ลดน้ำหนักอย่างไรไม่ให้กลับมาโยโย่!!

 

 

ความอ้วนเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้สาวๆ อย่างเราขาดความมั่นใจ เพราะนอกจากจะดูอืดไม่สวยแล้ว ยังหาเสื้อผ้ามาสวมใส่ยากมาก วันนี้เลยมาเอาใจคุณสาวๆ ที่กำลังควบคุมน้ำหนักกันอยู่ เรามีเคล็ดลับในการลดน้ำหนักแบบถาวรไม่ต้องกลัวว่าจะกลับมาโยโย่มาฝากกันค่ะ

ถ้าเราอยากจะลดน้ำหนักให้ได้อย่างถาวรโดยไม่มีอาการโยโย่หรือรีบาวด์ อัตราการลดน้ำหนักควรจะอยู่ที่ประมาณ 2 กิโลกรัมต่อเดือนค่ะ สาวๆ หลายคนที่อยากจะสวยเร็วๆ อาจจะอยากลดให้ได้มากกว่า 2 กิโลกรัม

แต่ว่ายิ่งลดน้ำหนักมากๆ ในเวลาสั้นๆ เท่าไหร่ ความเสี่ยงในการโยโย่ น้ำหนักกลับมาอ้วนเหมือนเดิมก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้นค่ะ และ เป็นสาเหตุที่ทำให้การลดน้ำหนักไม่ประสบความสำเร็จ

ถ้าจะลดน้ำหนักให้ได้ 1 กิโลกรัมภายใน 1 เดือนนั้น เราจำเป็นต้องลดการรับพลังงานลงจากพลังงานที่ร่างกายต้องการลงให้ได้ 7,200 kcal ค่ะ ลองหารดูค่ะ จะทำให้ได้ 1 กิโลกรัม ภายใน 30 วัน ก็จะต้องลดให้ได้ 240 kcal ต่อวัน

ดังนั้นเพื่อจะลดปริมาณแคลอรีที่ได้รับลง 240 kcal จากพลังงานที่จำเป็นต่อวันนอกจากจะต้องใส่ใจกับสิ่งต่างๆ ที่เรากินในแต่ละวันให้มากแล้วที่สำคัญต้องดูแลเรื่องความสมดุลของสารอาหาร และ ออกกำลังกายให้ได้อย่างต่อเนื่องเพราะเมื่อลดพลังงานทีได้รับพร้อมกับออกกำลังกายแล้ว ก็จะทำให้ไขมันในร่างกายถูกเผาผลาญไปได้

แต่….. ที่ลืมไม่ได้ก็คือ… น้ำหนักที่ลดลง จะไม่ได้ลดลงแบบเป็นเส้นตรงค่ะสาวๆ ที่เคยผ่านการลดน้ำหนักมาหลากหลายรูปแบบ คงจะเคยมีประสบการณ์แบบนี้ใช่มั๊ยหล่ะค่ะแรกๆ เมื่อเริ่มลดน้ำหนัก ก็จะดูไปได้สวย แต่พอผ่านไปหลายๆ วัน น้ำหนักจะเริ่มคงตัว ชั่งน้ำหนัก ยังไงๆ ก็ไม่ยอมลดลงไปซักกะที และตอนนี้เองที่สาวๆ ส่วนใหญ่จะเลิกล้มความตั้งใจในการไดเอทไป

รู้มั๊ยคะว่าถ้าไม่เลิกล้มความตั้งใจ ทำต่อไปเรื่อยๆ อยู่ดีๆ น้ำหนักของเราก็จะลดฮวบลงไป สลับกับการเพิ่มขึ้นและลดลงอย่างนี้ หรือไม่ก็ไม่ยอมลดลงไปอีกสักพัก แล้วอยู่ดีๆ ก็จะลดลง สลับกันไปแบบนี้ค่ะ ในช่วงของการลดน้ำหนักแรกๆยิ่งน้ำหนักของเราลดลงไปใกล้กับน้ำหนักที่เราตั้งใจไว้เท่าไหร่ ระยะเวลาที่น้ำหนักคงที่ไม่ยอมลดลงไปอีกก็จะยาวขึ้นด้วย ที่สำคัญจะเป็นช่วงที่เราอยากจะหยิบโน่นนี่เข้าปากเป็นที่สุดค่ะ ช่วงนี้ต้องใช้ความพยายามมากเป็นพิเศษ เพราะว่าถ้าแพ้ใจตัวเอง เผลอกินเข้าไปละก็ ถึงจะแค่อีกก้าวเดียว ก็อาจจะไม่สามารถไปถึงน้ำหนักในฝันได้ค่ะ

สาวๆ ที่เป็นแบบนี้ อยากจะหยิบโน่นนี่กินอยู่เรื่อย ขอแนะนำให้เตรียมขนมหรืออาหารที่มีพลังงานต่ำเอาไว้ข้างตัวหลายๆ แบบ ให้เป็นของที่แม้แต่จะไดเอทก็กินได้ ไม่มีปัญหา โดยเฉพาะอาหารหรือขนม อย่างเช่น เต้าหู้ คอนยาคุ ผักต้ม ไดเอทคุ๊กกี้ และ ซุปผักต่างๆ ที่ช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานและยังทำให้รู้สึกอิ่มสบายด้วย

และอีกเทคนิคที่สำคัญก็คือ ไม่กังวลให้มากจนเกินไปค่ะ ถึงแม้วันนี้จะกินมากเกินไปหน่อย ก็พยายามปรับการกิน ในวันพรุ่งนี้ให้ลดลงนิด พยายามควบคุมพลังงานในหนึ่งสัปดาห์ให้ลดลงได้อย่างที่ต้องการก็เพียงพอแล้วค่ะ อย่าเครียดเกินไปจะได้ทำได้อย่างต่อเนื่องไงคะ

ขจัดโรคอ้วนง่ายๆ ด้วยการเปลี่ยนไลฟ์สไตล์

 

 

ปัญหาโรคอ้วนเป็นปัญหาที่สามารถพบได้บ่อยในสังคมปัจจุบัน เพราะไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบ การรับประทานอาหารฟาสต์ฟู้ด จึงทำให้ไม่ค่อยมีเวลาดูแลตัวเอง ส่งผลให้เกิดโรคอ้วนนั่นเอง

องค์การอนามัยโลกคาดการณ์ว่า ในแต่ละปีจะมีผู้ใหญ่อย่างน้อย 2,800 ล้านคนทั่วโลก เสียชีวิตจากโรคหรือความผิดปกติที่มาจากภาวะน้ำหนักตัวเกินหรือโรคอ้วน

ดร.แมเรียน เฟล็คชเนอร์-มอร์ส หัวหน้าคณะผู้วิจัยด้านโภชนาการและโรคอ้วน มหาวิทยาลัยอูล์ม ประเทศเยอรมนี แบ่งปันเคล็ดลับการใช้ชีวิตประจำวันที่แสนง่าย เพื่อให้มีสุขภาพดีและห่างไกลโรคอ้วน ด้วยการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างง่ายๆ

1.ชั่งน้ำหนักเป็นประจำ และสังเกตตัวคุณเองด้วยว่าช่วงนี้คุณรู้สึกว่าเอื่อยเฉื่อยหรือเปล่า หรือเสื้อผ้าที่ใส่เริ่มคับไปหรือยัง สิ่งเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณบอกว่าน้ำหนักตัวกำลังเพิ่มขึ้น

2.ตั้งเป้าหมายและทำตามอย่างมุ่งมั่น กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน เช่น จะลดน้ำหนักลง 5 กิโลกรัม ก่อนจะถึงวันปีใหม่ เพราะฉะนั้น ฉันจะรับประทานสลัดเป็นอาหารเย็นสัปดาห์ละ 3 ครั้ง

3.หลีกเลี่ยงสิ่งล่อตาล่อใจต่างๆ ต้องตั้งสติดีๆ คิดก่อนกิน ออกกำลังกายก่อนนั่งเล่นนอนเล่น

4.ออกกำลังกายทุกวันแม้เพียงเล็กน้อย

5.ออกกำลังกาย 3 ประเภทอย่างสม่ำเสมอ ได้แก่ (1) บอดี้คอมโพสิชั่น เทรนนิ่ง หรือเวตเทรนนิ่ง (2) การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอหรือแอโรบิก และ (3) การออกกําลังกายเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น

6.กินให้หลากหลาย การรับประทานอาหารที่ดีคือการเลือกรับประทานอาหารหลายๆ ประเภทอย่างมีสมดุล

7.พยายามรับประทานอาหารจากธรรมชาติให้มากที่สุด เช่น อาหารที่ไม่ได้ผ่านการแปรรูป เลือกรับประทานปลาหรือเนื้อสัตว์ปีก แทนที่จะรับประทานหมูหรือเนื้อแดง หรือเนื้อที่ผ่านการแปรรูป เลือกรับประทานผักและผลไม้สดๆ แทนที่จะเป็นอาหารทอด และเลือกรับประทานข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต

8.เลือกรับประทานผลไม้สดๆ แทนที่จะเป็นน้ำผลไม้ คุณต้องใช้ส้มจำนวน 6-8 ลูก สำหรับน้ำส้ม 1 แก้ว ทำให้คุณดื่มเข้าไปแต่แคลอรี แต่ไม่มีไฟเบอร์หรือกากใยของผลส้มเลย

9.ลดจำนวนน้ำตาลลง หลีกเลี่ยงเมนูของหวานและเครื่องดื่มอย่าง น้ำอัดลม กาแฟเย็น ชานม และสมูทตี้ที่ใส่น้ำตาลมากๆ

10.ลดปริมาณอาหารลง หลีกเลี่ยงเมนูขนาดบิ๊กไซส์ โดยเฉพาะตามร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดทั้งหลาย

งดมื้อเย็นไม่ช่วยลดความอ้วน

 

 

วิธีการลดน้ำหนักที่หลายๆ คนนึกถึงเป็นวิธีแรกนั้นส่วนใหญ่แล้ว คือการงดมื้อเย็น ซึ่งการงดมื้อเย็นนั้นถือได้ว่าเป็นการลดน้ำหนักที่ผิดเอามากๆ เพราะนอกจากจะไม่ช่วยลดน้ำหนักแล้วยังเป็นอันตรายต่อสุขภาพ และอาจทำให้ระบบเผาผลาญพัง จนลดน้ำหนักไม่สำเร็จอีกด้วย

งดมื้อเย็น ลดความอ้วน วิธีนี้ไม่ใช่อย่างแรง !

แน่นอนว่าการงดมื้อเย็นจะช่วยให้น้ำหนักลดลงฮวบ ๆ ทว่าผลต่อจากนั้นคืออาการโยโย่ที่เกิดจากร่างกายของเราเอง บางคนหากไม่รู้สึกหิวมากจนต้องลุกมาหาอะไรกินตอนดึก ก็อาจรู้สึกหมดแรงในช่วงเช้า และต้องเติมน้ำตาลในร่างกายด้วยน้ำหวานอย่างอดไม่ได้ ซึ่งนี่ล่ะคือเหตุผลที่ยิ่งอดยิ่งน้ำหนักขึ้น

ที่สำคัญไปกว่านั้น การอดอาหารไม่ว่ามื้อใดก็ตาม อาจทำให้ระบบเผาผลาญทำงานได้ช้าลง เนื่องจากร่างกายเรียนรู้ที่จะปรับตัวกับอาการท้องว่าง จึงประหยัดพลังงานในขั้นตอนการเผาผลาญ ส่งผลให้ระบบเผาผลาญเริ่มขี้เกียจ และติดนิสัยนั้นจนอาจแอบอู้งานบ่อย ๆ คราวนี้การเบิร์นไขมันก็ลำบากขึ้นล่ะ

ยิ่งงดมื้อเย็น สุขภาพยิ่งแย่

นอกจากระบบเผาผลาญจะทำงานช้าลง ส่งผลให้อ้วนง่ายขึ้นแล้ว การงดมื้อเย็นยังส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ดังนี้เลย

1. เพิ่มโอกาสให้ร่างกายขาดสารอาหาร จากผลสำรวจทางการตลาดของ NPD Group องค์กรอิสระแห่งหนึ่งของอเมริกาพบว่า มื้อเย็นเป็นมื้อที่ประชาชนจะเลือกซื้ออาหารเพื่อสุขภาพ และกินผักผลไม้มากกว่ามื้ออื่น ๆ ดังนั้นหากงดอาหารเย็นก็เท่ากับพลาดโอกาสรับสารอาหารดี ๆ จากอาหารสุขภาพเหล่านี้ หรือต้องแน่ใจจริง ๆ ว่ามื้อเช้าและมื้อเที่ยงคุณกินอาหารได้ครบ 5 หมู่ไม่มีตกหล่นทุกวัน

2. โรคกระเพาะถามหา ! กลไกธรรมชาติของร่างกายจะหลั่งกรดน้ำย่อยออกมาอัตโนมัติเมื่อถึงเวลารับประทานอาหาร แต่หากน้ำย่อยมาเจอกับความว่างเปล่า สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปคือน้ำย่อยจะจัดการย่อยกระเพาะอาหารเอง นำไปสู่ความเสี่ยงโรคกระเพาะอาหาร หรือบางรายที่อดมื้อเย็นต่อเนื่องอาจเกิดโรคกระเพาะอาหารอักเสบ ไม่ก็รุนแรงถึงโรคกระเพาะทะลุได้เลยนะคะ

3. ท้องไส้ปั่นป่วนจนนอนไม่หลับ กินมื้อดึกมากเกินไป ก็อาจเป็นโรคกรดไหลย้อน ครั้นจะงดมื้อเย็นไปเลยระบบย่อยอาหารก็จะปรวนแปรไม่น้อยเหมือนกัน ส่งผลให้เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อจากการที่กรดในกระเพาะไม่ได้ใช้งานอย่างถูกวิธี หรือบางรายอาจมีอาการคลื่นไส้ ไม่สบายตัวจนนอนไม่หลับ ซึ่งเมื่อนอนไม่หลับก็จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพในภายหลังได้

4. อ่อนเพลีย เวียนศีรษะ และอาจเบลอ ระหว่างมื้อเที่ยงยาวไปจนมื้อเช้าของอีกวันเป็นช่องว่างที่ค่อนข้างยาวนานสำหรับการที่เราอยู่แบบท้องว่าง ๆ และอาจนำพาให้ฮอร์โมนควบคุมความหิวทำงานสับสน ระดับน้ำตาลตกฮวบ เนื่องจากไม่ได้รับอาหารมาเปลี่ยนเป็นน้ำตาล ส่งผลให้ร่างกายไม่สามารถส่งกลูโคสให้สมองได้ จนทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย เวียนศีรษะ หรือบางรายอาจเป็นลมเป็นแล้ง หรือเกิดอาการเบลอ ๆ ขึ้นมาซะเฉย ๆ ก็ได้

5. ระบบขับถ่ายก็พัง เมื่อไม่ได้รับสารอาหารที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ส่วนที่จะได้รับผลกระทบไปเต็ม ๆ อีกอย่างก็คือระบบขับถ่าย เพราะไม่รู้จะเอากากอาหารจากไหนมาขับของเสียออกไปนั่นเอง

มื้อเย็นกินอะไรดีไม่ให้อ้วน

ในเมื่อรู้แล้วว่างดมื้อเย็นไม่ได้ช่วยลดความอ้วน แถมยังให้โทษต่อสุขภาพอีก ถ้าอย่างนั้นเรามากินมื้อเย็นแบบไม่ให้อ้วนกันดีกว่า โดยเลือกกินอาหารที่ให้พลังงานไม่สูงมาก หรือจะลองทำตามนี้ก็น่าจะเวิร์กอยู่นะ

แม้ตอนกลางคืนเราจะแทบไม่ได้ใช้พลังงานเลย แต่มื้อเย็นก็ยังสำคัญต่อระบบการทำงานของร่างกายในหลาย ๆ ส่วนนะคะ และการงดมื้อเย็นก็ไม่ได้ช่วยให้ลดน้ำหนักได้สำเร็จสักเท่าไร แถมอาจส่งผลกระทบต่อร่างกายในระยะยาวได้อีกต่างหาก ฉะนั้นสิ่งที่ถูกต้องคือควรเลือกรับประทานอาหารให้พอเหมาะ เลือกกินอาหารที่อิ่มสบายท้อง แคลอรีต่ำจะดีกว่า

เทคนิคเผาผลาญไขมันส่วนเกิน ในยามฉุกเฉิน

 

 

สาวๆ ทุกคนมักจะใฝ่ฝันอยากมีหุ่นและรูปร่างที่เพรียวงาม จึงทำให้สาวๆ นั้นมักจะอยู่ในโหมดไดเอทกันซะเป็นส่วนใหญ่ แต่ต่อให้ระมัดระวังกันแค่ไหนก็ต้องมีบ้างที่เกิดเผลอทานเกินพิกัด แต่ไม่ต้องตกใจไปค่ะวันนี้เรามีเคล็ดลับเผาผลาญไขมันส่วนเกินมาฝากกันค่ะ

ดื่มน้ำส้มคั้นสดๆ เพราะวิตามินที่มีอยู่ในน้ำส้มจะช่วยดูดซึมสารอาหารที่สำคัญ แล้วหากสาวคนไหนรับประทานส้มเป็นผลด้วย ก็จะช่วยควบคุมน้ำหนักได้อีกวิธีหนึ่ง เพราะส้มจะมีเส้นใยธรรมชาติ ที่ทำให้รู้สึกอิ่มท้องเร็ว

ทานผัก ผลไม้เป็นประจำ แม้ว่าอาหารจำพวกผักจะให้พลังงานน้อย แต่ก็ให้สารอาหารจำนวนมากที่ร่างกายคนเราต้องการ ส่วนผลไม้ก็ควรเลือกทานที่ให้พลังงานต่ำ เช่น มะม่วง ฝรั่ง แตงโม ชมพู่ หลีกเลี่ยงผลไม้ที่มีรสหวานจัด และให้พลังงานสูง

อาหารจำพวกธัญพืช อาจจะทานเป็นมือเช้า แต่ต้องเป็นธัญพืชชนิดไขมันต่ำด้วยนะค่ะ ธัญพืชอุดมด้วยไฟเบอร์ วิตามิน และสารต้านอนุมูลอิสระต่าง ๆ จำนวนมาก ซึ่งจะช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำการย่อยช้า ๆ เข้าสู่ร่างกาย เราก็จะรู้สึกอิ่มท้องนานขึ้น

การเคลื่อนไหวร่างกาย หาเวลาให้ร่างกายได้เคลื่อนไหว ให้ได้เหงื่อบ้าง หากมีเวลามากพอก็หาเวลาออกกำลังกาย เล่นกีฬา ช่วงแรกเริ่มต้นวันละประมาณครึ่งชั่วโมงก็ยังดี แล้วพอร่างกายเริ่มปรับเข้าที่ก็เพิ่มการออกกำลังกายเป็นวันละ 1 ชั่วโมง จะช่วยเผาผลาญไขมันได้ดี แถมได้สุขภาพที่แข็งแรงอีกด้วย (การเคลื่อนไหวของร่างกายอย่างเร็ว ๆ ช่วยเผาผลาญได้ 140 แคลอรีภายในครึ่งชั่วโมง)

พยายามเคี้ยวอาหารช้า ๆ การที่เราทานอาหารด้วยความรวดเร็ว จะทำให้เรากินได้มากเกินพิกัด โดยที่ไม่รู้ตัว ที่สำคัญสาว ๆ จำไว้ให้ดีว่าไม่ควรทานอาหารหลัง 6 โมงเย็น หรือช่วงกลางคืนดึกดื่นเป็นอันขาด เพราะช่วงนี้แหละที่ทำให้เราต้องเจอกับปัญหาอ้วนๆๆๆ เข้าสักวัน

ด้วยเคล็ดลับง่าย ๆ แบบนี้ หากสาว ๆ คนไหนปฏิบัติเป็นประจำ ก็สบายหายห่วง ตัดความกังวลเรื่องไขมันส่วนเกิน หรือเรื่องของความอ้วนไปได้เลยค่ะ..

ผักเคล ผู้ช่วยไดเอทมากคุณค่า

 

 

ช่วงเวลาไดเอท มักจะเป็นช่วงที่ขาดสารอาหาร จนระบบเผาผลาญอ่อนแอ ต้องบู๊ธพลังเพื่อให้ระบบเผาผลาญทำงานเป็นปกติดีขึ้น

ด้วยผักเคล ผักชนิดนี้แคลอรี่ต่ำแต่มีสารอาหารสูงมาก จนได้ชื่อว่าเป็นผักที่มีสารอาหารสูงที่สุดในโลก คือมีธาตุเหล็กสูงกว่าเนื้อวัว มีแคลเซียมสูงกว่านม มีวิตามินซีสูงกว่าผักโขม และยังมีวิตามินเอ วิตามินเค วิตามินอี แมงกานีส โพแทสเซียม ธาตุเหล็ก โฟเลต สารลูทีน แคโรทีนอยด์ กินแล้วแข็งแรงชัวร์ โดยมีเมนูแนะนำจากผักชนิดนี้ ที่ทานแล้วอร่อยพร้อมประโยชน์ที่ครบครัน

1.น้ำปั่นผักรวม ใช้ผักเคล ผักโขม แครอท อย่างละ 1 กำมือ ราสเบอรี่ บลูเบอรี่ สตรอเบอรี่แช่แข็ง กล้วย แอปเปิ้ล อย่างละ 1 ลูก แตงกวาหั่นเป็นชิ้น ตามต้องการ น้ำ 1/2 – 1 แก้ว นำทุกอย่างใส่ในเครื่องปั่น ปั่นให้ละเอียด ใส่น้ำผึ้งเล็กน้อย ดื่มได้เลยค่ะ

2.ผักเคลทอดน้ำมะนาว ผักเคล 1 กำใหญ่ น้ำมันมะกอก 2 ช้อนโต๊ะ น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ และเกลือ 1/2 ช้อนชา ล้างผักให้สะอาด วางให้สะเด็ดน้ำ แล้วหั่นเป็นชิ้นใหญ่ๆ ใส่ผักเคลลงในชาม เติมน้ำมันมะกอก กับน้ำมะนาวลงไป คลุกให้เข้ากัน ตั้งกระทะให้ร้อน ใส่น้ำมันมะกอกลงไป น้ำมันร้อนใส่ผักเคลลงไปทอดจนเป็นสีเขียวเข้ม ตักใส่จาน แล้วโรยเกลือเล็กน้อย กินเป็นของว่างแสนอร่อย มากคุณค่า

ผักทุกชนิด มีคุณค่าวิตามิน มีกากใย กินผักมากๆ ช่วยในระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่ายที่ดี ทานผักบ่อยๆ ดีต่อสุขภาพแน่นอนค่ะ

1 นาทีก็ช่วยลดน้ำหนักได้

 

 

การลดน้ำหนักนั้นเป็นเรื่องที่สาวๆ ทุกคนรู้จักกันดี และก่อนจะเริ่มการลดน้ำหนักหรือกำจัดน้ำหนักส่วนเกินนั้น สิ่งเดียวที่คุณต้องการในตอนนี้คือเวลาแค่หนึ่งนาทีเท่านั้นค่ะ และต่อไปนี้คือกลยุทธ์ที่แสนจะง่ายดายในการเผาผลาญไขมันและส่วนเกินในร่างกายอย่างได้ผลค่ะ

1. เจือจางน้ำผลไม้ ผสมน้ำผลไม้ที่คุณโปรดปราน (ครึ่งหนึ่งของปริมาณที่คุณเคยดื่ม) กับน้ำเปล่าหรือน้ำแร่แบบมีฟอง คุณสามารถตัดลดแคลอรี่ลงไปได้อย่างน้อย 85 แคลอรี่ ต่อแก้ว ซึ่งหมายถึง 2 กิโลในหนึ่งปี

2. เคี้ยวหมากฝรั่ง งานวิจัยเมื่อไม่นานมานี้ ค้นพบว่าการเคี้ยวหมากฝรั่งไร้น้ำตาลตลอดทั้งวันเพิ่มอัตราการผลาญได้ราว 20 % ที่สามารถช่วยเผาผลาญแคลอรี่ได้มากกว่าปีละ 10 ปอนด์

3. จิบชาเขียวก่อนออกไปเดิน คาเฟอีนช่วยปลดปล่อยกรดไขมันของคุณ จึงเผาผลาญไขมันได้ง่ายกว่า และโพลีฟีนอล (ที่เป็นแอนตี้ออกซิแดนท์) ในชาเขียวก็ดูจะทำงานร่วมกับคาเฟอีนในการเพิ่มการเผาผลาญแคลอรี่ (ถ้าคุณความดันโลหิตสูง อย่าใช้เคล็ดลับนี้)

4. หลอกต่อมรับรส การจิบยาแก้ไอรสเมนธอลหรือยูคาลิปตัสจะช่วยระงับอาการอยากอาหารได้อย่างชะงัดในทันที

5. เพิ่มรสชาติเผ็ดร้อน การเติมพริกลงในอาหารจะทำให้คุณทานอาหารช้าลง และพริกยังช่วยเพิ่มการผลาญพลังงานอีกด้วย

6. อย่าอยู่เฉย การขยับแข้งขยับขาหรืออยู่ไม่สุขตลอดเวลาจะช่วยคุณเผาผลาญแคลอรี่มากขึ้น ซึ่งอาจมากถึงวันละ 700 แคลอรี่เลยล่ะ

7. เช่าหนังผีมาดู คุณมีความอยากอาหารน้อยลงเวลาที่กลัว แต่จะกินมากขึ้นถ้าโกรธหรือมีความสุข

8. มองตัวเอง งานวิจัยบอกว่า การมองตัวเองในขณะกินอาหาร อาจทำให้คุณกินน้อยลงได้ 22-32 เปอร์เซ็นต์

9. วิดพื้น ก่อนที่คุณจะเปิดถ้วยไอศกรีม วางมันลงก่อนแล้วก็ทำท่าวิดพื้นซัก 10 ครั้ง การทำกิจกรรมทางกายบางอย่าง จะทำให้คุณสำนึกถึงเป้าหมายของคุณขึ้นมาได้

10. ดมกลิ่น เวลาที่อยากกินขนมเค้กหรือคุกกี้หอมกรุ่นพวกนั้นเหลือเกิน ลองทำแบบนี้ดู สูดกลิ่นมันสัก 30 วินาที ก่อนกิน มันจะเป็นการตอบสนองต่อความอยากที่จะช่วยให้คุณหยุดกินได้แค่คุกกี้ชิ้นเดียว

11. กินปลา ปลาที่อุดมด้วยกรดไขมันโอเมก้า-3 เช่น ทูน่า แม็กครีล และแซลมอน อาจช่วยคุณลดน้ำหนักได้ด้วยการเผาผลาญไขมันให้ดีขึ้น คนที่น้ำหนักเกิน ซึ่งกินอาหารแคลอรี่ต่ำที่มีปลาด้วยทุกวัน ลดน้ำหนักได้มากกว่าคนที่ไม่ได้กินปลาเลยราว 20 %

หน้าท้องแบนราบได้ด้วย อาหาร 4 อย่างนี้

 

 

หน้าท้องแบนราบเป็นสิ่งที่คุณสาวๆ ปรารถนา และไม่ยากเลยหากจะมีหน้าท้องที่แบนราบเรียบอยู่ในครอบครอง วันนี้เรามีอาหารที่จะทำให้หน้าท้องของคุณแบนราบมาฝากกันค่ะ

1. ผักและผลไม้ ผู้หญิงลดขนาดเอวได้ด้วยการแทนที่อาหารที่เป็นแป้งขัดขาวและน้ำตาลด้วย คาร์โบไฮเดรตจากผักและผลไม้โดยเฉพาะที่มีสีส้ม นี่เป็นการรีวิวจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน นอกเหนือจากเส้นใยอาหารที่ทำให้คุณรู้สึกอิ่มยาวนานกว่า นักวิจัยยังคาดว่าแอนตี้ออกซิแดนท์ อย่างเช่น วิตามินซีและเบต้าแคโรทีนคือสิ่งที่ช่วยกำจัดไขมันหน้าท้องออกไปได้

2. โปรตีน การกินโปรตีนมากขึ้นทำให้คุณอิ่มและเพิ่มพลังงานซึ่งนำไปสู่การลดน้ำหนักโดย รวม และสำหรับคนที่อายุมากกว่า 40 จะช่วยลดไขมันหน้าท้องได้เป็นพิเศษ นี่เป็นผลการค้นพบของวิทยาลัยสกิดมอร์และโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน

แต่งานวิจัยชี้ว่าการกินโปรตีนในปริมาณสูง ๆ อาจทำให้ไตทำงานหนัก เพราะอาจทำให้เกิดการสูญเสียแคลเซียมได้ ควรตั้งเป้ารับแคลอรี 25 % จากโปรตีน (ถ้าคุณกินวันละ 2,000 แคลอรี่ นั่นก็คือ 500 แคลอรี่ จากโปรตีน) และเลือกโปรตีนแบบไร้ไขมัน อย่างเช่น โยเกิร์ตไขมันต่ำ นมไร้ไขมัน ปลาและสัตว์ปีกไร้หนัง ถั่วเป็นแหล่งที่ดีอีกอย่างหนึ่งแต่อาจมีแคลอรี่ค่อนข้างสูง

3. เซเลเนียม นี่เป็นแร่ธาตุที่ช่วยต่อสู้มะเร็ง และเชื่อมโยงกับไขมันหน้าท้อง จากการสำรวจคนอเมริกันมากกว่า 8,000 คน คนที่มีระดับเซเลเนียมและแอนตี้ออกซิแดนท์อื่น ๆ ในเลือดน้อยกว่า จะมีรอบเอวที่ใหญ่กว่า เซเลเนียมพบในอาหารหลายชนิด แต่มันอาจยากที่จะรู้ว่าคุณได้รับปริมาณครบตามที่แนะนำหรือเปล่า (55 ไมโครกรัม) เพื่อให้ได้ปริมาณตามต้องการ ลองกินวิตามินเสริมหรือกินอาหารให้หลากหลาย

4. ไขมันที่ดี การวิจัยชิ้นหนึ่งของสเปนชี้ให้เห็นว่า มันง่ายกว่าที่จะรักษาความผอมเพรียวด้วยการกินไขมันแบบไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (เช่น น้ำมันมะกอก) และโอเมก้า-3 (ส่วนใหญ่พบในปลา แต่ก็มีในเมล็ดต้นแฟลกซ์ น้ำมันวอลนัตและเต้าหู้) ในขณะที่ไขมันเมก้า-6 (มีมากในซีเรียลน้ำมันข้าวโพด และไข่ ) เป็นเหตุให้ไขมันหน้าท้องเพิ่มพูน แต่ไขมันที่ควรกำจัดโดยสิ้นเชิงก็คือ ไขมันทรานส์ที่ไม่มีคุณค่าทางอาหาร

ในการศึกษาของมหาวิทยาลัยเวกฟอเรสต์ ลิงที่กินอาหารแบบที่คนอเมริกาทั่วไปกินเป็นเวลา 6 ปี มีน้ำหนักมากขึ้นเทียบเท่ากับน้ำหนักมนุษย์ 10 ปอนด์ ถ้าไขมันที่พวกมันกินคือ ไขมันทรานส์อย่างเดียว เทียบกับพวกที่กินไขมันที่เพิ่มขึ้น 30% นั้นจะเพิ่มขึ้นในส่วนของหน้าท้องด้วย

ลดความอ้วนด้วยการหยุดอาหารแคลอรี่สูง

 

 

สมัยนี้อะไรอะไรก็มาด้วยความเร่งรีบ เน้นความสะดวกสบาย เร่งด่วนเรื่องอาหารการกินก็เช่นเดียวกัน เมนูอาหารฟาสฟู้ดน่าตาน่ารับประทาน มักล่อตาล่อใจ แต่จะเห็นได้ว่าอาหารเหล่านั้นมักจะเป็นประเภทแป้งและไขมันเยอะซึ่งให้พลังงานแคลอรี่สูงมากซึ่งผู้หญิงที่รักสวยรักงามทั้งหลายควรจะห้ามใจไว้บ้างนะคะ อาหารเหล่านั้น เช่น

เฟรนช์ฟรายส์ ตัวการที่ทำให้เราเพลิดเพลินเวลากิน เฟรนช์ฟรายส์ ก็คือเกลือที่โรยอยู่ด้านนอก เพราะเกลือมีคุณสมบัติที่ช่วยผ่อนคลาย เราเลยเพลินจนลืมอิ่ม แต่คุณสามารถเปลี่ยนจากมันฝรั่งทอดมาเป็นสาหร่ายอบแห้งโรยเกลือแทนได้ อร่อยเหมือนกันแต่สารอาหารและความอ้วนผิดกันลิบ

กาแฟเย็น ที่เราติดกาแฟกันนักเพราะในกาแฟมีคาเฟอีนที่กระตุ้นความกระฉับกระเฉงแต่เรื่องนี้แก้ได้ด้วยการเปลี่ยนมากินขนมปังกรอบร่วมกับอาหารพวกโปรตีน อย่างเช่น แครกเกอร์ทาเนยถั่วขนมปังอบแห้งกับไข่ต้มหรือแซนด์วิชทูน่า พอปริมาณน้ำตาลในเลือดคงที่เราจะไม่เพลียและเลิกคิดถึงคาเฟอีนไปเอง

เสต็ก เสต็กก็คือเนื้อ การที่คุณอยากกินจนน้ำลายสอ เป็นเพราะร่างกายกำลังขาดธาตุเหล็กที่เราได้จากเนื้อสัตว์ถ้าอย่างนั้นก็ชดเชยด้วยอาหารที่อ้วนน้อยกว่าอย่างผักโขม นมตับ ไข่ ไม่อ้วนแถมประหยัดเงินในกระเป๋ากว่าด้วย

ผู้หญิงกับความงาม

 

 

เพราะเรื่องสวยๆ งามๆ เป็นของคู่กันของผู้หญิงมาแต่ไหนแต่ไรแล้วล่ะค่ะ ยิ่งเรื่องของหน้าตาและผิวพรรณด้วยแล้วยิ่งต้องดูแลกันเป็นพิเศษ วันนี้เราก็มีเคล็ด (ไม่) ลับดีๆ ที่จะทำให้คุณดูสวยใส ไร้ริ้วรอย มาฝากคุณผู้หญิงที่รักสวยรักงามทั้งหลายกันค่ะ

ทานอาหารเพื่อสุขภาพ ให้ครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะวิตามินเอ ซีและอี เพราะมีแอนตี้ออกซิแดนท์ ที่มีคุณสมบัติในการชะลอความเสื่อมของผิวหนัง และควรดื่มน้ำให้ได้ 8-10 แก้ว งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์, คาเฟอีน เพราะเป็นตัวทำลายเซลล์ให้เสื่อมสภาพเร็วกว่าเดิมนั่นเองค่ะ

ควรจะหลีกเลี่ยงแสงแดด ยิ่งแดดในเวลาระหว่าง 10.00-15.00 น. ไม่ควรเอาผิวเข้าไปเสี่ยงโดนเลย เพราะเป็นช่วงที่มีรังสี UV สูงสุด แต่ถ้ามีเหตุต้องทำให้เจอกันก็ควรป้องกันด้วยครีมกันแดดที่มีค่าตั้งแต่ 15 ขึ้นไป เมื่ออยู่กลางแดดควรสวมแว่นกันแดด เพื่อป้องกันการหยีตาบ่อเกิดแห่งรอยตีนกาค่ะ

ให้ความชุ่มชื้นกับผิวอยู่เสมอ ด้วยการเติมอาหารให้ผิวด้วยการทาครีม, โลชั่น หรือมอยส์เจอร์ไรเซอร์ ให้ผิวอยู่เป็นประจำทุกวัน เพื่อคืนความชุ่มชื้นให้กับผิวพรรณเสมอ

หลีกเลี่ยงการทับ ในที่นี้คือ ท่านอนเพราะเมื่อนอนคุณจะอยู่กับท่านั้นเป็นเวลานานพอที่จะทำให้เกิดรอยย่นในด้านที่เราทับได้ ดังนั้นควรเปลี่ยนท่านอนบ่อยๆ และหลีกเลี่ยงการบริหารกล้ามเนื้อบ่อยๆ เพราะจะยิ่งทำให้เกิดรอยย่นได้เด่นชัด

พักผ่อนให้เพียงพอ เป็นการช่วยให้ร่างกายเกิดการซ่อมแซมตัวเองในช่วงเวลาที่หลับ และยังช่วยในเรื่องของผิวพรรณให้สดใส สดชื่นอีกด้วยค่ะ

คลายเครียด อาการเครียดเป็นบ่อเกิดของริ้วรอย เมื่อเครียดก็จะทำให้เกิดการเกร็งกล้ามเนื้อ ดังนั้นควรทำจิตใจให้สดชื่น หาอะไรที่ช่วยลดความเครียดลง ไม่ว่าจะเป็นการเดินที่สวนสาธารณะ หรือห้าง เพราะสามารถช่วยให้กล้ามเนื้อที่เกร็งอยู่ผ่อนคลายลงได้ค่ะ

ออกกำลังกาย เพราะขณะที่ออกกำลังกายจะทำให้ระบบโลหิตเกิดการไหลเวียนดีขึ้น ทำให้ผิวหนังได้รับสารอาหารและออกซิเจนเพิ่มมากขึ้น

ทั้งหมดนี้คือ เคล็ดลับดีๆ ที่สามารถช่วยชะลอริ้วรอยก่อนวัยให้กับสาวๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการรับประทานอาหารที่ดีและมีประโยชน์ก็สำคัญไม่น้อยไปกว่าเครื่องสำอางหรือครีมชั้นดีเลยล่ะค่ะ

5 วิธีดีๆ ขอเป็นสาวหวานสักวัน

 

 

ถ้านานๆ ทีสาวแก่นเซี้ยวเปรี้ยวซ่าอย่างคุณเกิดอยากเปลี่ยนสไตล์ไปเป็นสาวหวานกับเค้าบ้าง เรื่องแบบนี้สามารถค่ะ

1. ชมพู ดูดีมีลุ้น สีหวานๆ สีไหนก็ไม่หวานได้ใจเท่าสีชมพู ยิ่งถ้าปากแก้มอมชมพูระเรื่อด้วยล่ะก็ รับรองว่าจะหวานจนมดหนุ่มชะเง้อคอมองไปตามๆ กัน ขั้นแรกคุณจึงต้องลบเมคอัพดุๆ สีโทนขรึมอย่างปากดำ อายแชโดว์เทาทิ้งไปให้หมด รวมทั้งพวกสีจัดจ้านอย่างลิปสติกแดงแจ๊ด บลัชออนชมพูแปร๋นด้วย เพราะสีพวกนี้เข้าข่ายบ่อนทำลายความสวยมากกว่าจะช่วยให้ได้เกิด จากนั้นให้หันไปลองใช้แป้งพัฟฟ์เนื้อบางเบา บลัชออกชมพูอ่อน กับลิปสติกสีชมพูใสๆ ให้ผิวสวยๆ ได้โชว์พาวสักวัน แค่นี้ก็สบายตาสบายใจคนมองแล้ว

2. แต่งอย่างไรให้หวาน สาวหวานส่วนใหญ่จะแต่งตัวแนวสบายๆ แต่ดูแล้วบอบบางน่าทะนุถนอม โดยไม่จำเป็นว่าหนน้าโทนชมพูแล้วชุดคุณจะต้องชมพูไปด้วย ฉะนั้นคุณจงโละเสื้อผ้าแนวฮิปปี้พะรุงพะรังทิ้งไปให้หมด แล้วหันไปใส่เสื้อแขนกุดพอดีตัว กางเกงขาสั้น หรือกระโปรงสวยๆ สักตัวกับรองเท้าผ้าใบก็พอแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่จะทำให้ดีกรีความหวานของคุณครบเครื่องนั่นคือเครื่องประดับชิ้นเล็กๆ จะเป็นสร้อย ต่างหู กำไล หรือแหวนก็ได้ เครื่องประดับพวกนี้จะช่วยกลบความเรียบให้ชุดของคุณดูเด่นและเป็นผู้หญิงมากขึ้นที่สำคัญที่ต้องขอย้ำเลยคือ เครื่องประดับต้องเล็กกระจุ๋มกระจิ๋มจริงๆ ถึงจะเหมาะกับสไตล์หวานๆ ที่คุณต้องการ

3. บุคลิกพิชิตความหวาน คนเราถ้าแต่งตัวสไตล์ไหน บุคลิกก็ควรจะไปในแนวนั้นด้วย มันถึงจะเข้ากัน สิ่งหนึ่งที่จะเปลี่ยนให้บุคลิกของคุณดูหวานสมใจก็คือรอยยิ้มและแววตาอารมณ์ดี สาวๆ จึงต้องบอกตัวเองให้พยายามคิดในแง่บวก มองโลกในแง่ดีเข้าไว้ เพื่อให้ความหวานในหัวใจส่งผ่านรอยยิ้มและแววตาออกมาได้เต็มที่ ไม่อย่างนั้นถ้าหน้าโหดเหมือนจะงับหัวคนทั้งโลก ต่อให้เอาสีชมพูมาห่อทั้งตัว ยังไง้…ยังไงความหวานก็ไม่เกิดอยู่ดีนั่นล่ะ

4. ผมสวยช่วยได้ เส้นผมเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่จะบอกบุคลิกของคนแต่ละคน ทรงผมที่ชายทั้งโลกโหวตให้เป็นสุดยอดทรงผมสำหรับคนหวานคือผมยาวสยาย จะเหยียดตรงหรือม้วนเป็นลอนหยักอ่อนๆ อันนี้ไม่มีปัญหา แต่ต้องสะอาดน่าจับ ไม่จัดทรงใส่เจลจนแข็งโป๊กเป็นใช้ได้ และสำหรับสาวไทยที่ต้องสู้ภัยความร้อนอย่างเรา ถ้าจะเพิ่มความสบายให้ตัวเองด้วยการเกล้าผมเป็นมวยสูงๆ แล้วเสียบปิ่นน่ารักๆ สักอัน หนุ่มๆ เขาบอกว่าก็ดูน่าเอ็นดูไปอีกแบบ

5. คำพูดหวานหู แต่งหวานครบเครื่องแล้วอย่าลืมฝึกพูดจาให้หวานๆ ด้วย ก็ไม่ต้องถึงกับออดอ้อนง้องแง้งแบบผิดธรรมชาติหรอก แค่พูดจาสุภาพเรียบร้อย อย่าหลุดสัตว์ดึกดำบรรพ์หรือชื่อบุพการีของใครออกมาก็พอ ส่วนพฤติกรรมเบี่ยงเบนไปในทางห้าวโหดทั้งหลาย เช่น สูบบุหรี่พ่นควันใส่หน้าเพื่อน กระดกเหล้าแทนน้ำเปล่า ก็ควรจะงดไปก่อน แค่นี้การแต่งหวานครั้งเดียวในชีวิตของคุณก็สำเร็จอย่างงดงามแล้ว