ลูกบูบู้ เตรียมเริ่มชีวิตใหม่ สมัครเรียน กศน. เปิดร้านขนมปังปิ้ง เผยแม่ติดหนี้รายวันยอดพุ่งอ่วม

 

 

จากกรณีเด็กหนุ่มวัย 17 ปี ออกมาเปิดเผยว่า ถูกพ่อซึ่งเป็นสามีตลกชื่อดังบล็อกการติดต่อหลังจากขอเพิ่มค่าเลี้ยงดู โดยต่อมา มีการเปิดเผยว่า คือ ลูกชายของ บูบู้ สามี ตลกชื่อดัง ตุ๊กกี้ สามช่า นั้น

ล่าสุด เพจ “แหม่มโพธิ์ดำ” ได้เปิดเผยความคืบหน้าของ น้องก๊อต ว่า ครอบครัวติดหนี้รายวัน ต้องผ่อนวันละสองพันกว่าบาท มีหนี้เหลือประมาณ 7 หมื่นบาท ทำให้มีการขายเสื้อช่วยนำเงินมาเคลียร์หนี้สินให้ พร้อมกับ ได้รับการเปิดเผยว่า น้องก๊อต จะเริ่มเปิดร้านขนมปังปิ้ง และสมัครเรียนกศนให้จบขั้นต่ำ ม.6

โดยระบุข้อความว่า “ตอนนี้ครอบครัวก๊อตติดหนี้รายวันจำนวนหนึ่ง แม่ต้องผ่อนวันละสองพันกว่าบาท(หนี้เหลือ70000 ควีนขายของช่วยปิดให้ละ) ทำให้ลำบากมาก ซึ่งควีนจี้ถามแม่มาตั้งแต่วันแรกๆ แม่กระอักทนทุกข์แต่ไม่อยากระบายกับใคร ไม่บอกแม้กระทั่งควีน ควีนเลยตัดสินใจทำโครงการนี้ขึ้นมา เพื่อเป็นกำลังใจให้กับคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวทุกคน ควีนเห็นนะคะ ว่าพวกคุณสู้กันแค่ไหนกว่าจะเลี้ยงลูกเติบโตมาได้ลำพัง

ทั้งหมดทั้งปวงที่ควีนช่วย มาจากการที่ก๊อตเป็นเด็กดี พูดคุยกับควีนมาตลอดด้วยความสุภาพนอบน้อม เหมือนถูกอบรมมาในครอบครัวที่ดี ก๊อตถามตลอด ก๊อตและแม่จะตอบแทนอะไรได้ ควีนตอบไป ขอให้เขาทั้งสอง เป็นคนดีในสังคม ตัวก๊อตก็ตั้งใจเรียน ตั้งใจขายขนมปังปิ้งที่จะเปิดให้บริการวันเสาร์นี้ และเรียนกศนให้จบขั้นต่ำ ม.6 ส่วนคุณแม่ก็ขยันทำมาหากิน และอดทนสู้ชีวิตต่อไป นี่คือการตอบแทนที่ดีที่สุดแล้ว

กิจกรรมครั้งนี้เกิดขึ้นได้จากความช่วยเหลือของลูกเพจทุกท่านและผู้ร่วมประมูล ควีนไม่เคยบังคับ หรือจัดระดมทุนใดๆ เพื่อช่วยน้อง เพราะรู้สึกว่าน้องไม่ได้พิกลพิการ หรือเดินต่อด้วยตัวเองไม่ได้ แต่ควีนอยากผลักดันให้พวกเขาก้าวเดินต่อไปในวันที่หมดหวัง และต่อจากนี้พวกเขาต้องสู้กันด้วยตัวเองแล้ว พวกเราจะเป็นกำลังใจอยู่ห่างๆ ขอบคุณที่รับฟังและร่วมสนับสนุนกันมาตลอดค่ะ”

พิทบูลขย้ำเหวอะ! เย็บ 70 เข็มต้องนอนหยอดน้ำข้าวต้ม แถมเจ้าของไล่ไปฟ้องศาล

 

 

เมื่อวันที่ 15 เม.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในโลกโซเชียลสังคมออนไลน์ Lampang city มีเรื่องร้องทุกข์ ระบุว่า “เมื่อวันเสาร์ที่ 8 เม.ย.ที่ผ่านมา แม่หนูกำลังจะเดินทางไปงานบวชพี่ชายค่ะ แต่เดินผ่านหน้าบ้านของบ้านข้างๆซึ่งอยู่บ้านหลังเยื้องๆกันค่ะ ซึ่งประตูบ้านไม่ได้ปิดจึงทำให้หมาที่อยู่ในบ้านวิ่งกระโจนใส่แม่ (หมาพันธุ์พิทบูล) ทำร้ายร่างกายแม่อย่างทารุณเกือบเอาชีวิตไม่รอดเหมือนกันค่ะ

ถ้าไม่มีคนมาช่วยป่านนี้หนูคงไม่มีแม่ หลังเกิดเหตุมีคนคนเข้ามาเห็นเหตุการณ์แล้วพาแม่ส่งโรงพยาบาลซึ่งลูกชายของเจ้าของหมาก็ตามไปด้วยค่ะแต่ไม่ได้ช่วยอะไรสักอย่างจนกระทั่งแม่ออกจากร.พ.ค่ะ ก็ได้เรียกเจ้าของหมามาคุยกันว่าจะช่วยเหลือยังไง จะให้ค่าทำขวัญเท่าไหร่ ซึ่งเจ้าของหมาไม่ยอมชดใช้ค่าเสียหายให้บอกให้เราไปฟ้องเอาจะไปคุยกันในศาลจะรอหมายศาลมาบ้าน ซึ่งที่บ้านหนูค่อนข้างมีฐานะยากจนหนูมีแม่เพียงแค่คนเดียวค่ะไม่มีพ่อ”

ผู้สื่อข่าวจึงตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่านางศรีนวล อายุ 42 ปีบ้านอยู่ ต.น้ำโจ้ อ.แม่ทะ จ.ลำปาง ถูกสุนัขพันธุ์พิทบูลรุมกัดได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยนางศรีนวล เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น เมื่อเวลา 08.00 น.วันที่ 8 เม.ย.ที่ผ่านมา ตนได้เดินออกจากบ้านเพื่อจะไปงานบวชลูกชาย แต่ขณะเดินผ่านบ้านตรงข้ามที่เลี้ยงสุนัขไว้ 3 ตัว ได้วิ่งออกจากบ้านที่เจ้าของเปิดแง้มประตูบ้านทิ้งไว้ มากระโดดรุมกัดปากจนล้มลุกคุกคลาน มีแผลปากฉีก เนื้อหลุด เลือดไหลออกจากปากตลอด แก้ม แขน และรอบศีรษะ นอกจากนี้ข้อศอกและนิ้วโป้งซ้าย นอกจากนี้ถูกกัดบริเวณท้ายทอยบริเวณลำคอและมือ ได้รับบาดเจ็บมีเลือดไหลออกเป็นจำนวนมาก

นางศรีนวล กล่าวอีกว่า ขณะเกิดเหตุมีคนขับรถบรรทุก 6 ล้อผ่านมาแล้วจอดรถลงมาช่วยเหลือ ทำให้ถูกสุนัขไล่กัดด้วยจนต้องตะโกนให้เจ้าของบ้านออกมาช่วยไล่ต้อนฝูงสุนัขทั้ง 3 ตัวกลับเข้าไปในบ้าน จากนั้นเจ้าของสุนัขนำตนเองซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ไปส่งร.พ.เกาะคา หมอตรวจแล้วพบว่า ตนอาการหนักเพราะเสียเลือดมาก จึงส่งต่อไปรักษาที่ร.พ.ศูนย์ลำปาง และหมอได้เย็บบาดแผลรวมแล้วไม่ต่ำกว่า 70 เข็มและใช้สิทธิ์ประกันสังคมนอนพักรักษาตัวที่ร.พ.ศูนย์ลำปาง ซึ่งจ้าของสุนัขก็ได้เข้ามาเยี่ยมอาการตนอยู่ แต่พอกลับบ้านเจ้าของสุนัขไม่ได้มาเยี่ยมหรือช่วยเหลือแต่อย่างใด โดยเรียกร้องไปยังเจ้าของสุนัขให้มาช่วยเหลือจากการรักษาอาการบาดเจ็บ แต่เจ้าของสุนัขไม่ยอมมาเจรจาหรือช่วยเหลือเงินแม้แต่บาทเดียว โดยให้ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายที่ศาลเอง

“ทุกวันนี้ยังต้องเดินทางไปล้างแผล รักษาตัวที่ร.พ.ศูนย์ลำปาง และ ร.พ.เกาะคาอย่างต่อเนื่อง เพราะแผลยังไม่หาย ต้องลาป่วย หยุดงาน และขาดรายได้ ตั้งแต่วันที่ 8 เม.ย.จนถึงทุกวันนี้ อาหารก็ทานได้แต่น้ำข้าวต้มเท่านั้น เพราะบริเวณปากมีแผลฉีกขาดจนปากห้อย รวมทั้งศีรษะ แขนขวา ข้อศอก นิ้วโป้งซ้าย หมอก็ทำการเย็บแผลให้ โดยมีลูกสาวคอยดูแลอาการตลอดเวลา” นางศรีนวลกล่าว

ด้านเจ้าของสุนัขพันธุ์พิทบูล เปิดเผยว่า เหตุที่ตนต้องเลี้ยงสุนัขไว้เฝ้าบ้าน เพราะในบ้านมีทรัพย์สินจำนวนมาก และสุนัขของตนที่เลี้ยงไว้ไม่ได้ดุร้ายอย่างที่คิด

ขณะที่ชาวบ้านในย่านนั้นกล่าวว่า กลัวสุนัขหลุดออกมานอกบ้านไล่กัดคนที่เดินทางผ่านไปมา ทำร้ายกัดเด็กหรือคนชราหรือสัตว์เลี้ยงของชาวบ้าน เพราะที่ผ่านมามีชาวบ้านและสัตว์เลี้ยงผ่านไปมาบริเวณบ้านหลังนั้น ถูกสุนัขออกมาไล่รุมกัดหลายรายแล้ว

เหยื่อแชร์ลูกโซ่เหมืองทองคำ ถูกหลอกสูญเงินกว่า 500 ล้าน

 

 

วันที่ 19 เม.ย.2560 ประธานสมาพันธ์ต่อต้านแชร์ลูกโซ่ฯ นำผู้เสียหาย 40 คน เข้าร้องทุกข์ “ดีเอสไอ” หลังถูกหลอกร่วมลงทุนแชร์เหมืองทองคำเกสูมาโกตา (ประเทศไทย) จำกัด อ้างได้รับผลตอบแทนสูง สูญกว่า 500 ล้านบาท คาดมีผู้เสียหายหลายพันรายตกเป็นเหยื่อ

ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช ประธานสมาพันธ์ต่อต้านแชร์ลูกโซ่แห่งประเทศไทย นำผู้เสียหายแชร์เหมืองทองคำเกสูมาโกตา (ประเทศไทย) จำกัด หรือ KKT ประมาณ 40 คน เดินทางเข้ายื่นเรื่องร้องเรียนต่อ พันตำรวจเอก ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ เพื่อให้ดำเนินคดีกับบริษัทเกสูมาโกตาฯ ในข้อหาฉ้อโกงประชาชน

โดย นายสามารถ กล่าวว่า ในวันนี้ทางสมาพันธ์ฯนำเอกสารและข้อมูลของผู้เสียหายที่ถูกหลอกจากบริษัทเกสูมาโกตาฯ ซึ่งอ้างว่าลงทุนเหมืองทองคำ และชักชวนให้บุคคลมาร่วมลงทุนในหุ้นเหมืองทองคำ โดยพฤติการณ์มีการเสนอขายหุ้นละ 2,800 บาท แล้วจะได้รับผลตอบแทนสัปดาห์ละ 200-300 บาท โดยจะได้ผลตอบแทนทุกสัปดาห์ เมื่อถึงสัปดาห์ที่ 17 ก็จะได้รับเงินต้นคืน ซึ่งผู้เสียหายไม่มีใครได้รับผลตอบแทนตามที่กล่าวอ้าง เมื่อไปติดตามทวงถามเงินต้นก็ไม่ได้รับคืนเช่นกัน ซึ่งมูลค่าความเสียหายไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท

ขณะที่ทางดีเอสไอก็จะรับเรื่องดังกล่าวไว้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง อีกทั้งกรณีนี้เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็มีอีกกลุ่มเดินทางมายื่นเรื่องร้องเรียนไว้แล้ว ซึ่งทางตัวเรื่องของกลุ่มแรกก็ได้พิจารณาเสนออธิบดีดีเอสไอไปแล้ว ส่วนเรื่องในวันนี้ก็จะนำเสนอไปเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ ในชั้นต้นเรื่องดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดในคดีแชร์ลูกโซ่ แต่ขณะนี้เอกสารเท่าที่มียังไม่เพียงพอ จึงได้มอบหมายให้สำนักคดีอาญาพิเศษ 1 ไปดำเนินการหาข้อเท็จจริงต่อไป ซึ่งทั้งหมดเป็นไปตามระเบียบและกฎหมายกำหนดไว้อยู่แล้ว ส่วนผู้เสียหายรายอื่นๆสามารถเดินทางมายื่นเรื่องร้องเรียนโดยตรงได้ที่ดีเอสไอ

ครอบครัว ด.ญ.วัย 14 ปี เหยื่อถูกรุมโทรมเข้าพบ “พล.ต.อ.ศรีวราห์”

 

 

แม่และน้า ดญ.วัย14 เหยื่อถูกรุมโทรม เข้าพบ พลตำรวจเอกศรีวราห์ มอบคลิปเกิดเหตุ พอเรื่องใหญ่ อ้างรับผิดชอบขอแต่งงาน แต่จะพาขายตัวทำร้ายจิตใจซ้ำ

หลังจากที่มีการร้องเรียนและเผยแพร่ผ่านโลกโซเชียลมีเดีย ที่เด็กหญิงอายุ 14 ปี ถูกรุมข่มขืนในร้านเกม เหตุเกิดในพื้นที่รับผิดชอบของ สภ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2559 แต่จนถึงตอนนี้คดีความไม่มีความคืบหน้า

ล่าสุด เมื่อเวลา 12.00 น. ของวันที่ 18 เมษายน 2560 นายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ทนายความ และ ประธานเครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลาย ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ นำครอบครัวเด็กหญิงวัย 14 ปี เหยื่อถูกรุมโทรม เดินทางเข้าพบ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพรามหณกุล รอง ผบ.ตร. เพื่อมอบหลักฐานและให้ปากคำ สำหรับเร่งรัดคดีคลายปมข้อสงสัยของครอบครัว รวมทั้งดำเนินคดีกับบุคคลที่ครอบครัวเชื่อว่าร่วมก่อเหตุทุกคน

โดยหลักฐานที่นำมา ประกอบด้วย ภาพคลิปวิดีโอที่แสดงการต่อสู้ขัดขืนขณะเกิดเหตุ ประวัติการเรียนของผู้เสียหาย ที่มีผลการเรียนดีมาโดยตลอด รวมทั้งการโพสต์ข่มขู่จากบุคคลที่คาดว่าเกี่ยวข้องกับผู้ก่อเหตุ

นายสงกานต์ เปิดเผยว่า จากพยานหลักฐานเชื่อได้ว่าผู้เสียหายถูกกระทำชำเรา เนื่องจากมีร่องรอยบาดแผลและผู้เสียหายต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลนานกว่า 3 สัปดาห์ และมีอาการหวาดผวาไม่ยอมพูดคุยกับบุคคลใด ซึ่งได้เตรียมประสานผู้เชี่ยวชาญในการตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์เพื่อพิสูจน์ทราบดีเอ็นเอของผู้กระทำความผิดทั้งหมด

และวันนี้ (18 เม.ย.) ได้สอบปากคำผู้เสียหายที่บ้านเกร็ดตระการ จ.นนทบุรี โดยจะมีตน พร้อมด้วยพนักงานสอบสวนจากกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ,พนักงานสอบสวน สภ.ด่านช้าง เจ้าของคดี และนักจิตวิทยา เข้าร่วมสอบปากคำ ซึ่งในวันที่ 20 เมษายน นี้ ก็จะเข้าพบ นายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ในช่วงเวลาประมาณ 13.00 น. ด้วย

สำหรับคดีนี้จะเข้าข่ายผู้อิทธิพล เนื่องจากพ่อของนายประมวล หรือไก่ อายุ 22 ปี ผู้ต้องหา เป็น อดีตนายตำรวจระดับสารวัตรสอบสวน ที่เกษียณอายุก่อนราชการ เป็นลูกหลานคนมีสี และมีพฤติการข่มขู่ผู้เสียหาย

ด้านแม่ของผู้เสียหาย บอกว่า หลังพบตัวลูกสาว ซึ่งเป็นผู้เสียหาย ได้พาเข้าแจ้งความกับตำรวจ แต่ตำรวจไม่รับแจ้งความ และพยายามให้มีการไกล่เกลี่ยด้วยการเรียกค่าเสียหายจากผู้ก่อเหตุ ตัวเองจึงเรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 8 แสนบาท แต่ผู้ก่อเหตุไม่ยอม จึงลดเหลือ 5 แสนบาท แต่ทางพ่อของนายไก่ ซึ่งเป็นผู้ต้องหาเพียงคนเดียว ระบุว่ามีเงินไม่พอ จึงดำเนินคดี ซึ่งในคืนนั้นตนและลูกสาวต้องค้างคืนอยู่ที่สถานีตำรวจ

จนเช้าวันรุ่งขึ้นจึงพาลูกสาวไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลด่านช้าง และผู้ก่อเหตุก็ยังคงพยายามขัดขวางและแสดงความรับผิดชอบเพื่อให้ครอบครัวไม่ดำเนินคดี

ขณะที่ด้านน้าสาวของผู้เสียหาย เล่าว่า หลานสาวออกจากบ้านไปตั้งแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2559 โดยหลานอ้างว่าจะไปทำกิจกรรมที่โรงเรียน แต่พอวันรุ่งขึ้นยังไม่กลับบ้าน จึงไปแจ้งความคนหายที่ สภ.ด่านช้าง หลังจากนั้นก็มีเด็กมาบอกแม่ของผู้เสียหายว่า หลานตนถูกข่มขืน และนายต่อได้เข้าช่วยเหลือ โดยการพาตัวหลานสาวไปร้านโต๊ะสนุ๊กเกอร์ ที่อยู่ไม่ห่างจากร้านเกมที่เกิดเหตุ

จากนั้นครอบครัวจึงไปรับตัวหลานสาวที่ร้านโต๊ะสนุ๊กเกอร์ โดยหลานสาวไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ มีร่องรอยถูกทำร้ายร่างกาย จึงพาเข้าแจ้งความ โดยหลานสาวระบุว่า มีคนนำน้ำอัดลมมาให้ดื่ม จากนั้นก็ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ แต่มีสติตลอด และได้ถูกรุมข่มขืนจากผู้ชายกว่า 10 คน เมื่อไปแจ้งความตำรวจก็ให้ไกล่เกลี่ย และแจ้งความเพียงพรากผู้เยาว์กับนายไก่เพียงคนเดียว เนื่องจากตำรวจเชื่อว่าหลานสาวตนสมยอม

ทางญาติจึงคุยกันแล้วเรียกไป 8 แสนบาท แต่ไม่ได้เงินค่าเสียหาย จึงแจ้งความดำเนินคดีถึงที่สุด และแม้ว่าในวันนั้นจะได้เงิน 8 แสนบาท ก็ยืนยันว่าจะดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุทั้งหมด

โดยหลังจากแจ้งความ ได้พาหลานไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล แต่ผู้ก่อเหตุพยายามที่จะแสดงความรับผิดชอบด้วยการแต่งงาน แต่ครอบครัวเราไม่ยินยอม เนื่องจากพบว่ามีการพยายามจะให้หลานสาวไปค้าประเวณี ขายบริการทางเพศให้กับชายสูงวัย อายุ 75 ปี และหลังแจ้งความ ตนและครอบครัวก็ถูกข่มขู่มาโดยตลอด ทั้งทางโทรศัพท์ และมีขับรถมาตระเวนแถวบ้าน ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เข้าแจ้งความหลายครั้งแต่ตำรวจไม่รับแจ้งความ

เจอกันที่ศาล ! พ่อแม่เหยื่อไฟช็อตปาร์ตี้โฟมเรียก 1 ล้านผู้จัด แต่ตกลงกันไม่ได้

 

 

“เสี่ยหมึก” เข้ามาขอขมาพ่อ แม่ “น้องตู่” ที่ถูกไฟฟ้าช็อตเสียชีวิตในงานปาร์ตี้โฟม พร้อมเจรจาค่าเสียหายที่อุดรธานี ลงท้ายไปเจอกันที่ศาล เหตุตกลงกันไม่ได้

วานนี้ (18 เม.ย.60) ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่บ้านเลขที่ 448 หมู่ 9 บ้านศรีอุดม ต.ศรีสุทโธ อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี ซึ่งเป็นบ้านของ นางดวงใจ แสงชาติ แม่ของ นางสุภาพร เบสดาส หรือ ตู่ ที่ถูกไฟช็อตขณะเข้าไปเล่นปาร์ตี้โฟมช่วงเทศกาลสงกรานต์ บริเวณทุ่งศรีเมือง อ.บ้านดุง เมื่อคืนวันที่ 12 เมษายน ที่ผ่านมา (อ่านข่าว: ผู้จัดงานปาร์ตี้โฟมไฟดูดน้องตู่เสียชีวิต รับทราบข้อกล่าวหา)

ส่วนสามีของน้องตู่ คือ มิสเตอร์ไมเคิล เบสดาส ชาวอังกฤษ หลังทราบข่าวได้เดินทางมาร่วมงานฌาปนกิจศพ และยังอยู่ในอาการโศกเศร้าเสียใจ มีน้ำตาไหลออกมาตลอดเวลา

ล่าสุด นายไพบูลย์ นิลคูหา หรือ เสี่ยหมึก ผู้ประกอบการที่จัดงานปาร์ตี้โฟม ได้นัด นางดวงใจ และนายเทียนชัย วรรณะวิเศษ พ่อและแม่ของน้องตู่ผู้ตาย โดยการพูดคุยวันนี้ทั้งพ่อและแม่ยังมีอาการโศกเศร้าเสียใจอยู่ ก่อนพูดคุยนายไพบูลย์ที่เดินทางมาพร้อมลูกชายได้นำขันธ์ 5 มาขอขมาพ่อและแม่น้องตู่ พร้อมกล่าวว่า งานนี้ปาร์ตี้โฟมที่จัดขึ้นนั้น ตนเองจัดผู้เดียว ไม่ได้จัดร่วมกับอำเภอ และจัดมาหลายปีแล้วไม่เกิดปัญหาอะไร แต่พอเกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้นขอยอมรับผิด

เบื้องต้นทั้งพ่อและแม่ได้เรียกร้องค่าเสียหายที่ทำให้ลูกสาวเสียชีวิตเป็นเงิน 1 ล้านบาท แต่นายไพบูลย์ หรือเสี่ยหมึก ขอจ่าย 200,000 บาท บอกว่าไม่มีเงิน แต่พ่อและแม่ของน้องตู่บอกว่าคงไม่คุ้มค่ากับการสูญเสียลูกสาวแน่นอน อายุเขายังน้อยและเป็นเสาหลักของครอบครัวที่เลี้ยงพ่อแม่ แต่ต้องมาจบชีวิตเพราะความประมาทอย่างนี้ สุดท้ายเสี่ยหมึกขอจ่ายเป็นเงิน 500,000 บาท แต่พ่อและแม่บอกว่ามันไม่คุ้มค่ากับการเสียลูกสาว สุดท้ายตกลงกันไม่ได้ และทั้งสองฝ่ายพร้อมจะไปต่อสู้ในชั้นศาล

ส่วนการดำเนินคดีกรณีดังกล่าว ขณะนี้ทางพนักงานสอบสวน สภ.บ้านดุง ได้ดำเนินคดีกับ นายไพบูลย์ นิลคูหา ผู้จัดงาน “สาดน้ำคลายร้อน ออนซอนสงกรานต์” แล้ว ในข้อหาทำการประมาททำให้มีผู้เสียชีวิต แต่ให้ประกันตัวได้โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ประกันตัว เนื่องจาก ตร.เห็นว่ามีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง และหลังเกิดเหตุได้จ่ายเงินเยียวยาช่วยเหลือแก่ผู้เสียหายด้วย

ชาวบ้านสุดเซ็ง คนร้ายขโมยก๊อกน้ำทองเหลืองกว่า 10 หลัง

 

 

ชาวบ้านสุดเซ็ง หลังตื่นมาเข้าห้องน้ำพบน้ำไม่ไหล เดินไปดูหน้าบ้านพบคนร้ายตระเวนขโมยก๊อกน้ำทองเหลืองในหมู่บ้านไปแล้ว กว่า 10 หลัง ในคืนเดียว

เมื่อวานนี้ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากชาวบ้าน ภายในหมู่บ้านศิริการ ตำบลท่าช้าง อำเภอเมืองจันทบุรี ว่ามีคนร้ายได้เข้ามาก่อเหตุขโมยก๊อกน้ำทองเหลืองภายในหมู่บ้านไปหลาย 10 หลังคาเรือน ล่าสุดชาวบ้านได้เข้าแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรเมืองจันทบุรี ไว้เป็นหลักฐานแล้ว ขอให้ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่มาทำข่าวช่วยเหลือชาวบ้านด้วย

จากการตรวจสอบพบว่ามีบ้านเรือนของชาวบ้าน จำนวนกว่า 10 หลังคาเรือนถูกคนร้ายขโมยก๊อกน้ำทองเหลืองไป ทำให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนต้องซื้อก๊อกน้ำมาเปลี่ยนใหม่

จากการสอบถามชาวบ้านพบว่าช่วงเช้าตื่นมาเข้าห้องน้ำจะเปิดน้ำซักผ้า ล้างจาน แต่ปรากฏว่าน้ำไม่ไหล จึงเดินไปดูที่มิเตอร์น้ำ ต้องตกใจ เพราะว่าตรงมิเตอร์น้ำนั้น ไม่มีก๊อกน้ำเหลือแต่ท่อแป๊บ จึงเดินไปสอบถามชาวบ้านข้างเคียงก็ทราบว่า โดนคนร้ายขโมยก๊อกน้ำไปเช่นกัน ทำให้ชาวบ้านจึงต้องออกไปซื้อก๊อกน้ำมาเปลี่ยนใหม่ก่อน เพื่อให้สามารถใช้น้ำได้ตามปกติ

นางวรางคณา พลพิทักษ์ ชาวบ้านที่ถูกขโมยก๊อกน้ำ ได้เปิดเผยว่า คาดคนร้ายน่าจะใช้เวลาช่วงกลางคืนมาตระเวนก่อเหตุลักทรัพย์ ถอดก๊อกน้ำออก เบื้องต้นได้เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจไว้เป็นหลักฐานแล้ว เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งติดตามคนร้ายที่ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมาย และเพื่อไม่ให้คนร้ายไปก่อเหตุกับบ้านเรือนของชาวบ้านในพื้นที่อื่นๆซ้ำอีก ในส่วนนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ฝากเตือนให้ ชาวบ้านช่วยกันเตือนภัย และเป็นหูเป็นตาช่วยกันสอดส่องดูแลคนแปลกหน้าที่เข้ามาในหมู่บ้านเพื่อไม่ให้คนร้ายมาก่อเหตุซ้ำอีก

ตร.ทำแผนคนร้ายวิ่งราวกระเป๋า ลากหญิงสาวกลางถนน

 

 

ตำรวจสุราษฏร์ธานี นำ 2 คนร้ายทำแผนประกอบคำรับสารภาพ หลังก่อคดีวิ่งราวกระเป๋าและลากหญิงสาวไปกับพื้นถนนเกาะสมุย

วันที่ 19 เม.ย.2560 เวลา 17.30 น. พ.ต.อ.เทเวศร์ ปลื้มสุทธิ์ ผกก.สภ.บ่อผุด อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัด สภ.บ่อผุด นำตัวผู้ต้องหาคือนายศรายุทธ หรือทราย คงแก้ว อายุ 31 ปี ชาวอ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช และนายฐานะ หรือมดแดง รุ่งโรจน์ อายุ 28 ปี ชาวอ.เกาะสมุย ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพที่บริเวณ ถนนเลียบชายหาดเฉวง ต.บ่อผุด โดยมีนางขนิษฐา คราวเวอร์ อายุ 33 ปี ผู้เสียหายไปร่วมทำแผนด้วย

จากเหตุการณ์เมื่อเวลา 02.56น. ของวันที่ 14 เม.ย. ผู้เสียหายได้ไปร่วมเล่นน้ำสงกรานต์ที่บริเวณถนนสายเลียบหาดเฉวง ต.บ่อผุด และกำลังเดินทางกลับที่พัก คนร้ายขี่รถจักรยานยนต์มากระชากกระเป๋าพลาสติกกันน้ำที่ห้อยคออยู่ และได้ลากผู้เสียหายไปกับพื้นถนนเป็นระยะทางกว่า 50 เมตร จนผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บตามร่างกาย ส่วนคนร้ายได้ขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีไปโดยที่ไม่ได้ทรัพย์สิน

ต่อมาเมื่อเวลา 01.00น. วันที่ 19 เม.ย. เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถติดตามจับกุมคนร้ายที่ร่วมกันก่อเหตุดังกล่าวได้จึงนำตัวมาทำแผนประกอบคำรับสารภาพ

จุดที่ทำแผนจุดแรกอยู่ที่หน้าปากทางเข้าซอยกรีนแมงโก้ ซึ่งเป็นจุดที่ผู้เสียหายเดินอยู่ริมถนน โดยคนร้ายได้ขี่รถจักรยานยนต์เห็นผู้เสียหายและได้กลับรถย้อนศรมาทางด้านหลังและขับรถตามผู้เสียหาย จุดที่2 เป็นจุดที่ผู้เสียหายโดนคนร้ายกระชากกระเป๋า อยู่หน้าร้านโซโลผับ โดยคนร้ายขี่รถจักรยานยนต์มาประกบด้านข้างผู้เสียหาย ก่อนกระชากกระเป๋าที่ห้อยอยู่บนคอผู้เสียหายและได้ลากผู้เสียหายไปกับพื้นถนน จุดที่ 3 เป็นจุดที่ผู้เสียหายหลุดพ้นจากการถูกลาก และรถจักรยานยนต์ของคนร้ายได้ขี่หลบหนีไป

สำหรับนายศรายุทธ คงแก้ว และนายฐานะ รุ่งโรจน์ ผู้ต้องหาทั้ง2คน ถูกดำเนินคดีในข้อกล่าวหา ร่วมกันวิ่งราวทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไปหรือให้รอดพ้นจากการจับกุม เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ พร้อมส่งตัวพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สุ่มตรวจ ‘โรงพัก’ ยกระดับบริการประชาชน ภายใน 3-6 เดือน

 

 

ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติลงพื้นที่สุ่มตรวจและมอบนโยบายให้กับข้าราชการตำรวจ สภ.เมืองกาฬสินธุ์ พร้อมเร่งยกระดับการบริการเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว หรือOne Stop Serviceให้แก่ประชาชน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (18 เม.ย. 60) พล.ต.ท.มนู เมฆหมอก ผู้ช่วย ผบ.ตร. พร้อมคณะ ลงพื้นที่สุ่มตรวจการให้บริการแก่ประชาชนของ สภ.เมืองกาฬสินธุ์ โดยมี พล.ต.ต.มนตรี จรัลพงศ์ ผบก.ภ.จว.กาฬสินธุ์, พ.ต.อ.ทินณรัตน์ เพชรพันธ์ศรี รอง ผบก.ภ.จว.กาฬสินธุ์, พ.ต.อ.ชัยพร พงษ์ศักดิ์ ผกก.สภ.เมืองกาฬสินธุ์ ให้การต้อนรับ ซึ่ง สภ.เมืองกาฬสินธุ์ ได้มีการพัฒนาสถานีตำรวจ เพื่อประชาชนชาวกาฬสินธุ์ โดยยึดแนวทางการปฏิบัติตามนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

โดยมุ่งเน้นการให้บริการอย่างมีประสิทธิภาพ นำหลักการบริการเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว หรือ One Stop Service หลักประสิทธิภาพมาให้บริการประชาชน ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ประจำวัน บริการด้วยความเต็มใจ ยิ้มแย้มแจ่มใส และใส่ใจ มีความรับผิดชอบต่อประชาชน ทำให้แก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที และตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง ซึ่งจะสร้างความพึงพอใจให้กับประชาชนที่มาใช้บริการ

จากนั้น พล.ต.ท.มนู เมฆหมอก ผู้ช่วย ผบ.ตร. ได้มอบนโยบายเกี่ยวกับการบริการและการสร้างภาพลักษณ์ที่ดี ตลอดจนการสร้างความชื่อมั่นในการดูแลความสงบเรียบร้อยให้กับพี่น้องประชาชน ที่ห้องประชุมชัยสุนทร ตำรวจภูธร จ.กาฬสินธุ์ โดย พล.ต.ท.มนู กล่าวว่า สำหรับการบริการเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว หรือ One Stop Service ในโรงพักทุกแห่งทั่วประเทศ ถือเป็นนโยบายที่สำคัญของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ต้องการยกระดับการบริการให้กับประชาชน เพื่อให้เกิดความประทับใจ เพราะถือเป็นด่านแรกที่ประชาชนที่มีความทุกข์ ความเดือดร้อนเข้ามาพึ่งพาตำรวจ ซึ่งตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่จะต้องบริการด้วยความเต็มใจ ยิ้มแย้มแจ่มใส และใส่ใจ มีความรับผิดชอบแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนให้มีรอยยิ้มกลับไป

ทั้งนี้การบริการจะต้องมีความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นภายใน 3 เดือน หรือ 6 เดือน ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะคอยติดตามตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

เขมรมีบัตร MOU ยอมเข้าเมืองแบบผิดกฎหมาย อ้าง ! เข้าแบบถูกต้อง จ่ายแพงกว่า

 

 

แก๊งเขมรหัวใส หลอกแรงงานเขมรลักลอบข้ามชายแดนเข้ามาทำงานในประเทศไทย เรียกเก็บเงินค่าบริการหัวละ 2,500 บาท ถูก จนท.ตม.สระแก้ว พร้อมทหารพรานร้อย 1201 จับได้พร้อมหลักฐานเพียบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (18 เม.ย. 60) พ.ต.ท.เบญจพล รอดสวาสดิ์ รอง ผกก.ตม.จว.สระแก้ว, พ.ต.ท.จตุรภัทร์ สิงหัษฐิต รอง ผกก.สส.สภ.คลองลึก, ร.อ.อภินันท์ สงครามชัย ผบ.ร้อย ทพ.1201 นำกำลัง จนท.เข้าจับกุมแรงงานผิดกฎหมายชาวกัมพูชา จำนวน 54 คน แยกเป็นชาย 33 คน หญิง 21 คน ที่แอบลักลอบข้ามชายแดนเข้ามาฝั่งไทยบริเวณ ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของตลาดโรงเกลือ เขตเทศบาลตำบลป่าไร่ อ.อรัญประเทศ อยู่ตรงข้ามกับปอยเปต อ.โอโจโรว จ.บันเตียเมียนเจย ประเทศกัมพูชา

หลังจากที่ จนท.ทำการควบคุมตัวแล้ว ได้ทำการตรวจค้น จึงพบว่า แรงงานทั้งหมดมีพาสปอร์ต MOU (พาสปอร์ตแรงงาน) และบัตรแรงงานสีชมพูทั้งหมด จากนั้นได้นำตัวแรงงานมาทำการสอบสวนที่ ร้อย.ทพ.1201

จากการสอบสวนแรงงาน ทราบว่า ทั้งหมดเดินทางข้ามไปฝั่งประเทศกัมพูชา ทางด้านจุดผ่านแดนถาวรบ้านแหลม อ.สอยดาว จ.จันทบุรี เพื่อฉลองเทศกาลสงกรานต์ ตามมติ ครม.ไทย ซึ่งหลังจากฉลองเทศกาลเสร็จ จึงชักชวนกันเดินทางมาที่ชายแดนปอยเปต อ.โอโจรโล จ.บันเตียเมียนเจย ประเทศกัมพูชา ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เพื่อลักลอบข้ามชายแดนทางช่องทางธรรมชาติ เข้ามาฝั่งประเทศไทย และจะเดินทางต่อไปทำงานในพื้นที่ตอนใน ย่านเขตอุสาหกรรมต่างๆ ของไทยซึ่งเคยทำมาแล้ว

ทั้งนี้แรงงานทุกคนรู้ว่า ไม่สามารถเดินทางเข้าประเทศไทยทางจุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก โดยผ่านขั้นตอนของ ตม.จว.สระแก้ว ได้เพราะมติ ครม.ไทยระบุไว้ว่า จะอนุโลมให้แรงงาน 3 สัญชาติ ประกอบด้วย เมียนมา ลาว และกัมพูชา และเป็นแรงงานถือบัตรแรงงานสีชมพูและพาสปอร์ต MOU เดินทางข้ามชายแดนกลับไปฉลองเทศกาลสงกรานต์ที่ประเทศของตนได้ ตั้งแต่วันที่ 5 เม.ย. 60 ถึงวันที่ 30 เม.ย. 60 โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม และขอให้เดินทางกลับเข้ามาทำงานในประเทศไทยตามวันและเวลาที่กำหนด แต่จะต้องปฏิบัติตามมติ ครม.อย่างเคร่งครัด คือเดินทางออกนอกประเทศทางช่องทางใด ก็ขอให้เดินทางกลับเข้ามาประเทศไทยทางช่องทางนั้น

จากการสอบสวนอย่างละเอียดทราบว่า แรงงานกัมพูชาส่วนหนึ่งไม่สามารถปฏิบัติตามมติ ครม.ไทยได้ เนื่องจาก แรงงานกัมพูชาที่เดินทางกลับประเทศกัมพูชาทางด้านจุดผ่านแดนถาวรบ้านแหลม อ.สอยดาว จ.จันทบุรี เพราะระยะทางไกลและค่าใช้จ่ายมากกว่าเข้าทางชายแดน อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว จึงได้พากันลักลอบข้ามชายแดนทางด้าน อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว โดยยอมจ่ายค่าหัวให้คนนำพาซึ่งเป็นคนกัมพูชาหัวละ 2,000 ถึง 3,000 บาท แต่ก็ไปไม่รอด ถูก จนท.ไทยจับขณะกำลังข้ามชายแดน หลังสอบสวนเสร็จ จนท.ได้นำตัวแรงงานทั้งหมดส่งให้ จนท.ตม.จว.สระแก้ว ดำเนินการผลักดันกลับประเทศกัมพูชาต่อไป

‘โจรแม่’ ใช้ลูก 5 ขวบ เป็นเครื่องมือ ขโมยเนื้อหมูในร้านสะดวกซื้อ

 

 

โจรแม่ลูก ก่อเหตุขโมยหมูสดในร้านสะดวกซื้อ โดยแม่ใช้ลูกอายุ5ขวบ เป็นเครื่องมือในการนำหมูสดออกมา พนักงานเห็นผิดสังเกต จึงเรียกขอตรวจสอบ พบหมูสดอยู่ในเป้สะพายหลังลูก ผู้จัดการร้านเผยหญิงรายนี้เคยก่อเหตุลักษณะนี้มาแล้วหนึ่งครั้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (18 เม.ย. 60) ที่สถานีตำรวจภูธรขลุง นางสาวเสาวรส เข็มต้น รองผู้จัดการโลตัสตลาด สาขาขลุง ได้นำตัว นางศิรภัทร (สงวนนามสกุล) อายุ 32 ปี พร้อมของกลางเป็นหมูสด น้ำหนักกว่า 4 กิโลกรัม ลูกชายวัย 5 ขวบ และกระเป๋าเป้ เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ หลังจากที่นางศิรภัทร ได้พาลูกชายเข้าไปเดินซื้อของในโลตัสตลาด และเลือกซื้อหมูสดจำนวนกว่า 4 กิโลกรัม ก่อนจะขโมย เดินหลบเลี่ยงไปยังจุดที่ลับตาคน นำเอาหมูสดที่เลือกซื้อมาใส่กระเป๋าเป้ลูกชาย และเดินออกจากร้าน แต่โชคดีที่พนักงานในร้านเห็นผิดสังเกต ตามไปเรียกตรวจดู จนพบว่ามีการนำหมูสดออกจากในร้านซุกซ่อนออกมา จึงนำตัวมาเข้าแจ้งความดำเนินคดีที่สถานีตำรวจภูธรขลุง

นางสาวเสาวรส เข็มต้น รองผู้จัดการโลตัสตลาด สาขาขลุง ได้เปิดเผยว่า หญิงรายนี้มีอาชีพเป็นแม่ค้า ขายของตามตลาดนัด โดยวันนี้ได้เข้าไปก่อเหตุขโมยหมูสดในร้าน ซึ่งก่อนหน้านี้เคยให้ลูกอายุ 13-14 ปี ก่อเหตุในลักษณะนี้มาแล้วหนึ่งครั้ง แต่ของที่ขโมยไปเป็นจำพวกเครื่องเขียน ราคาประมาณพันกว่าบาท แต่ทางร้านก็ไม่ได้ดำเนินคดีเพราะเห็นว่าเป็นเยาวชน โดยหมูสดที่ขโมยครั้งนี้ผู้ก่อเหตุอ้างว่ามีผู้ฝากซื้อ โดยขโมยไปกว่า 4 กิโลกรัม ราคาประมาณ 600 กว่าบาท

ส่วนนางสาวเอกจิตรา งามละออม ผู้จัดการโลตัสตลาด สาขาขลุง ที่เดินทางมาที่สถานีตำรวจ ก็ได้เปิดเผยว่า ในกรณีนี้ให้ตำรวจเป็นผู้ชี้เลยว่าใครเป็นผู้ก่อเหตุ เพราะในส่วนของเด็ก 5 ขวบ คงไม่มีการดำเนินคดี เพราะเด็กทำตามที่แม่สั่ง แต่ในส่วนของแม่คงต้องดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป