วันนี้ของช้างศึก

 

ก่อนอื่นเลยต้องขอสวัสดีปีใหม่ไทย ซึ่งเพิ่งจะผ่านเทศกาลสงกรานต์มาได้ไม่นาน แต่ดูแล้วคงจะไม่สนุกเท่าไร จากการดูข่าวและติดตามสื่อโซเชียลหลายช่องทาง พบว่ายังมี “เมาแล้วขับ” จนเสียชีวิตกันเป็นว่าเล่น
ก็ขอให้จากนี้ไปทุกคนจงมีสติในการทำอะไรทุกอย่างที่ตั้งใจไว้
อ่อ…ขอแสดงความยินดีกับ ทีมฟุตบอลหญิง ทีมชาติไทย ที่ยังคงเป็น “วีรสตรีไทย” เช่นเดิมหลังจากที่พวกเธอได้ผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลโลก 2019 ที่ประเทศฝรั่งเศส ในฐานะทีมอันดับที่ 2 ของกลุ่ม เอ รายการชิงแชมป์แห่งชาติเอเชีย 2018 ณ จอร์แดน

ส่วนหนึ่งต้องขอชื่นชม “มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ ผู้จัดการทีมฟุตบอหญิง ทีมชาติไทย ที่พาทีมเข้าไปเล่นใน ฟีฟ่า วีเมนส์ เวิลด์ คัพ ได้เป็นสมัยที่สองติดต่อกันเรียกได้ว่าสุดยอดอย่างที่ไม่มีใครเทียบเคียง หากว่าจะยกมาเปรียบกับทีมลูกหนังบ้านเรา (เว้นแต่ทีมฟุตซอลที่ไปมาแล้วหลายครั้งในระดับโลก)

ด้านยอดอัดฉีดพิเศษที่ทราบมานั้นพุ่งสูงถึง 20 ล้านบาทจาก “มาดามแป้ง” ที่จะระดมทุนจากเพื่อนนักธุรกิจรวมถึงครอบครัว รวมกับของ “บิ๊กอ๊อด” ที่ก่อนหน้านี้ประกาศอัดฉีด 5 ล้านบาท แต่ได้มีการเพิ่มพิเศษให้อีกลูกละ 1 ล้านบาท ในเกมกับฟิลิปปินส์เป็น 8 ล้านบาท รวมทั้งหมดแล้วทีมแข้งสาวไทยจ่อรับอัดฉีดสูงถึง 28 ล้านบาท หรืออาจจะมากกว่านั้น

ถือว่าเป็นการตอบแทนความเหน็ดเหนื่อยของพวกเธอได้เป็นอย่างดี ทว่ายังมีเวลาอยู่อีก 1 ปีเพื่อกลับไปสร้างผลงานระดับโลกครั้งที่สอง ขอให้ทำหน้าที่ให้ดีที่สุดก็แล้วกัน!!!

มาเข้าเรื่องของเราดีกว่า จากสัปดาห์ก่อนที่เว็บไซต์ของฟีฟ่าอย่าง www.fifa.com ได้มีการจัดอันดับโลกในเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา ปรากฏว่าการคว้ารองแชมป์คิงส์ คัพ ครั้งที่ 46 ของทีมชาติไทยนั้นทำให้มี 253 แต้ม
พร้อมกับขึ้นมาอยู่ที่ 122 ของโลกattributionnoderivativestv.com

อย่างไรก็ตามก็ยังคงเป็นลำดับที่ 24 ของเอเชีย และเบอร์ 3 อาเซียน โดยหมายเลข 1 ของทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังคงเป็น เวียดนาม ซึ่งขยับไปที่ 103 ของโลก มี 331 คะแนน ตามด้วยที่ 2 คือ ฟิลิปปินส์ อยู่บนแรงกิ้ง 113 มี 289 คะแนน

จากนั้น เอเอฟซี หรือสหพันธ์ฟุตบอลเอเชียออกประกาศลำดับโถการจับสลากแบ่งกลุ่มใน เอเชียนคัพ 2019 ออกมาเรียบร้อยแล้ว โดยทีมชาติไทยได้อยู่โถ 2 ซึ่งเป็นผลพวง จากการที่ไทยเข้ารอบ 12 ทีมสุดท้าย ในฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย

ด้านโถ 3 และ 4 คือ 12 ทีมที่ไม่ผ่านเข้ามาเล่นในรอบ 12 ทีมสุดท้าย แต่ผ่านเข้ามาเล่นในเอเชียนคัพจากการแบ่งกลุ่มอีกหนึ่งครั้ง ซึ่งทาง เอเอฟซี ได้จับเอาทีมเหล่านั้นมาแบ่งค่าสัมประสิทธิ์ แล้ววางใส่ในโถ 3 และ 4 ตามลำดับ และทีมจากอาเซียนมี 3 ทีมที่เข้าไปเล่นในเอเชียนคัพ รอบสุดท้าย

ซึ่งการจัดอันดับทั้ง 4 โถ ก่อนจับสลาก เอเชียน คัพ 2019 ประกอบด้วย โถ 1 : ยูเออี-เจ้าภาพ (81), อิหร่าน (36), ออสเตรเลีย (40), ญี่ปุ่น (60), เกาหลีใต้ (61), ซาอุดีอาระเบีย (70), โถ 2 : จีน (73), ซีเรีย (76), อุซเบกิสถาน (88), อิรัก (88), กาตาร์ (101), ไทย (122), โถ 3 : คีร์กีซสถาน(75), เลบานอน (82), ปาเลสไตน์ (83), โอมาน (103), อินเดีย (97), เวียดนาม (103), โถ 4 : เกาหลีเหนือ (112), ฟิลิปปินส์ (112), บาห์เรน (116), จอร์แดน (117), เยเมน (125) และ เติร์กเมนิสถาน (129)

เอาจริงๆ ผมขอยกเครดิตในการอยู่ โถ 2 ของทีมชาติไทย ครั้งนี้ให้กับนักเตะที่ทุ่มเทกันอย่างหนัก รวมทั้งทีมงานสตาฟฟ์ของ “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง มากกว่า

เพราะว่าพวกเขาลงเล่นตั้งแต่ฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบสอง กระทั่งคว้าแชมป์กลุ่มตะบันตัวเองไปเล่นในรอบ 12 ทีมสุดท้าย ซึ่งนั่นเองทำให้ได้กลับไปล่นใน เอเชียน คัพ 2019 แบบได้ตั๋วเข้าไปหวดอัตโนมัติเลยทีเดียว

ส่วนการเปลี่ยนกุนซือมาเป็น มิโลวาน ราเยวัช ผมก็ยังคิดว่าทำงานกันแบบเดิมๆ โดยเฉพาะหัวสมองของเฮดโค้ชชาวเซิร์บ ที่ผมยังงงว่าจะดื้อดึงไปทำไมอุ่นเครื่องที่ยุโรปตอนไทยลีก 2018 ปิดเลกแรกปลายเดือน พ.ค. นี้ เพราะมันทำให้สโมสรได้รับผลกระทบ

รู้…ว่าต้องการให้ทีมไปเจอกับชาติที่แรงกิ้งเหนือกว่ารวมไปถึงตะบันกับบางทีมที่เข้าไปเล่นในฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซีย เพราะช่วงดังกล่าวบรรดาทีมพวกนั้นกำลังเตรียมความพร้อม ทว่ามันก็เสี่ยงอย่างมากกับการเตรียมความพร้อมของทางสโมสรในการลุยเลกสอง

ผมก็ยังเชื่อว่าการลงเล่นในบ้านตัวเองนั้นน่าจะเป็นทางออกที่เหมาะสมอยู่ดียิ่งการหาทีมแรงกิ้งสูงกว่าทีมชาติไทย น่าจะเป็นทางออกที่เหมาะสม แน่นอนว่าวันนี้ของ “ช้างศึก” ยังมีหลายทีมที่พร้อมจะมาต่อกรในการลับแข้งกับพวกเขาเหมือนกัน

ไม่รู้ว่าจากนี้การเตรียมทีมจะมากเพียงใดก่อนไป เอเชียน คัพ 2019 ถ้าผลงานไม่ดีหรือไม่สามารถเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายในการเป็นที่ 1-2 ของกลุ่ม หรืออันดับ 3 ที่ดีที่สุดใน 4 ทีมได้ ผมว่าคงจะถึงเวลาที่ มิโลวาน ราเยวัช น่าจะพิจารณาตัวเองได้แล้วล่ะ

อ่อ…แล้วไม่ต้องมาบอกนะว่าต้องการความร่วมมือจากสื่อมวลชน เพราะเวลาที่สื่อไปเจอที่สนามไม่เคยให้สัมภาษณ์ กลับบ้านไปเลี้ยงหลานเถอะ!!!