลไกให้มือซ้ายสามารถขยับในลักษณะกวักเข้าหาตัวได้ด้วย ในขณะที่มืออีกข้างนึงก็ถือเหรียญไว้ เพราะมีความเชื่อว่าถ้าแมวที่เลี้ยงไว้ยกขาหน้าขึ้นเสมอหูข้างซ้ายแล้วจะมีคนมาหา ถ้าเป็นร้านค้าก็จะมีลูกค้าเข้าร้าน
ท่ากวักมือของเจ้าเหมียว

ท่ากวักมือของมิเนะกิ เนะโกะ ตามความเชื่อของชาวอาทิตย์อุทัย ให้ความหมายว่า “เชิญเข้ามา..ยินดีต้อนรับ” ดังนั้นพ่อค้าแม่ขายจึงนิยมนำเจ้าเหมียวไปตั้งไว้หน้าร้านเพื่อเป็นตัวนำโชคและเรียกลูกค้าให้เข้ามาในร้านกันเยอะๆ โดยแมวที่กวักซ้ายหมายถึงเรียกคนเข้าร้าน ถ้ากวักมือขวาเป็นการเรียกเงินทองและความโชคดีเข้าบ้าน และยังเชื่อกันว่าหากเจ้าเหมียวมะเนะกิ เนะโกะยิ่งกวักมือสูงมากเท่าไหร่ยิ่งโชคดีมากเท่านั้น

ความหมายตามสีของน้องเหมียว ตามความเชื่อของชาวอาทิตย์อุทัยนั้น แมวกวักแต่ละสีก็จะมีความหมายที่แตกต่างกันออกไปอีก ได้แก่ แมวกวักสีฟ้า, ขาว เชื่อว่าจะกวักเรียกความสุขมาให้, แมวกวักสีม่วง เชื่อว่าทำให้เจ้าของแมวมีสุขภาพดี, แมวกวักสีเทานั้นเชื่อกันว่าจะทำให้โชคดีๆ เฮงๆ, แมวกวักสีเหลืองจะเป็นเรื่องของเงินทอง โชคลาภ, แมวกวักสีแดง เชื่อว่าจะทำให้ประสบความสำเร็จในชีวิต, แมวกวักสีดำ เชื่อว่าจะคอยป้องกันอันตรายได้, แมวกวักสีเขียวจะช่วยให้สมปรารถนาและโชคดีเรื่องเรียน และแมวกวักสีชมพู เชื่อว่าจะโชคดีเรื่องความรัก นอกจากนี้ยังมีที่สุดของแมวกวักคือแมวสามสีกวักมือซ้าย ที่เชื่อว่าจะทำให้โชคดีที่สุด

ธรรมดาน้องแมวก็เป็นสัตว์ที่น่ารักน่าเอ็นดูอยู่แล้ว ยิ่งมีตำนานที่มีเรื่องเกี่ยวกับความโชคดีเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เจ้าแมวเหมียวมิเนะกิ เนะโกะ เลยยิ่งเป็นที่รักของใครหลายๆ คนเข้าไปใหญ่ ว่าแล้วก็ไปหาแมวกวักสีชมพูมาไว้สักตัวดีกว่า โลกจะได้เป็นสีชมพูกับเขาสักที เมี้ยวววว!!!

ผีกะ บริวารที่มองไม่เห็นในความเชื่อของคนไทย

 

 

คนไทยกับผีเป็นเพื่อนซี้ที่อยู่คู่กันมายาวนานแล้ว และไม่ใช่ว่าฝ่ายคนจะต้องวิ่งหน้าตั้งหนีผีเสมอไป ในบางท้องถิ่นผีก็เป็นฝ่ายถูกคนจับมาเลี้ยงไว้ใช้งานได้เหมือนกัน

ผีกะเป็นผีพื้นบ้านทางภาคเหนือ ชื่อของยายผีตัวนี้มาจากมารยาทบนโต๊ะอาหาร เพราะนางใช้ช้อนส้อมดินเนอร์หรูมีระดับไม่เป็น แต่จะใช้มือขย้ำอาหารยัดใส่ปากอย่างตะกละตะกราม ก็เลยเรียกกันสั้นๆ ว่า “ผีกะ” มีลักษณะคล้ายผีปอบคือชอบเข้าสิงคนและชอบกินของสดของคาว ทางเหนือเชื่อกันว่าผีกะไม่จำเป็นต้องเป็นวิญญาณเสมอไป บางทีคนเป็นๆ ก็เป็นผีกะได้ ถ้าเผลอไปหลับนอนกับผู้หญิงที่เป็นผีกะ หรือกินข้าวร่วมกับคนที่เป็นผีกะครบเจ็ดไห คนที่เลี้ยงผีจะต้องเซ่นสังเวยด้วยเนื้อสัตว์ดิบๆ ทุกวันที่กำหนดถึงจะสามารถใช้ประโยชน์จากผีกะได้ แต่ถ้าเลี้ยงไม่ดีปล่อยให้ผีกะอดๆ อยากๆ มันจะเข้าสิงคนเลี้ยงทำให้กลายเป็นครึ่งคนครึ่งผี ต้องออกไปจับคนมาแหวะท้องกินตับไตไส้พุงในตอนกลางคืน คล้ายๆ นางผีกระสือของภาคกลาง

ผีกะมีหลายชนิด ชนิดที่เรียกว่าผีกะพระ-นาง เป็นผีที่นักแสดงทางเหนือนิยมเลี้ยงกันมากที่สุด เพราะเชื่อกันว่าต่อให้เจ้าของหน้าตาอะเฟรดชนิดหมอศัลยกรรมยังต้องคืนเงิน แต่ถ้าเลี้ยงผีกะไว้ในตอนกลางคืนมันจะออกมาเลียหน้าทำให้คนเลี้ยงสวยหล่อหยาดฟ้ามาดินเลยทีเดียว และยิ่งดึกเท่าไรก็ยิ่งสวยมากขึ้นเท่านั้น แต่ขอย้ำว่าความสวยนี้จะมาเฉพาะตอนกลางคืน ส่วนกลางวันคาดว่าผีคงจะง่วงนอนเลยไม่รับทำโอที

ผีกะอาคม คนมีวิชาอาคมสมัยก่อนไม่ค่อยจะยอมสอนใครง่ายๆ แต่ก็มีคนอยากมาเป็นลูกศิษย์กันมากมาย ลูกศิษย์บางคนพอครูไม่สอนให้ก็มาแอบดูหรือขโมยตำราไปเรียนเอง โดยไม่ได้ทำพิธีขึ้นครู จึงถูกอาคมที่ครูสาปแช่งไว้ในตำรานั้นทำให้กลายเป็นผีที่เรียกว่าผีกะอาคมไปในที่สุด

ผีกะตระกูล เป็นผีกะที่ชาวเหนือนิยมเลี้ยงกันอย่างแพร่หลาย และจะยกย่องเทียบเท่าบรรพบุรุษคนหนึ่ง คนโบราณให้สังเกตว่าบ้านไหนเลี้ยงผีกะตระกูล ที่นาของบ้านนั้นจะอุดมสมบูรณ์อยู่เสมอ ไม่มีแมลงมารบกวน ไม่มีโรคระบาดจนข้าวล่มทั้งนาแต่การเลี้ยงก็ต้องระวังให้มากอีกเช่นกัน เพราะถ้าเจ้าของบ้านตายไปโดยไม่สั่งเสียลูกหลานไว้ ปล่อยให้ผีกะตระกูลอดอยาก มันจะเข้าสิงชาวบ้าน (ส่วนใหญ่ก็คนเลี้ยงนั่นล่ะ) แล้วออกไปหาของดิบของคาวกินเอง คนบ้านนั้นจะกลายเป็นที่รังเกียจของคนทั้งหมู่บ้านโทษฐานที่ทำไม่ดีกับบรรพบุรุษ

ธรรมเนียมการให้เครื่องเซ่นผีกะมีอยู่ว่า ผู้ชายไม่ต้องทำอะไรมาก แค่เซ่นไข่ดิบคนละฟองเท่านั้น แต่ผู้หญิงจะต้องเซ่นผีกะด้วยเนื้อสัตว์ดิบๆ และถ้าแม่จะตายก็ต้องสั่งเสียให้ลูกสาวทำต่อ ตกทอดกันไปรุ่นสู่รุ่น ถ้าแม่บ้านบ้านไหนเลี้ยงไม่ดีผีกะจะเข้าสิงคนเลี้ยง จากนั้นก็จะแพร่พันธุ์ให้คนในบ้านต่อๆ ไปจนกลายเป็นผีกะกันทั้งบ้าน หลังจากนั้นเชื้อสายของผีกะจะตกทอดไปแบบทายาทอสูร คือลูกสาวคนสุดท้องจะต้องเป็นผีกะต่อจากมารดาไปเรื่อยๆ จนกว่าจะบ้านนั้นจะสิ้นลูกสิ้นหลาน แต่ถ้าครอบครัวนั้นไม่อยากรับสืบทอดการเป็นผีกะแล้วก็ให้เอาน้ำลายของคนที่เป็นผีกะไปป้ายที่ปากแมวโพง เจ้าเหมียวตัวนั้นก็จะรับการถ่ายทอดเป็นผีกะแทน

ชาวเหนือเชื่อกันว่าผู้หญิงที่เป็นผีกะจะมีเสน่ห์มาก ทำให้ผู้ชายหัวทิ่มหัวตำกันเป็นทิวแถว ถ้าสาวคนไหนมีหนุ่มมารุมจีบเยอะผู้ชายจึงต้องทดสอบว่าเธอเป็นผีกะหรือเปล่า ด้วยการใช้ “ตองกล้วยงำเครือ” (ใบตองใบสุดท้ายที่ปกเครือกล้วย) มาลงคาถาปลุกเสก จากนั้นก็เจาะใบกล้วยเป็นรูแล้วมองหญิงสาวผ่านใบกล้วยไป ถ้าเธอเป็นผีกะ จะเห็นแมวหรอตัววอกตัวเล็กๆ 2 ตัวเกาะอยู่บนบ่าผู้หญิงคนนั้น ช่วยกันแลบลิ้นเลียใบหน้าเธอให้สวยงามมีออร่ามหาละลวยอยู่ตลอดเวลา

วิธีปราบผีกะมีหลายวิธี เช่น ผ้าที่ใช้ยารอยต่อของหม้อนึ่งกับไหข้าว เรียกว่า “เตี่ยวหม้อหนึ้ง” มาผูกคอคนที่ผีกะเข้าสิง เพราะชาวบ้านเชื่อว่าหม้อข้าวมีเทวดาคุ้มครองอยู่ เมื่อผีเจอกับเทวดาก็เหมือนไม้ซีกมาเจอไม่ซุง ฝ่ายผีก็ต้องมอดม้วยมรณาไปเอง อีกวิธีหนึ่งให้ปลุกเสกพริกหรือพริกไทยพ่นใส่หน้าคนถูกผีเข้า เพราะผีไม่ถูกกับพริก เจอเข้าไปจะแสบตาจนต้องชิ่งหนี

วิธีปราบผีกะที่เข้าสิงผู้หญิงที่ได้ผลมากอีกวิธีหนึ่งคือ จับหญิงนั้นแก้ผ้าประจานหรือไม่ก็ข่มขืนคนที่ถูกผีเข้าสิงเสียเลย (อันนี้โหดแฮะ) ผีจะรีบย้ายที่สิงสถิตด่วนจี๋ แต่จะเพราะอะไรตำราท่านไม่ยักเขียนไว้เสียด้วยสิ

ดาวหาง ดาวแห่งมรณะ

 

 

ดาวหางเป็นดาวอาภัพที่ถูกสังคมประณามว่าเป็นดาวอัปมงคลมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว จนตำราโหราศาสตร์ถึงกับบันทึกไว้ว่า “ดาวหางเปรียบเสมือนไม้กวาดแห่งจักรวาล” เพราะถ้ามาเมื่อไรก็จะกวาดสิ่งดีๆ ไปจากโลกนี้ ความเชื่อทางโหราศาสตร์บอกว่า โชคร้ายที่ดาวหางนำมาให้จะไม่เกิดกับคนธรรมดาอย่างเราๆ (เย้!!) แต่จะไปเกิดกับคนสำคัญๆ ระดับผู้นำประเทศ ไม่ก็ทำให้เกิดภัยพิบัติต่างๆ เช่น ปัญหาข้าวยากหมากแพง การก่อการร้าย เกิดสงคราม เกิดเชื้อโรคสายพันธุ์ใหม่ รวมทั้งจะเกิดการเปลี่ยนแปลงตัวผู้นำประเทศด้วย

หลักฐานที่ทำให้คนโบราณเชื่อว่าดาวหางนำโชคร้ายมาให้มีอยู่ทั่วโลก ที่เด่นๆ ก็อย่างเช่น ในคัมภีร์ไบเบิลซึ่งได้บันทึกไว้ว่า ก่อนที่นครโซดอมและโกโมราห์จะถูกพระเจ้าทำลาย ก็มีประชาชนเห็นดาวหางปรากฏบนท้องฟ้า ต่อมาในปีที่มีดาวหางปรากฏอีกครั้ง ซีซาร์ของกรุงโรมก็ได้เสด็จสวรรคต ทำให้ชาวบ้านยิ่งปักใจเชื่อในความอัปมงคลของดาวหางมากขึ้น

ชาวญี่ปุ่นเองก็รับความเชื่อเรื่องดาวหางมาเต็มๆ เคยมีพระจักรพรรดิ์พระองค์หนึ่งถึงกับยอมสละราชสมบัติเพื่อรักษาพระชนม์ชีพไว้ เมื่อมีดาวหางปรากฏขึ้นในรัชสมัยของพระองค์ (เพราะถ้าดาวหางปรากฏ ผู้นำประเทศมักต้องเสียชีวิต) เดือนกันยายน พ.ศ. 2453 เป็นปีที่เกิดดาวหางฮัลเลย์ขึ้นสว่างเต็มท้องฟ้าผู้คนตื่นเต้นด้วยกันทั้งโลก และไม่นานหลังจากนั้น “พระเจ้าเอ็ดวาร์ดที่ 7” แห่งอังกฤษก็เสด็จสวรรคต

จากหลายๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้นักโหราศาสตร์ปักใจหวาดกลัวดาวหางกันมากขึ้น แต่สำหรับนักดาราศาสตร์แล้ว ดาวหางกลับเป็นดาวแห่งความหวังที่นำชื่อเสียงมาให้ เพราะในวงการดาราศาสตร์มีประเพณีว่า ใครได้ค้นพบดาวดวงใหม่เป็นคนแรกก็ให้ตั้งชื่อดาวตามชื่อคนที่ค้นพบ นักดาราศาสตร์จึงพยายามคำนวณหากันว่าเมื่อไรจะมีดาวหางเกิดขึ้น เพื่อที่ว่าถ้าเป็นจริงตามที่คำนวณ ชื่อของนักดาราศาสตร์คนนั้นก็จะได้เอาไปตั้งเป็นชื่อดาว และถูกบันทึกไว้ในวงการดาราศาสตร์ไปตลอดกาล
ดาวหางที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ “ดาวหางฮัลเลย์”

และเป็นดาวที่มีความผูกพันกับโลกเรามากที่สุด เพราะมันจะโคจรมาให้ชาวโลกได้เห็นเสมอทุกๆ 75-76 ปี ผู้ค้นพบมันคือ “เอ็ดมันด์ ฮัลเลย์” นักดาราศาสตร์ชาวอังกฤษ แต่ชื่อเสียงของฮัลเลย์ก็เหมือนดาวหางดวงอื่นๆ คือไม่ค่อยจะดีเท่าไร เพราะแต่ละปีที่ฮัลเลย์มาเยือนโลกจะมีแต่เรื่องร้ายๆ เกิดขึ้นทั้งสิ้น เช่น

พ.ศ.303 ดาวหางฮัลเลย์มาเยือนโลกเป็นครั้งแรก ช่วงนี้เกิดสงครามโรมันกับคาร์เทจ หลังจากนั้นโรมันได้ทำสงครามกับคาร์เทจอีก 2 ครั้ง จนมีผู้คนล้มตายเป็นเบือ

พ.ศ.600 เป็นครั้งที่ 5 ที่ชาวโลกได้เห็นฮัลเลย์ ไม่นานก็เกิดกบฏต่อต้านโรม ทำให้นครเยรูซาเล็มต้องพินาศ

พ.ศ.994 โลกต้อนรับการมาเยือนของดาวหางดวงนี้ด้วยเหตุการณ์ที่อาณาจักรฮั่นที่ยิ่งใหญ่ถูกตีแตก

พ.ศ.1999 ฮัลเลย์โคจรมาโลกของเราเป็นครั้งที่ 23 เกิดไข้ทรพิษระบาดในประเทศไทย มีชาวบ้านล้มตายเป็นจำนวนมาก

พ.ศ.2453 หลังจากฮัลเลย์ผ่านมาเป็นครั้งที่ 29 ก็เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 และ พระเจ้าเอ็ดวาร์ดที่ 7 แห่งอังกฤษ และ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคต
นี่ยังไม่นับเหตุการณ์วินาศภัยจากพายุ น้ำท่วม แผ่นดินไหว และอุบัติเหตุต่างๆ อีกหลายครั้ง เช่น แผ่นดินไหวติดต่อกัน 3 ครั้งที่เม็กซิโกทำให้มีคนตายนับไม่ถ้วน เกิดพายุน้ำท่วมที่บังคลาเทศในเดือนกุมภาพันธ์ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 20,000 คน ผู้นำโซเวียตตายกันถึง 8 คน ในช่วงก่อนและหลังจากดาวหางฮัลเลย์โคจรผ่านโลกไม่นาน
เพราะเหตุการณ์เหล่านี้ทำให้ฮัลเลย์ได้รับฉายาว่า “ดาวหางโลกาวินาศ” และเป็นการตอกย้ำความเชื่อว่าดาวหางจะนำโชคร้ายมาสู่โลกให้ฝังลึกลงไปอีก

ตำนานนกกระเรียนพันตัวของซาดาโกะ

 

 

ช่วงนี้อ่านข่าวเกาเกลาของดาราแล้วรู้สึกปวดตับปวดไตมากเลยค่ะคุณขา สาดโคลนไปใส่ไข่มาให้วุ่นวายกันไปหมด กลายเป็นสงครามน้ำลายกันใหญ่โตเลยก็มี ทำให้นึกถึงตำนานเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับสงครามและการสูญเสียในสมัยก่อน นั่นคือตำนานนกกระเรียนพันตัวของซาดาโกะค่ะ

กำเนิดการพับนกกระเรียนในญี่ปุ่น ตำนานเรื่องการพับนกกระเรียนนี้ เป็นเรื่องราวของเด็กสาวคนหนึ่งชื่อ ซาดาโกะ ซาซากิ เกิดเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2486 ที่เมืองฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่น ต่อมาวันที่ 6 สิงหาคม 2488 ขณะที่ซาดาโกะมีอายุ 2 ขวบ เป็นช่วงปลายของสงครามโลกครั้งที่ 2 เครื่องบินของกองทัพสหรัฐอเมริกาก็ทิ้งระเบิดปรมาณูลูกแรกของโลกลงมาที่เมืองฮิโรชิมา ในตอนนั้นซาดาโกะรอดตายและไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นกับเธอ แต่อีก 10 ปีต่อมา ซาดาโกะเป็นหนึ่งในผู้ป่วยที่เจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวหรือลูคีเมีย ซึ่งเป็นผลมาจากระเบิดนิวเคลียร์นั่นเอง ซาดาโกะเคยฝันอยากเป็นนักวิ่งแต่กลับต้องมาใช้ชีวิตในโรงพยาบาล แต่เธอก็พยายามต่อสู้โรคร้ายนี้มาตลอด จนกระทั่งวันหนึ่งเพื่อนของเธอชื่อ ชิชูโกะ ได้มาเยี่ยม พร้อมกับนำนกกระเรียนที่พับแล้วมามอบแก่ซาดาโกะหนึ่งตัว แล้วก็เล่าเรื่องตำนานนกกระเรียน สึรุ ให้ฟังว่า สึรุเป็นนกศักดิ์สิทธิ์และเป็นสัญลักษณ์ของการมีอายุยืนยาว ความหวัง ความโชคดีและความสุข อีกทั้งยังช่วยป้องกันความเจ็บป่วย เชื่อว่าถ้าใครสามารถพับนกกระเรียนได้ถึง 1,000 ตัวแล้วผู้นั้นจะแข็งแรง

ความเพียรพยายามของซาดาโกะ หลังจากนั้นซาดาโกะก็เพียรพยายามพับนกกระเรียนมาตลอดพร้อมกับเขียนคำว่า “สันติภาพ” ไว้บนปีกของนกกระเรียนที่เธอพับทุกตัว เธอทำอย่างนั้นจนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต ซาดาโกะเสียชีวิตด้วยวัยเพียง 12 ปี และเธอยังพับนกกระเรียนได้เพียง 644 ตัวเท่านั้น แต่เพื่อนๆ ก็ช่วยกันพับจนครบ 1,000 ตัวแล้วนำไปฝังพร้อมกับร่างของเธอที่สุสาน

อนุสาวรีย์ซาดาโกะอนุสาวรีย์แห่งสันติภาพ ด้วยความหวังอันยิ่งใหญ่ที่เธอมีว่าจะเกิดสันติภาพขึ้นได้บนโลกใบนี้ ทำให้เกิดอนุสาวรีย์ของซาดาโกะขึ้นในบริเวณอนุสรณ์สถานสันติภาพฮิโรชิมา เป็นรูปปั้นของซาดาโกะกำลังยื่นมือขึ้นไปบนฟ้าโดยมือของเธอนั้นถือนกกระเรียนสีทอง ผู้คนทั่วโลกต่างยังคงวนเวียนนำนกกระเรียนมาวางไว้ที่ฐานของอนุสาวรีย์ของซาดาโกะอยู่เสมอ เพราะเธอเปรียบเสมือนตัวแทนของผู้ที่เรียกร้องสันติภาพทั่วโลก

จากวันนั้นถึงวันนี้ของตำนานนกกระเรียน ตำนานของเด็กหญิงซาดาโกะกับการพับนกกระเรียน 1,000 ตัวนั้นมีมายาวนานจนทุกวันนี้ จนกลายมาเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้คนได้ตระหนักถึงความเลวร้ายของสงคราม และทำให้การพับนกกระเรียนกระดาษซึ่งเป็นความเชื่อของชาวญี่ปุ่นว่าเป็นการอธิษฐานเพื่อให้หายจากอาการเจ็บไข้ได้ป่วย ก็กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของการเรียกร้องสันติภาพอีกนัยหนึ่งด้วย

เห็นแบบนี้แล้วน่าจะจับบรรดาเหล่าดาราที่ร้อนแรงกันจนวงการบันเทิงเดือดปุดๆ มานั่งพับนกกระเรียนกันสักพันตัว จะได้เข้าใจว่าอยู่กันอย่างสันตินั้นดีที่สุดแล้ว

รูมเมทเพื่อนซี้ที่ทำให้คุณอ้วน

 

 

รูมเมทของคุณอาจจะดีทุกอย่าง แต่เมื่อรูมเมทกับแผนไดเอทมาเจอกัน ผลลัพธ์อาจไม่ดีอย่างที่คิด

1. คู่อ้วนกว่าเดี่ยว การมีเพื่อนกินข้าวด้วยจะทำให้สาวๆ เพลินกับการกิน และกินมากกว่าตอนอยู่คนเดียวถึง 35% แต่ถ้ามีเพื่อนกินแถมยังชวนกันไปกินในร้านที่บรรยากาศดีๆ เพลงเพราะๆ คุยกันถูกคอ ความเมามันส์ในการกินจะเพิ่มอีก 3 เท่า ส่วนสาวๆ ที่ชอบไปเดินซื้อของกินเอากลับไปกินที่บ้านกับเพื่อน จะยิ่งสนุกกับการกินมากขึ้นถึง 75% เห็นหรือยังว่าเพื่อนคนเดียวทำคุณอวบขึ้นได้มากขนาดไหน

2. กระตุ้นให้คล้อยตาม ความอ้วนกับความสุขอยู่ในสปีชีส์เดียวกัน เวลาเห็นคนอารมณ์ดีเราก็จะอารมณ์ดีตามไปด้วย แต่ถ้ามีใครมานั่งเคี้ยวขนมอยู่ตรงหน้า ความอยากของสาวๆ ก็จะถูกกระตุ้นจนทนไม่ได้ ต้องโดดเข้าไปร่วมวงกับเขาด้วย คนที่มีรูมเมทช่างกินจึงมักจะน้ำหนักขึ้นอย่างน้อยก็ 2-3 กิโลภายในเดือนแรกที่ได้เพื่อนร่วมห้อง

3. สูตรไดเอทล้มเหลว สูตรไดเอทเกือบทุกสูตรต้องอาศัยความเข้มแข็งของจิตใจ ต่อให้เป็นสูตรที่โฆษณาว่าไม่ต้องอดอาหารก็เถอะ ยังไงๆ ก็กินลำบากไม่อร่อยเหมือนกินของโปรดของคุณแน่ๆ ผลการวิจัยเขาสรุปมาแล้วว่าคนที่ไดเอทไปได้ตลอดรอดฝั่งมักจะเป็นคนที่อยู่คนเดียว ไม่มีเพื่อนร่วมห้องมาคอยหัวเราะขำหรือพูดจาให้เสียกำลังใจ เพื่อนบางคนที่แสบกว่านั้นถึงขนาดซื้อพิซซ่าเอามาโบกไปโบกมาตรงหน้าก็ยังมี เจอแบบนี้คงผอมยากหน่อยล่ะ

4. ตัวป่วนชวนเลิก ไม่ใช่ว่าเป็นรูมเมทกันแล้วเพื่อนจะเข้มแข็งได้เหมือนคุณ ถ้าคุณกับเพื่อนชวนกันไดเอทพร้อมๆ กันเพื่อนจะเป็นทั้งแรงกระตุ้นและตัวทำลายกำลังใจ ถ้าเพื่อนมาบ่นทุกวันว่าทนไม่ไหวแล้วไม่อยากไดเอทแล้วกำลังใจของคุณจะแกว่งไปด้วย ยิ่งถ้าอยู่ดีๆ ยายเพื่อนก็เลิกไดเอทซะอย่างนั้น เพราะ “ทำแล้วไม่เห็นจะได้ผลเลย” รับรองได้ว่าคุณต้องเลิกตามเพื่อนไปด้วยแน่ๆ

 

ลดปริมาณไขมันในร่างกายด้วยการดื่มน้ำ

 

 

น้ำเป็นเครื่องดื่มที่มนุษย์ทุกคนขาดไม่ได้ เพราะในร่างกายนั้นมีน้ำเป็นส่วนประกอบสำคัญ คนเราทุกคนต้องดื่มน้ำเพื่อหล่อเลี้ยงร่างกาย หากร่างกายขาดน้ำก็ทำให้เราสุขภาพไม่ดี ผิวพรรณไม่สดใส แห้งเหี่ยว น้ำจึงถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งไม่ว่าจะเป็นการเจริญเติบโตของร่างกาย หรือความสวยความงาม ล้วนต้องมีน้ำเป็นองค์ประกอบสำคัญ

ไตจึงต้องใช้น้ำเพื่อให้ไตทำงาน : ไตไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพหากเราทานน้ำไม่เพียงพอ เมื่อไตไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ตับก็จะเป็นตัวที่ต้องทำงานหนักขึ้น หน้าที่หลักของตับก็คือ ช่วยเร่งการเผาผลาญไขมันที่สะสมในร่างกายให้เกิดเป็นพลังงาน แต่ตับต้องมาทำหน้าที่ของไต ทำให้มันไม่สามารถทำหน้าที่หลักได้อย่างเต็มที่ ด้วยเหตุนี้เอง จำทำให้เกิดการเผาผลาญไขมันได้น้อยลง และยิ่งเพิ่มการสะสมไขมันในร่างกายมากขึ้น และทำให้การดูแลรูปลักษณ์หยุดชะงักลง

กักน้ำด้วยน้ำ : การดื่มน้ำอย่างเพียงพอ เป็นการรักษาของเหลวไว้ได้ดีที่สุด เมื่อร่างกายได้รับน้ำน้อย มันจะรับรู้ว่าจะต้องรักษาความอยู่รอดไว้โดยจะต้องรักษาน้ำไว้ทุกหยด ร่างกายจะกักเก็บน้ำไว้ในที่ว่างพิเศษในโพรงเล็กๆ (ภายนอกเซลล์) ซึ่งจะเห็นได้จากอาหารบวมที่เท้า มือ และขา การขับปัสสาวะจะช่วยให้ดีขึ้นชั่วคราว และจะบังคับให้ร่างกายเกิดความรู้สึกว่าจะต้องมีน้ำเข้ามากักเก็บไว้พร้อมกับความต้องการสารอาหารที่สำคัญบางชนิด เมื่อร่างกายได้รับน้ำเพียงพอ อาการที่เกิดขึ้นก็จะหายเป็นปกติ วิธีที่จะหลีกเลี่ยงปัญหาการขาดน้ำในร่างกาย

ดังนั้นคนเราต้องมีการดื่มน้ำในปริมาณมากเพื่อที่ร่างกายจะมีน้ำไว้ใช้ยามขาดแคลน หากคุณมีปัญหาร่างกายขาดน้ำอาจมาจากสาเหตุที่ร่างกายได้รับปริมาณเกลือมากเกินไป ร่างกายของเราจะสามารถรับปริมาณโซเดียมได้จำนวนหนึ่งเท่านั้น แต่การกำจัดปริมาณเกลือที่ทานเข้าไปเกินความต้องการนั้นสามารถทำได้ง่าย เพียงแต่ดื่มน้ำให้มากขึ้นเท่านั้น เพราะน้ำจะช่วยให้ไตขับโซเดียมออกมา คนที่มีน้ำหนักมากร่างกายต้องการน้ำมากกว่าคนผอม คนตัวใหญ่จะมีการเผาผลาญที่มากกว่า น้ำจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับคนที่มีน้ำหนักมาก เพราะน้ำเป็นตัวสำคัญที่ช่วยในการเผาผลาญไขมัน

นอกจากนี้ น้ำยังช่วยทำให้กล้ามเนื้อของเรามีความชุ่มชื้น และยังทำให้ผิวหนังไม่เหี่ยวย่นหลังจากการดูแลรูปลักษณ์ เซลล์ขนาดเล็กสามารถลอยตัวอยู่ได้ด้วยน้ำทำให้ผิวหนังดูเปล่งปลั่งและสดใส ชุ่มชื้น และน้ำยังช่วยกำจัดของเสีย ระหว่างการดูแลรูปลักษณ์ร่างกายจะมีของเสีย โดยเฉพาะไขมันที่จะต้องกำจัดออก ซึ่งถ้าหากร่างกายมีน้ำเพียงพอก็สามารถกำจัดของเสียเหล่านี้ออกมาได้มาก

นอกจากนี้น้ำช่วยบรรเทาอาการท้องผูก : น้ำสามารถช่วยไม่ให้ท้องผูก หากร่างกายได้รับน้ำน้อย ทำให้ขับถ่ายลำบาก ซึ่งทำให้เกิดท้องผูก แต่สามารถช่วยให้หายได้ โดยการดื่มน้ำให้เพียงพอ

ได้มีการค้นพบว่าน้ำมีส่วนช่วยในการดูแลรูปลักษณ์ ร่างกายไม่สามารถทำหน้าที่ได้โดยสมบูรณ์หากได้รับน้ำไม่เพียงพอ โดยเฉพาะการเผาผลาญไขมันที่สะสม หากร่างกายเก็บน้ำไว้มากจะดูได้จากการที่มีน้ำหนักเกิน แต่แก้ไขได้โดยการดื่มน้ำเพิ่มขึ้น

โดยการดื่มน้ำ มากขึ้นจะเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยในการดูแลรูปลักษณ์ ดื่มน้ำเท่าไหร่จึงจะพอ? โดยเฉพาะควรดื่มน้ำ 8 แก้วต่อวัน อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีน้ำหนักเกินควรดื่มน้ำเพิ่มมากขึ้นอีก และจะต้องเพิ่มขึ้นอีกหากคนๆ นั้น ชอบออกกำลังกาย หรืออยู่ในที่ๆมีอาการร้อน หรือแห้ง น้ำเย็นจะถูกดูดซึมในร่างกายได้เร็วกว่าน้ำอุ่น บางหลักฐานแนะนำว่า การดื่มน้ำเย็นจะช่วยเผาผลาญแคลอรี่ ในการที่จะใช้ประโยชน์จากการดื่มน้ำเพื่อช่วยในการลดน้ำหนักให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดควรปฏิบัติ ดังนี้

— เช้า ดื่มน้ำหนึ่งควอต ทุก ๆครึ่งชั่วโมง บ่าย ดื่มน้ำหนึ่งควอต ทุก ๆครึ่งชั่วโมง เย็น ดื่มน้ำหนึ่งควอต ระหว่างเวลา 5 โมงเย็นถึง 2 ทุ่ม

เมื่อร่างกายได้รับน้ำ มันจะต้องทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ร่างกายจำเป็นต้องรักษาระดับของของเหลวให้สมดุลไว้ ซึ่งเรียกว่า “breakthrough Point ซึ่งหมายถึง ต่อมเอ็นโดซีนจะสามารถทำงานได้ดีขึ้น เมื่อการรักษาระดับของเหลวในร่างกายเบาบางลงเนื่องจากสูญเสียน้ำ ไขมันจำนวนมากจะถูกนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิง เนื่องจากตับมีอิสระในการทำหน้าที่เผาผลาญไขมันที่สะสม พร้อมกับการรักษาความสมดุลในการรักษาระดับของเหลวในร่างกาย ซึ่งจะทำให้คุณมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นโดยไม่สามารถอธิบายได้ว่าเป็นเพราะสาเหตุอะไร เพื่อกลับคืนสู่สภาพปกติคุณจะต้องดื่มน้ำจำนวนมากขึ้น

รูปร่างเพรียวเมื่อหยุดบวมน้ำ

 

 

คนบางคนไม่ได้อ้วนจริง แต่ดูเหมือนอ้วนเพราะอาการบวมน้ำ ถ้าสกัดอาการบวมน้ำได้เมื่อไหร่ หุ่นดีๆ ที่ซ่อนอยู่ในตัวคุณจะเผยโฉมออกมาเอง

— เลี่ยงเกลือลดเค็ม สาเหตุหลักของอาการบวมน้ำคือโซเดียมที่อยู่ในเกลือ โซเดียมจะดูดน้ำเข้ามาเก็บไว้ในตัวมันเอง ทำให้สาวๆ มีน้ำขังอยู่ในเนื้อเยื่อจนตัวบวม ถ้าถอยห่างจากอาหารเค็มๆ เช่น ฟาสต์ฟู้ดเกลือเพียบ ของหมักดอง พริกเกลือจิ้มผลไม้ มะม่วงน้ำปลาหวาน คุณจะหายหงุดหงิดจากอาการบวมน้ำทันที

— บวมเพราะรสจัด ไม่ใช่แต่ของเค็มอย่างเดียวที่ทำให้บวมน้ำ แต่รวมถึงอาหารรสจัดทุกชนิด ทั้งเผ็ดจัด เค็มหรือเปรี้ยวจัด เพราะอาหารพวกนี้ถ้าจะให้อร่อยจะชูรสเดียวไม่ได้ แม่ครัวเขาต้องเติมน้ำปลาลงไปเพิ่มความกลมกล่อมด้วย ต่อให้เลี่ยงอาหารเค็มแต่ไปกินส้มตำรสแซบ ก็เลยหนีไม่พ้นความอ้วนอยู่ดี

— ภัยแฝงในน้ำซุป เห็นหน้าตาใสๆ อย่างนี้เถอะ แต่ที่จริงในน้ำสุกี้ น้ำจิ้มจุ่ม น้ำก๋วยเตี๋ยว มีโซเดียมผสมอยู่สูงมาก โซเดียมจะมากับผงชูรสหรือผงปรุงรสต่างๆ ที่พ่อค้าผสมลงไปช่วยให้น้ำซุปได้รสอูมามิ คนที่พยายามลดความอ้วนด้วยการซดน้ำแกงถึงได้ช้ำใจอยู่ทุกวันนี้ไง

— มันอยู่ในร้านสะดวกซื้อ อาหารแช่แข็งในร้านสะดวกซื้อเกือบร้อยทั้งร้อยจะใส่โซเดียมในปริมาณสูงปรี๊ด เพื่อถนอมอาหารให้ไม่บูด ถึงจะพรางตาด้วยการแช่ในตู้ให้คนซื้อคิดว่าอาหารมันสดได้เพราะความเย็น แต่ที่จริงแล้วทีเด็ดเคล็ดลับอยู่ที่โซเดียมต่างหากจ้า

— ประจำเดือนเป็นเหตุ เวลาใกล้มีรอบเดือน ระดับฮอร์โมนที่เปลี่ยนไปจะทำให้สาวๆ หลายคนตัวบวม เรื่องนี้แก้ได้ยาก แต่พอจะช่วยลดความรุนแรงได้ด้วยการดื่มน้ำมากๆ และหนึ่งสัปดาห์ก่อนที่จะมีรอบเดือนควรออกกำลังกายเยอะๆ การเอ็กเซอร์ไซส์นี่ล่ะคือเพื่อนซี้ของสุขภาพ ช่วยให้ฮอร์โมนไม่เปลี่ยนปรู๊ดปร๊าด ถึงจะบวมน้ำก็น้อยจนแทบสังเกตไม่ออก

Tip : ถ้าจะขจัดอาการตัวบวม วันไหนคุณกินอาหารรสจัดเข้าไปเกินพิกัด ให้ตามด้วยผลไม้ที่มีโพแทสเซียมสูง เช่น กล้วยหอม สับปะรด แอปเปิ้ล แตงโม แคนตาลูป ส้ม แล้วดื่มน้ำตามมากๆ โพแทสเซียมจะขับโซเดียมออกไปจากตัวเราได้

มาเติมความเยาว์ให้ร่างกายด้วยผลไม้กันเถอะ

 

 

วันนี้เราขอนำเสนอผลไม้ที่จะสามารถช่วยดูแลสุขภาพของสาวๆ ให้ดูดี แบบสวยปิ๊งและคงความอ่อนเยาว์ไปนานๆ มาบอกต่อกันค่ะ เรามาดูพร้อมๆ กันนะคะว่าจะมีผลไม้ชนิดไหนบ้างที่จะนำพาเราไปสู่ความสวยงาม ไปติดตามกันเลยค่ะ

มะม่วง มีวิตามินเอ ไลโคปีน และเบต้าแคโรทีนสูง และ Flavone ในมะม่วงยังสามารถช่วยยับยั้งมะเร็งและช่วยสร้างเลือดได้ อีกทั้งในมะม่วงนั้นมีวิตามินบี ซึ่งดีต่อระบบสมองและเส้นประสาทด้วย

แอปเปิ้ล อุดมไปด้วยวิตามินซี ธาตุเหล็ก แคลเซียม และมีกากใยอาหารที่จะช่วยในเรื่องระบบย่อยอาหาร ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง บำรุงกระดูก และขจัดสารพิษในตับ

ส้มและมะนาว จะสามารถช่วยสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง เพราะว่าทั้งส้มและมะนาวนั้นมีวิตามินซีสูง แถมยังช่วยให้การทำงานของตับและลำไส้เล็กให้สามารถขจัดสารพิษได้ดีอีกด้วย

มะละกอ จะสามารถช่วยย่อยอาหาร เพราะในมะละกอมีเอนไซม์ปาเปน ที่ย่อนโปรตีนได้ นอกจากนี้ยังดีต่อหัวใจเพราะมีวิตามินซีและโปแตสเซียมที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย

กล้วย มีวิตามินถึง 10 ชนิดด้วยกัน แถมมีเกลือแร่และแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายถึง 18 ชนิด อีกทั้งในกล้วยยังมีโปแตสเซียมสูงสามารถช่วยขจัดน้ำในเซลล์ ลดอาการเส้นเลือดขอด และอาการบวมได้เป็นอย่างดี

คราวนี้ก็ได้เวลาไปหาซื้อผลไม้เหล่านี้มาติดบ้านไว้แล้วค่ะ ทานเป็นประจำเพื่อสุขภาพที่ดีกันถ้วนหน้านะคะ