อันตรายของรองเท้าแตะ

 

screenshot7782

 

อันตรายของรองเท้าแตะที่ไม่ควรมองข้าม รองเท้าแตะ เป็นรองเท้าที่ใส่สบายเพื่อผ่อนคลายความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อเวลาที่คุณต้องสวมใส่รองเท้าส้นสูงเป็นเวลานานๆ

และยิ่งช่วงหน้าฝนแบบนี้ด้วยแล้วรองเท้าแตะยิ่งเป็นสิ่งต้องการของคุณเลยทีเดียวแต่อันตรายจากการสวมรองเท้าแตะก็ยังมีอีกเยอะ งั้นเราลองไปดูอันตรายที่เกิดจากรองเท้าแตะกัน

• มีโอกาสเสี่ยงประสบอันตรายสูงขึ้น เพราะรองเท้าแตะไม่ได้สวมติดแน่นอยู่กับเท้าเหมือนกับรองเท้าหุ้มส้น จึงสามารถเลื่อนหรือหลุดจากเท้าไปได้ง่าย ทำให้คุณมีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดอาการบาดเจ็บกับเท้า และเสี่ยงต่อ อุบัติเหตุต่างๆ อาทิ รองเท้าหลุดขณะข้ามถนน ขณะกำลังขึ้น-ลงบันได ขณะกำลังก้าวขึ้นรถ หรือรองเท้าหลุดขณะขับรถ ซึ่งเชื่อว่าหลายคนคงมีประสบการณ์มาบ้าง

• เปลือยเท้าของคุณมากเกินไป รองเท้าแตะส่วนใหญ่จะมีลักษณะเปลือยเท้า ทำให้สวมใส่ง่าย สบาย ขณะเดียวกันก็ทำให้เท้าสัมผัสกับสิ่งสกปรกได้เต็มที่เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นฝุ่นผง โคลน หรือน้ำขังจากพื้นถนนทำให้อวัยวะที่รองรับน้ำหนักและพาคุณเดินไปไหนมาไหนเสี่ยงต่อแบคทีเรียกว่า 15,000 ชนิด หากมีบาดแผล หรือรอยขีดข่วนเกิดขึ้นที่เท้าก็จะทำให้เกิดโรคต่างๆ ตามมาได้

• รองรับเท้าได้ไม่ดีพอ พื้นรองเท้าแตะมักจะแบนราบ ไม่เข้ากับสรีระตามธรรมชาติของฝ่าเท้า จึงไม่สามารถรองรับฝ่าเท้าได้ดีเพียงพอ อีกทั้งวัสดุส่วนใหญ่ที่ใช้ทำมาจากยางที่ไม่เอื้อให้เกิดความรู้สึกสบายเท้ามากนัก จึงส่งผลให้เกิดอาการปวดฝ่าเท้า และส้นเท้าตามมาได้

• เกิดอาการปวดน่อง พื้นที่ค่อนข้างแข็งของรองเท้าแตะทำให้เกิดแรงกดมากที่ฝ่าเท้าและส้นเท้า นอกจากทำให้ปวดฝ่าเท้าและรู้สึกร้าวที่ส้นแล้ว ยังทำให้เกิดอาการปวดน่องได้ด้วย

• เกิดอาการบาดเจ็บของข้อเท้า สะโพก และหลัง เนื่องจากพื้นรองเท้าแตะไม่สามารถรองรับฝ่าเท้าได้อย่างเหมาะสม การวางเท้าของคุณไม่เป็นไปตามธรรมชาติ ทำให้ต้องเกร็งเท้า หรือเดินด้วยการวางเท้าที่ผิดรูปและเมื่อทำติดต่อกันเป็นเวลานาน ก็ก่อให้เกิดอาการบาดเจ็บของข้อเท้าและสะโพกได้ นอกจากนี้ยังประสบปัญหาปวดหลังได้อีกด้วย

ถ้าหากมีความจำเป็นหรือต้องการสวมใส่รองเท้าแตะ ก็ควรเลือกรองเท้าที่ส้นไม่บาง ไม่นิ่มหรือแข็งเกินไป มีพื้นรองเท้าที่นูนกระชับเข้ากับสรีระของฝ่าเท้าเพื่อรับแรงกดของฝ่าเท้าได้ดี และควรสลับสับเปลี่ยนกับการใส่รองเท้าประเภทอื่นเพื่อช่วยปกป้องเท้าของคุณไม่ให้เสี่ยงต่ออันตรายจนเกินไป

ดื่มนมแบบไหนดี?? ให้ประโยชน์ต่อร่างกาย

 

screenshot0111

 

นม ถือเป็นแหล่งอาหารโปรตีนที่สำคัญทั้งในเด็ก และผู้ใหญ่ และยังเป็นแหล่งของแร่ธาตุแคลเซียมและฟอสฟอรัส ซึ่งจำเป็นในการสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง นอกจากนี้นมยังให้วิตามินบี 2 วิตามิน บี 12 รวมทั้งเป็นแหล่งไขมัน และให้พลังงานได้ นม จึงมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาสุขภาพของคนไทย จะเห็นได้จากนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งให้ เพิ่มการผลิต และบริโภคนมมากขึ้น โดยเฉพาะในเด็กวัยเรียน หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ และผู้สูงอายุ สำหรับนมที่ใช้บริโภคในปัจจุบันของบ้านเรา ส่วนใหญ่มาจากน้ำนมโค โดยแบ่งผลิตภัณฑ์นมออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้จ้า

1. ผลิตภัณฑ์พาสเจอร์ไรซ์
นมสดพาสเจอร์ไรซ์ นิยมบรรจุในขวดพาสติกขุ่น กล่องกระดาษหรือถุงพลาสติก โดยวางจำหน่ายในตู้เย็นหรือ ตู้แช่ ซึ่งมีอุณหภูมิต่ำกว่า 10 องศาเซลเซียส เพื่อไม่ให้นมเสีย เนื่องจากกระบวนการผลิตนมพาสเจอร์ไรซื ใช้อุณหภูมิต่ำ ประมาณ 72 – 73 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 15 วินาที เพื่อฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรคเท่านั้น แต่ไม่สามารถทำลาย เชื้อจุลลินทรีย์ที่ทำให้อาหารเน่าเสีย กระบวนการนี้จะใช้ความร้อนต่ำที่สุด เพื่อรักษากลิ่น และรสของน้ำนมสดไว้ นมสด พาสเจอร์ไรซ์ในท้องตลาด บรรจุในภาชนะที่มีสี ซึ่งบอกความหมายที่แตกต่างกัน

2. ผลิตภัณฑ์สเตอร์ไรซ์
นมสดสเตอร์ไรซ์ มักบรรจุในกระป๋องโลหะปิดสนิท กระบวนการผลิตใช้ความร้อนสูง 110 – 116 องศาเซลเซียส เวลา 30 นาที เพื่อทำลายเชื้อจุลินทรย์ที่ทำให้เกิดโรค และอาหารเน่าเสียในอุณหภูมิการเก็บรักษาปกติได้ (อุณหภูมิห้องปกติ เก็บได้ 1 – 2 ปี)

3. ผลิตภัณฑ์ยูเอชที
น้ำนมสดที่บรรจุในกล่องยูเอชที คือ น้ำนมสดที่ผ่านกระบวนการให้ความร้อนที่สูงมากแต่ใช้เวลาสั้นมาก (130 – 135 องศา เซลเซียส เวลา 1 – 3 วินาที) จึงทำให้น้ำนมยังมีกลิ่นและรสที่ดี ไม่มีกลิ่นเป็นนมต้ม (ไหม้) เหมือนนมสดสเตอร์ไรซ์ นมสดที่บรรจุใน กล่องยูเอชที มีอายุการเก็บในสภาพอุณหภูมิปกติได้นาน 6 เดือน สีของกล่องนมมีความหมายเหมือนกับสีที่แสดงอยู่บนขวดหรือกล่อง นมพาสเจอร์ไรซ์ ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์นมยูเอชทีบรรจุในขวดพลาสติก ซึ่งสามารถเก็บที่อุณหภูมิห้องเป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือนด้วย

4. ผลิตภัณฑ์นมผง
การผลิตนมผง เป็นกระบวนการถนอมรักษานมสด โดยการทำให้เป็นผงแห้ง การแปรรูปเป็นผงโดยการระเหยน้ำส่วนใหญ่ออก จากน้ำนมสด ทำให้ผลิตภัณฑ์แห้งเป็นผง มีน้ำหนักเบา ประหยัดค่าใช้จ่ายในการขนส่งและเก็บได้นาน

ดื่มผลิตภัณฑ์นมประเภทใดคุ้มค่าที่สุด

การพิจารณาว่าจะเลือกดื่มนมชนิดไหน ขอให้ดูปัจจัยต่าง ๆ ประกอบกัน นมเป็นแหล่งโปรตีน แคลเซียม และฟอสฟอรัสที่ดี การดื่มนมจึงมุ่งให้ได้สารอาหารดังกล่าว เป็นสำคัญ สำหรับเด็กไขมันในนมก็สำคัญ ด้วยเพราะเป็นแหล่งพลังงาน ดังนั้นควรเลือกผลิตภัณฑ์ ที่มีไขมันด้วย

นมพาสเจอร์ไรซ์ นมสเตอร์ไรซ์ นมกล่องยูเอชที นมข้นไม่หวาน และนมผง หากมีการใช้ถูกต้อง จะให้สารอาหารหลักที่กล่าวมาแล้ว ไม่แตกต่างกัน จึงขอให้เลือกตามกำลังทรัพย์ และความสะดวกที่มีอยู่ ถ้าทีปัญหาเรื่องน้ำตาลแลกโตส อาจต้องจ่ายเพิ่มขึ้นเพื่อซื้อนมชนิดที่ ไม่มีแลกโตส แต่ถ้าอยากได้วิตามิน และสารที่ใช้เสริมเพิ่มเติม ก็ต้องเลือกชนิดที่ผู้ผลิตเติมเข้าไป ซึ่งราคาก็แพงขึ้นไปอีก แต่ผู้บริโภคไม่ต้อง กังวลถ้าไม่ได้ดื่มผลิตภัณฑ์นมชนิดนั้น ๆ เพราะว่านมไม่ได้ให้สารอาหารทุกชนิดที่ร่างกายต้องการ เราจำเป็นต้องกินอาหารอื่น ๆ ให้หลาก หลายด้วย ส่วนผู้ที่ดื่มนมไม่ได้ หรือไม่ชอบดื่มนม หรือดื่มนมแล้วไม่สบายท้อง อาจกินอาหารอื่นแทนเพื่อให้ได้แคลเซียม เช่น ปลาตัวเล็ก ทอดกรอบ ปลากระป๋อง ผักใบเขียวเข้ม หรือเต้าหู้แข็ง เป็นต้น

เภสัช ม.อ. ค้นพบ ‘ใบชะมวง’ ออกฤทธิ์ต้าน ‘มะเร็ง’ครั้งแรกของโลก

 

screenshot2256

 

คณะเภสัชศาสตร์ ม.อ. เผยผลวิจัย พบสารชนิดใหม่ใน “ใบชะมวง” ออกฤทธิ์ต้านมะเร็ง ระบุนับเป็นการค้นพบครั้งแรกของโลก พร้อมตั้งชื่อว่า ‘ชะมวงโอน’ ระบุสามารถใช้เป็นสารต้นแบบที่นำไปพัฒนาโครงสร้างสู่ยาต้านมะเร็งในอนาคต

รองศาสตราจารย์ ดร.ภก.ภาคภูมิ พาณิชยูปการนันท์ ผู้อำนวยการสถานวิจัยยาสมุนไพรและเทคโนโลยีชีวภาพทางเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตรมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์(ม.อ.) (Assoc. Prof. Dr. Pharkphoom Panichayupakaranant, Director of Research in Pharmaceutical Biotechnology, Faculty of Pharmacy, Prince of Songkla University) เปิดเผยว่า ได้ร่วมกับ นายอภิรักษ์ สกุลปักษ์ (Mr.Apilak Sakulpak) นักศึกษาทุนโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก ภาควิชาเภสัชเวทและเภสัชพฤกษศาสตร์ ทำการศึกษาวิจัยคุณสมบัติมีฤทธิ์ต้านมะเร็งและต้านแบคทีเรียก่อโรคทางเดินอาหารจาก ‘ใบชะมวง’ ได้สำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก หลังจากใช้เวลาศึกษาค้นคว้านานกว่า 2 ปี ซึ่งผลงานดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติ Food Chemistry ซึ่งเป็นวารสารที่ได้รับความน่าเชื่อถือและเป็นที่ยอมรับในวงการวิชาการอย่างกว้างขวาง

สำหรับการศึกษาวิจัยดังกล่าว ได้เก็บรวบรวมผักพื้นบ้านจำนวน 22 ชนิดมาทำการสกัดและทดสอบว่ามีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อ Helicobacter pylori ซึ่งเป็นเชื้อที่ก่อให้เกิดโรคในทางเดินอาหารหรือไม่ โดยพบว่า ชะมวงเป็นพืชที่ออกฤทธิ์ดีที่สุด จึงนำมาแยกสารที่ต้องการ จนสามารถได้สารซึ่งมีฤทธิ์ในระดับดีมาก เป็นสารที่มีค่าความเข้มข้นต่ำที่สามารถยับยั้งเชื้อได้ หรือ MIC ประมาณ 7.8 ไมโครกรัมต่อมิลลิเมตร ซึ่งถือเป็นสารตัวใหม่ที่ยังไม่มีใครค้นพบมาก่อน โดยตั้งชื่อว่า ‘ชะมวงโอน’ (Chamuangone) เพื่อแสดงให้เห็นว่า เป็นการค้นพบที่เกิดขึ้นในประเทศไทย

ทั้งนี้ ยังได้ทำการศึกษาต่อถึงความเป็นไปได้ในการออกฤทธิ์ยับยั้งเชื้อโปรโตรซัวร์ ซึ่งเป็นโรคระบาดที่เคยพบในภาคใต้โดยสารชะมวงโอนสามารถยับยั้งโปรโตซัวร์ Leishmania major ได้ดี จึงนำ ชะมวงโอนไปทดสอบกับเซลล์มะเร็งปอดและเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว จนพบว่า สารชะมวงโอนมีฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็งได้ดี

“ความสำเร็จจากงานวิจัยที่ได้โครงสร้างใหม่ของสาร ที่มีฤทธิ์ต้านมะเร็งจากชะมวงโอนครั้งนี้ สามารถนำไปใช้ดัดแปลงพัฒนายาต้านมะเร็งที่ออกฤทธิ์ดีขึ้น และลดอาการข้างเคียงต่อเซลล์ปกติ แม้ว่าขั้นตอนการนำสารดังกล่าวไปใช้ในการรักษาโรคมะเร็ง ยังต้องมีกระบวนการศึกษาเพิ่มเติมอีกหลายขั้นตอน เพื่อการรักษาที่ได้ผลมากขึ้นหรือลดอาการข้างเคียงจากการใช้ยา” รองศาสตราจารย์ ดร.ภก.ภาคภูมิ กล่าว

ซิโก้ : เราพิสูจน์ให้อาเซียนเห็นแล้วว่า เราก้าวข้ามมาอีกระดับหนึ่ง

เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง หัวหน้าผู้ฝึกสอน ทีมชาติไทย เผยพอใจฟอร์มลูกทีม แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงนักเตะยกชุด โดยยกผลการแข่งขันนัดนี้เป็นบทพิสูจน์ให้คนทั้งอาเซียนเห็นแล้วว่า ไทย ก้าวข้ามมาอีกขั้นหนึ่ง

ช้างศึก ประเดิมรอบแบ่งกลุ่มด้วยผลงานชนะรวด 3 นัด โดยสามารถเอาชนะ ฟิลิปปินส์ เจ้าภาพ เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ ได้ในนัดสุดท้าย 1-0 จากประตูชัยของ ศราวุฒิ มาสุข ผ่านเข้ารอบในฐานะแชมป์กลุ่ม

“ประการแรก การที่เราเปลี่ยนผู้เล่นยกชุดในเกมนี้ เพื่อต้องแสดงให้เห็นว่า ผู้เล่นทั้ง 23 คนสามารถทดแทนกันได้หมด ประการต่อมา เราต้องการพิสูจน์ให้ชาวอาเซียนเห็นว่า พวกเรามีความเป็นมืออาชีพ เล่นอย่างเต็มที่โดยที่ไม่สนว่าผลการแข่งขันอีกคู่จะเป็นอย่างไร และประการสุดท้าย เราก้าวมาอีกระดับหนึ่งแล้ว เราต้องการรักษาแรงกิ้งฟีฟ่า เพื่อกลับมาเป็นเบอร์ 1 อาเซียนให้ได้”

“ฟิลิปปินส์ เป็นทีมที่ดีและแข็งแกร่ง เพียงแต่นัดนี้พวกเขาต้องการ 3 คะแนน ลงเล่นท่ามกลางความกดดัน เมื่อถูกเรายิงนำไปก่อน และไม่สามารถทวงประตูคืนได้ ยิ่งทำให้เขาเร่งมากไปหน่อย จนเกิดข้อผิดพลาด และผมต้องชื่นชอบน้องๆทุกคน ภาคภูมิใจที่เราเล่นได้อย่างสนุก รวมถึงขอขอบคุณกำลังใจจากแฟนฟุตบอลชาวไทย”

“ผมขอแสดงยินดีกับ อินโดนีเซีย ที่เอาชนะ สิงคโปร์ ผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศพร้อมกับไทย เราจะไปทีละก้าวในรอบหน้า ไม่ว่าจะเจอ มาเลเซีย หรือ เมียนมา เราจะพยายามไปให้ได้นัดชิงชนะเลิศ และป้องกันแชมป์ให้ได้”

สำหรับ ทีมชาติไทย จะลงเล่นรอบรองชนะเลิศ พบกับ ทีมอันดับ 2 จาก สาย B แข่งขันแบบเหย้า-เยือน เลกแรก (เยือน) วันที่ 3 ธ.ค. และ เลกสอง (เหย้า) วันที่ 8 ธ.ค.นี้ ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน

ที่มา : Goal.com